ขณะนี้ที่กองบรรณาธิการของหนังสือรายปักษ์เล่มหนึ่งได้มีโอกาสต้อนรับสาวคนเก่งเ้าของค่ายเพลงลิตเติ้ล บิท มิวสิค เรคคอร์ดและเธอก็ยังเป็โปรดิวเซอร์เพลงเองด้วยในฐานะรุ่นน้องที่เรียนร่วมมหาวิทยาลัยเดียวกันมากับบรรณาธิการภาพ หรือผู้ที่ทำหน้าที่รวบรวมคัดเลือก และควบคุม การนำเสนอภาพในหนังสือนั่นเอง
เพียงแค่นรารินทร์ ทองธีมากุล เดินเข้ามาในกองบรรณาธิการก็ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะหยุดการเคลื่อนไหว หนุ่ม ๆ ในที่ทำงานแห่งนี้ชะงักมือกับทุกสิ่งอย่างที่กำลังทำอยู่ ทอดสายตามองมายังสาวสวย หุ่นดีรังสีออร่าจับกันเป็แถว ความสวยสง่าและมาดมั่นในตัวเธอกระแทกใจลูกน้องของจักรพงษ์เข้าอย่างจัง
“มองอะไรกันงานการไม่ทำ ถ้าพรุ่งนี้ปิดต้นฉบับไม่ได้ พี่จะตัดเงินพวกแกทุกคนเลย” จักรพงษ์ส่งเสียงเข้มไปกำราบลูกน้องของเขาทุกคนที่กำลังส่งสันดานดิบของผู้ชายออกมา อย่างไม่สนใจจะทำงานของตนเองซึ่งก็ได้ผล เงินสำคัญกว่าอาหารตา หนุ่ม ๆ ทุกคนจึงพากันหันกลับไปทำงานของตนทันทีทำเอาสาวสวยถึงกับนึกขำ
“สวัสดีค่ะพี่แจ็ค”นรารินทร์ไหว้ทักทายรุ่นพี่ของตนเอง พร้อมกับรอยยิ้มอย่างเป็กันเอง
“สวัสดีจ้ะนั่งก่อนสิ ลมอะไรหอบเรามาหาพี่ถึงนี่ได้วะฟ้า”จักรพงษ์ผายมือเชื้อเชิญหญิงสาวให้นั่งที่เก้าอี้หน้าโต๊ะของเขาก่อนจะตอบกลับด้วยความเป็กันเองเช่นกัน
“คิดถึงค่ะแล้วก็จะมาขอความช่วยเหลือด้วยค่ะพี่”
“เอาสิเื่อะไรล่ะ ถ้าพี่ช่วยได้นะ ก็เต็มที่เลยไอ้น้อง พี่ได้ข่าวว่าเราไปเปิดค่ายเพลงของตัวเองแล้วนี่หว่าเป็ยังไงบ้างล่ะ โอเคดีไหม?”
“ก็ดีค่ะพี่ปล่อยออกมาแล้วแปดซิงเกิ้ล ก็อยู่ในระดับที่ดีพอใช้ได้ค่ะตอนนี้กำลังทำซิงเกิ้ลที่เก้าอยู่วันนี้ก็เลยอยากจะมาขอความช่วยเหลือจากพี่นี่ละค่ะ คือฟ้าจะทำเป็หนังการ์ตูนสั้นๆ เปิดตัวซิงเกิ้ลที่เก้า พี่แจ็คมีใครที่พอจะแนะนำให้ฟ้าได้ไหมคะฟ้านึกถึงใครไม่ออกเลย”
“อืม...ทำการ์ตูนอนิเมชั่นอย่างนั้นเหรอ?”
“ใช่ค่ะสั้น ๆ แค่สองสามนาทีก็พอ ขอคนที่ทำงานเป็และดีนะคะพี่ แบบไม่ต้องพูดกันมากน่ะค่ะ”
จักรพงษ์มองบนโต๊ะทำงานที่รกไปด้วยกองภาพและเอกสารอีกมากมายของตัวเอง หนึ่งในนั้นมีภาพการ์ตูนที่เขาเพิ่งปริ้นท์ออกมาจึงได้หยิบส่งให้สาวรุ่นน้องดู
“เอาคนนี้ไหมชอบลายเส้นหรือเปล่าล่ะ?”
