จิ้งชางรักวัวและอยากมีวัวเป็ของตัวเองมาตั้งนานแล้ว แถมนี่เป็วัวของคนอื่นเขายิ่งทะนุถนอมไม่กล้าเฆี่ยนตี ได้แต่ปล่อยให้มันเดินไปเองช้า ๆ จึงใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง กว่าจะเดินทางถึงหมู่บ้าน
วัวลากเกวียนเดินช้า ๆ มาจนถึงลานบ้านที่คุ้นเคย เห็นหญิงชราเดินไปมาคอยชะเง้อมองทางถนนตลอดเวลาอย่างกังวลใจ
เมื่อเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยถึงค่อยยิ้มออกอย่างโล่งใจ
“ยายเฒ่า จะวิ่งมาทำไม หกล้มไปจะทำยังไง อายุก็ไม่ใช่น้อย ๆ แล้ว” ปู่หลี่ที่เห็นภรรยาสุดที่รักวิ่งมาหาอย่างรวดเร็วทั้งที่วัวยังไม่หยุดเดินก็ะโด้วยความใ
“จะพูดมากทำไม ห๊ะ ตาเฒ่า ไป รีบขนของเข้าบ้าน” ย่าเถียนถลึงตาใส่ผู้เป็สามีด้วยความหงุดหงิด
“ข้ารู้แล้วน่ะ” ปู่หลี่ตอบรับอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็สั่งให้ลูกชายทั้งสามคนช่วยกันขนของเข้าบ้าน
“ซีซี หลานกลับมาแล้ว” ย่าเถียนเดินมารับหลานสาว มองเข้าไปในเกวียนแล้วก็ต้องตะลึงกับข้าวของที่กองอยู่
“ท่านย่า” หยุนซียืนขึ้น ก่อนจะโผเข้ากอดผู้เป็ย่า ไม่ได้เจอกันไม่ถึงวัน เธอคิดถึงท่านย่ามาก ท่านย่าก็คงจะคิดถึงเธอเช่นกัน
“ทำไมซื้อของมามากมายขนาดนี้?” ย่าเถียนที่อุ้มหยุนซีอยู่มองของที่บนเกวียนด้วยความสับสน มีข้าวสาร แป้งหลายชนิด ไหซีอิ๊วและน้ำส้มหมัก พริกไทย นอกจากนี้ยังมีเนื้อหมูอีกสองชิ้นใหญ่ กระดูกหมูและเครื่องในหมูอีกถังใหญ่ ใช่แล้ว ถังเบ้อเริ่มเลยล่ะ
“เข้าไปคุยกันในบ้าน เดี๋ยวข้าเล่าให้ฟัง” หลังจากขนของเข้าบ้านจนหมด ปู่หลี่ก็เรียกสมาชิกทุกคนมารวมตัวกันในห้องโถงกลางบ้าน
“นี่คือเงินที่เหลือจากการทำการค้า หลังจากซื้อของทั้งหมดแล้ว” ชายชราควักเงินหกตำลึงเงินและเหรียญทองแดงอีแปะที่เหลือออกมาวางกองลงบนโต๊ะ ทุกคนต่างอ้าปากค้างเพราะไม่เคยเห็นเงินมากมายเช่นนี้มาก่อนในชีวิต ‘ต้องเก็บออมกี่ปีถึงจะได้มากเท่านี้กัน’
จากนั้นปู่หลี่ก็เล่าเื่ที่เกิดขึ้นวันนี้ให้ฟัง ทั้งเื่ทำการค้ากับฝูหม่านโหลว เื่ที่ซื้อไก่เพื่อช่วยหญิงชราที่เดือดร้อน โดยเฉพาะเื่หลัง ยิ่งเล่าเสียงก็ยิ่งเบาลง เล่าไปมองหน้าคู่ชีวิตไป ลูกทั้งสามก็ตัวเกร็ง ลอบมองหน้าแม่ตัวเองเป็ระยะ