นรารินทร์หยิบภาพการ์ตูนจากมือของจักรพงษ์มาดูลายเส้นที่ดูกลมกลึง อบอุ่น ละมุน แต่ชัดเจน เป็เอกลักษณ์อย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนแถมยังเข้ากับแิของซิงเกิ้ลที่เก้าของเธออีกด้วย จึงทำให้หญิงสาวถูกใจและตัดสินใจได้ทันที
“สวยน่ารักดีนะคะพี่ เอาค่ะ ฟ้าเอาคนนี้แหละ เขาเขียนประจำให้พี่อยู่เหรอคะ?”
“ใช่จ้ะโต้งมันรับเขียนประจำให้คอลัมน์ล้อเลียนคนดังน่ะ”
“แล้วเขาจะมาเขียนเป็เื่ให้ฟ้าได้ใช่ไหมคะ?”
“ได้สิถ้ามันรับงานอ่ะนะ โต้งมันเคยอยู่ในทีมวาดหนังการ์ตูนมาแล้ว ทำยาวเป็ชั่วโมง ๆยังทำได้ แค่สองสามนาทีแค่นี้ ทำไมจะทำไม่ได้ล่ะ”
“จริงเหรอคะอย่างนั้นก็ดีเลยค่ะ แล้วเขาอยู่ที่นี่ไหมคะพี่ ฟ้าอยากเจอตัวจังเลย”นรารินทร์ถามกลับด้วยความรู้สึกตื่นเต้น ดีใจที่จะได้ร่วมงานกับนักวาดมืออาชีพ
“ไม่อยู่หรอกไอ้โต้งมันทำงานที่บ้าน งานนี่มันส่งอีเมลมาให้พี่น่ะ งานของฟ้าเป็ยังไงบ้างล่ะบอกรายละเอียดมาคร่าว ๆ สิ แล้วพี่จะไปคุยกับมันให้ก่อน ถ้ามันสนใจรับงาน พี่จะนัดมันให้มาเจอฟ้ามาคุยรายละเอียดกันอีกทีละกัน”
“เอาอย่างนั้นก็ได้ค่ะแล้วฟ้าจะรู้เมื่อไหร่คะ ว่าเขาจะรับงานฟ้าหรือเปล่า?”
“วันสองวันนี้ละพี่จะพยายามติดต่อมันให้แล้วกันนะ”
“แหมคุณโต้งของพี่นี่ดูจะลึกลับซับซ้อน ตามตัวยาก เล่นตัวง่ายจังเลยนะคะ”
“ฮ่าฮ่าไม่ขนาดนั้นหรอก พอดีไอ้โต้งมันเป็คุณพ่อลูกติดน่ะ ลูกยังเล็กเวลาของมันส่วนใหญ่ก็เลยหมดไปกับลูกสาวมัน”
“อ้อ...น่ารักดีนะคะผู้ชายดูแลลูกสาวเองด้วย ถ้าอย่างนั้นฟ้าขอฝากความหวังไว้ที่พี่แจ็คเลยนะคะส่วนรายละเอียดของงาน เดี๋ยวฟ้ากลับไปจะรีบส่งอีเมลมาให้พี่เลยค่ะใช้แอดเดรสเดิมอยู่ใช่ไหมคะ?”
“จ้ะ..อันเดิมนั่นแหละส่งมาได้เลย”
“ได้ค่ะอย่างนั้นฟ้าไม่กวนเวลาทำงานของพี่แล้ว ขอบคุณมากนะคะพี่แจ็ค ตอนแรกว่าจะชวนออกไปหาอะไรกินด้วยกันซะหน่อยแต่ดูแล้วพี่ไม่น่าจะออกไปกับฟ้าได้..หรือเปล่าคะ?”