หลังจากมองหน้าสามีและลูกชายเรียงตัว ย่าเถียนก็ทั้งฉุนทั้งขัน “เ้าตัวเหม็นพวกนี้นี่ กลัวข้าจะโกรธรึ ทำเหมือนไม่รู้จักนิสัยข้างั้นล่ะ” พูดจบก็ถอนใจเฮือกใหญ่ ทุกคนเลยผ่อนลมหายใจ ไม่ค่อยเกร็งเหมือนตอนแรก
นางเถียนเลยพูดต่อ “พวกเ้าทำสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เงินที่ได้วันนี้ก็เหมือนขนมเปี๊ยะหล่นมาจากฟ้า เราต่างก็รู้ว่าการใช้ชีวิตทุกวันนี้นั้นไม่ง่าย ทุกคนต่างมี่เวลาที่ลำบากกันทั้งนั้น ถ้าช่วยได้ก็ช่วยเหลือกันไปเถอะ”
จากนั้นก็ค่อย ๆ เผยรอยยิ้มบนใบหน้า “อีกอย่างนะ ข้าน่ะ อยากเลี้ยงไก่มาตั้งนานแล้วล่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า”
ทุกคนต่างซาบซึ้งและะโเรียกย่าเถียนออกมาพร้อมกัน
“ยายเฒ่า”
“ท่านแม่”
“ท่านย่า”
“เอาล่ะ ๆ ต่อไปถ้าพวกเราร่วมแรงร่วมใจกัน ข้าเชื่อว่าความเป็อยู่ของพวกเราจะดียิ่งขึ้นแน่นอน” ทั้งครอบครัวเห็นด้วยและให้สัญญากับตัวเองในใจว่าจะเป็ส่วนหนึ่งที่ทำให้ครอบครัวอยู่ดีกินดี
“ท่านย่าคือผู้ทรงพลัง” หยุนซีะโพร้อมกับชูกำปั้นน้อย ๆ ขึ้นเป็ทำนองปลุกพลัง
“เ้าผีน้อยนี่” ย่าเถียนกอดเ้าตัวเล็กไว้บีบจมูกหยอกล้อด้วยความเอ็นดูแล้วหัวเราะเบา ๆ
ย่าเถียนนับเงินออกมา 600 อีแปะ แบ่งให้เฉินซื่อ 200 อีแปะ หลิวซื่อ 200 อีแปะ และจิ้งชู 200 อีแปะ แล้วให้เงินหลาน ๆ ทุกคน คนละ 10 อีแปะ
“พวกเ้าเก็บเอาไว้นะ เมื่อก่อนที่บ้านยากจนเลยไม่มีเงินให้พวกเ้า ตอนนี้มีรายได้แล้วก็แบ่งให้พวกเ้าเก็บไว้ เผื่ออยากใช้จ่ายอะไร”
“ท่านแม่ ไม่ต้องให้พวกเราหรอกเ้าค่ะ” ทั้งเฉินซื่อและหลิวซื่อต่างปฏิเสธที่จะรับเงิน
“ห้ามปฏิเสธ ข้าให้ พวกเ้าก็ต้องรับไว้ เก็บเป็เงินออมส่วนตัว ซึ่งข้าให้เหมือนกันทุกคน คนละ 100 อีแปะ ของเ้ากับจิ้งชู และเ้ากับจิ้งเหอ ยกเว้นจิ้งชูที่ได้มากหน่อยเพราะเป็คนทำอาหาร ทำให้การค้าครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี”
ย่าเถียนมองทุกคนที่นั่งเงียบเป็การยอมรับกลาย ๆ ก็พูดต่อ “เงินส่วนที่เหลือข้าจะเก็บไว้เป็เงินกองกลาง สำหรับซื้อเสบียง สิ่งของจำเป็ หรือใช้ในเื่ฉุกเฉินเช่นเจ็บป่วย, มีใครจะค้านอะไรมั้ย?”
ไม่มีใครคัดค้านอยู่แล้ว แม้แต่สะใภ้ทั้งสองคนที่ไม่อยากรับเงินก็ต้องยอมรับมาโดยไม่อาจโต้แย้งได้
ในยุคที่การแต่งงานเกิดจากการคลุมถุงชนโดยมีแม่สื่อเป็ตัวเชื่อม ซึ่งขึ้นอยู่กับโชคชะตาของแต่ละคนว่าจะมีโชคมากน้อยแค่ไหน พวกนางอยากจะขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรืออะไรก็ตามแต่ที่บันดาลโชคดีให้ได้แต่งเข้าตระกูลหลี่ ครอบครัวของสามีที่ดูแลและรักสะใภ้ไม่ต่างจากลูกสาวแท้ ๆ
ส่วนพวกเด็ก ๆ ต่างดีใจที่มีเงินเก็บของตัวเองเป็ครั้งแรกในชีวิต ่กลางคืนพากันนอนไม่หลับด้วยความตื่นเต้นดีใจ ตื่นเช้ามาขอบตาดำเหมือนหมีแพนด้าทุกคนยกเว้นหยุนซี แต่ก็ยังยิ้มกันอย่างสดใส
ส่วนเหตุการณ์ที่ช่วยหญิงชราในวันนี้ ย่าเถียนได้ใช้ปลูกฝังเด็กบ้านหลี่ทุกคนเื่คุณธรรมอันดีและจิตใจที่มีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
แต่ที่ทำให้หยุนซีใที่สุดก็คือ นอกจากอาเล็กแล้ว ไม่มีใครในครอบครัวรู้หนังสือเลยสักคนแต่กลับสอนลูกหลานได้ดีในเื่จริยธรรมอันงดงาม
“ตายจริง!! ข้ามัวแต่กังวลจนลืมทำกับข้าว” ย่าเถียนตบเข่าดังฉาดเพราะเพิ่งนึกได้
“ตะวันยังไม่ตกดิน พอมีเวลาทำทัน ท่านแม่ไม่ต้องกังวลไปเ้าค่ะ เดี๋ยวพวกข้าสองคนจัดการเอง” เฉินซื่อรีบตอบแม่สามี
ปู่หลี่ตบหน้าผากตัวเองเสียงดัง “ยายเฒ่า ข้าลืมไปเลย วันนี้ไปฝูหม่านโหลว เถ้าแก่อันห่ออาหารให้เอากลับบ้านมาด้วย เอาไปอุ่นซักหน่อยก็กินได้แล้ว ไม่ต้องทำกับข้าวหรอก”
“ใช่แล้วเ้าค่ะ วันนี้พวกเรามีลาภปากแล้ว จะได้ชิมอาหารของเหลาอาหารชื่อดังเชียวนะเ้าคะ” หยุนซีพูดเสริมผู้เป็ปู่
เมื่อได้ยินว่ามีอาหารอร่อยจากร้านขึ้นชื่อกินเป็มื้อเย็น พวกเด็ก ๆ ต่างกรีดร้องด้วยความดีใจ โดยเฉพาะหยุนหยางผู้วิ่งวนไปทั่วลานบ้าน
“ข้าจะเอาเกวียนไปคืนก่อน” หลังจากให้วัวกินน้ำกินหญ้าเรียบร้อยแล้ว ปู่หลี่ก็คิดจะเอาเกวียนไปคืน
“เอาเนื้อแดงครึ่งชั่งกับขนม 2-3 ชิ้นนี้ไปด้วยนะตาเฒ่า” ย่าเถียนยื่นของส่งให้ หลังจากมองของทั้งหมด เนื้อดูมีราคาที่สุด สมควรมอบให้เพื่อเป็การตอบแทนความมีน้ำใจของผู้นำหมู่บ้าน
หลังจากรับของมาจากย่าเถียนแล้ว ปู่หลี่ก็ออกจากบ้านไปทันที
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ปู่หลี่ก็เดินกลับมาถึงบ้านโดยถือชามเต้าหู้อยู่ในมือ
“ตาเฒ่า เ้าเอาเกวียนไปคืน ทำไมถือของกลับมาด้วยล่ะนั่น” ย่าเถียนหรี่ตาลงแสดงถึงความข้องใจ
ผู้เป็สามีเดินเอาชามไปวางบนโต๊ะในครัวก่อนจะหันมาตอบภรรยา “จิ้งผิงเรียกมันว่าเต้าหู้ พ่อตาของหลินฮั่นเอามาให้ เห็นว่าเป็ของหากินยากเลยแบ่งมาให้ลองลิ้มรสน่ะ”
พอหยุนซีที่อยู่แถวนั้นได้ยินคำว่าเต้าหู้ก็รีบวิ่งเข้าครัวไปอย่างรวดเร็ว
“ท่านย่า เก็บเต้าหู้ไว้ใส่ในน้ำแกงปลานะเ้าคะ”
“ได้ ย่าจะเก็บไว้ให้ ตอนนี้เ้าไปตามพวกพี่ชายเ้ามากินข้าวเถอะ” สำหรับย่าเถียนแล้ว ไม่ว่าหลานสาวอยากได้อะไร นางไม่มีทางขัดใจอยู่แล้ว จดจำไว้ว่าต้องทำน้ำแกงปลาใส่เต้าหู้ให้หลานรักวันพรุ่งนี้
“พี่ใหญ่ พี่รอง พี่สาม กินข้าว” หยุนซีเดินออกจากประตูครัวไปป้องปากะโเรียกเสียงดัง
พอพวกเด็กชายได้ยินก็พากันย่นคอ วิ่งกรูกลับมาบ้าน โดยที่รองเท้าแต่ละคนเปื้อนโคลนแฉะไปหมด หยุนไป่พี่ใหญ่ก็เป็ไปกับเขาด้วย
“เ้าลิงสามตัวนี่ ไปทำอะไรมาถึงได้เลอะเทอะขนาดนี้” ย่าหลี่บ่นด้วยความโมโห
เด็กชายทั้งสามทำหน้าเป็ ไม่ตอบโต้อันใด ต่างวิ่งไปนั่งที่โต๊ะกินข้าวใต้ต้นทับทิมที่ประจำด้วยความหิว พวกผู้ใหญ่ได้แต่ส่ายน้อยแล้วอมยิ้มน้อย ๆ “นี่มันฝูงลิงชัด ๆ เลย ใช่คนที่ไหน เฮ้ออ”
บนโต๊ะอาหารมีกุ้งทอดและปลาต้มผักกาดดองที่จิ้งชูสอนพ่อครัวที่ฝูหม่านโหลวทำ นอกจากนี้ก็มีหมูสองไฟ ผัดถั่วพริกแห้ง มันฝรั่งเส้นผัดเปรี้ยวเผ็ด น้ำแกงไก่ และหมูตุ๋นเปรี้ยวหวาน นับว่าเป็อาหารมื้อใหญ่ที่สุดที่บ้านหลี่เคยกินมา มีอาหารมากกว่าตอนปีใหม่ซะอีก
แค่ได้กลิ่นก็น้ำลายสอ น่ากินทุกอย่าง สมแล้วที่เป็เหลาอาหารชื่อดัง
อาหารแทบทุกจานมีเนื้อสัตว์และน้ำมัน ทุกคนในครอบครัวกินกันจนปากมันแผล่บ อิ่มจนลุกไม่ไหว ั้แ่เกิดมาก็เพิ่งเคยได้กินอาหารดี ๆ แบบนี้กันเป็ครั้งแรก
หยุนซีที่กินมาบ้างแล้วตอนอยู่ในเมือง จึงแค่ชิมอาหารจานละนิดละหน่อยแล้วแอบจุ๊ปากเล็กน้อยในใจ
‘ฝีมือพ่อครััวโบราณนี่ไม่ธรรมดาจริง ๆ’ แม้จะเป็อาหารที่ทำไม่ยาก แต่รสชาติไม่ธรรมดา
อย่างเช่น น้ำแกงไก่ ที่ไม่มีส่วนผสมอะไรมาก กลับมีรสกลมกล่อมและกลิ่นหอมชวนกิน ผัดมันฝรั่งที่รสชาติจัดจ้านแต่เส้นมันฝรั่งไม่เละ หมูสองไฟที่เนื้อนุ่มไม่แข็งกระด้าง ถั่วผัดพริกแห้งที่หอมงา ตัวถั่วยังมีความกรุบกรอบ ส่วนหมูตุ๋นเปรี้ยวหวาน เนื้อถูกตุ๋นจนเปื่อยแทบละลายในปาก รสชาติอมเปรี้ยวอมหวาน ไม่เลี่ยน
หลังมื้ออาหาร พวกผู้ชายก็นั่งรออาหารย่อยพร้อมกับพูดคุยถึงแผนการจับปลาจับกุ้งไปขายครั้งต่อไป ซึ่งคาดว่าจะเว้นระยะไปซัก 5-6 วัน แล้วค่อยไปที่ฝูหม่านโหลวอีกครั้ง
ส่วนบรรดาแม่บ้านก็ล้างจาน เก็บครัว ทำความสะอาดโต๊ะกินข้าว
ย่าเถียนถือกระดูกหมูชิ้นใหญ่เดินไปทางที่พวกผู้ชายนั่งอยู่ “ตาเฒ่า แล้วกระดูกพวกนี้กับเครื่องในถังนั้น เ้าซื้อมาทำไม จะเอามาทำอะไร?”
“มองข้าทำไม ข้าไม่ใช่คนซื้อมา ไปถามหลานสาวเ้านู่น นางเป็คนซื้อมา”
ย่าเถียนเดินกลับไปในครัวพร้อมกับบ่นพึมพำ
“กระดูกพวกนี้เนื้อน้อยเอาไปทำต้มทำน้ำแกงก็ไม่อร่อย ส่วนเครื่องในพวกนี้ก็มีกลิ่นเหม็น งั้นก็ทิ้งไว้แบบนี้ก่อนละกัน” นางบอกกับสะใภ้ทั้งสองก่อนจะเดินออกจากห้องครัวไป