“ใช่จ้ะขอโทษจริง ๆ พรุ่งนี้พี่ต้องปิดต้นฉบับ แต่วันนี้ยังไม่เป็รูปเป็ร่างเลยคงต้องทำกันยันสว่างเลยมั้ง ไปไหนไม่ได้จริง ๆ ขอเป็โอกาสหน้าแล้วกันนะ”
“ได้ค่ะพี่ขอให้พี่ปิดต้นฉบับทันเวลานะคะ ฟ้าจะกลับไปรอฟังข่าวดีค่ะ งั้นวันนี้ฟ้าขอตัวก่อนแล้วไว้เจอกัน” นรารินทร์เอ่ยลารุ่นพี่ของเธอพร้อมรอยยิ้มและความหวังที่ฝากไว้และไม่ลืมที่จะเอ่ยลาลูกน้องของจักรพงษ์ทุกคนอีกด้วย “โชคดีนะคะทุกคนขอให้ทำงานทันกันทุกคนค่ะ”
เสียงหวานที่ส่งออกมาพร้อมรอยยิ้มทำให้หนุ่มๆ ที่นั่งอยู่ในห้องทำงานนั้นถึงกับเคลิ้ม
“เด็ดอ่ะพี่แจ็คใครเหรอครับ ไม่เห็นแนะนำให้พวกผมรู้จักบ้างเลย ใจร้ายว่ะพี่น่ะ” เอกพันธ์ที่นั่งอยู่ใกล้ๆ รีบเลื่อนเก้าอี้เข้ามาถามจักรพงษ์ หลังจากที่สาวสวยเดินออกจากห้องไป
“รุ่นน้องที่มหา’ลัยของฉันเอง พวกแกอย่ารู้จักเลย ปล่อยน้องเขาไปดีเถอะชีวิตเขากำลังรุ่งเรืองดีอยู่แล้ว แต่ชีวิตของพวกแกนี่สิถึงพรุ่งนี้ก็อาจจะดิ่งลงแล้ว เพราะถ้าปิดต้นฉบับไม่ทัน เงินเดือนก็จะต้องถูกตัดโบนัสก็จะหดหายด้วย”
“หูย...ไม่ต้องพูดเป็ลางอย่างนั้นก็ได้พี่ทำแล้วครับ ปั่นให้ยิก ๆ เลย” เป็มนัส ลูกน้องอีกคนของจักรพงษ์ที่รับลูก แล้วรีบหันกลับไปทำงานของตัวเองเอกพันธ์หน่วยกล้าตายที่เป็คนถามหัวหน้าของตนก็เช่นกัน
ที่โรงเรียนประถมศึกษาแห่งหนึ่งผู้คนและรถรากำลังพลุกพล่าน เนื่องจากเป็เวลาเลิกเรียนและแถมยังเป็วันเปิดเรียนวันสุดท้ายของภาคเรียนแรกของปีการศึกษาอีกด้วยนักเรียนทุกคนกลับบ้านในเวลาเดียวกัน เพราะไม่มีการเรียนพิเศษเด็กโตที่กลับบ้านเอง ก็กำลังตั้งแถวเดินออกจากโรงเรียนอย่างเป็ระเบียบส่วนเด็กที่เหลือต้องนั่งรอรวมกันอยู่ในโรงยิม เพื่อรอผู้ปกครองมารับหรือไม่ก็รอไปขึ้นรถโรงเรียนกลับบ้านและระหว่างที่รออยู่นั้น ก็มีเสียงเพลงดังขึ้นจากเด็กสาวเ้าประจำ
“เดินโซ ๆ เซ ๆ มายืนตรงนี้ไม่รู้ตอนไหน ใจลอย ๆ ตาลาย ก็เพราะมันหงอย ก็เพราะมันเหงา เดินมึน ๆ มัว ๆมารู้สึกตัวก็เห็นนาข้าว เจอคันนายาว ๆ สวยกว่าทางมียางมะตอย[1]...”น้องตะนอยกำลังยืนร้องเพลงไป เต้นไป ทำตัวเป็นักร้องที่ร้องเพลงแก้เบื่อให้เพื่อนๆ ได้ฟังกัน ไม่ใช่แต่เพื่อนเด็กนักเรียนที่ฟังเพลิน คุณครูเองก็ด้วยเช่นกัน
“น้องตะนอยป.1 ผู้ปกครองมารับแล้วค่ะ”เสียงจากคุณครูสิริมาประกาศผ่านไมโครโฟน เรียกชื่อนักเรียนที่ผู้ปกครองมารับและก็เป็นักร้องคนเก่งนั่นเอง
“คุณพ่อขาวันนี้มารับเร็วจัง รอตะนอยแป๊บเดียวนะคะ” เสียงใส ๆหันมายิ้มกว้างต้อนรับการมาของ ธนาธิป พิบูลธนะกิจ หรือคุณพ่อโต้งของเธอก่อนจะหันกลับไปเก็บดินสอที่เธอเอาออกมาใช้ถือแทนไมโครโฟนใส่กระเป๋า
“น้องร้องเพลงเพราะนะคะกล้าแสดงออก มีแววเป็นักร้องได้เลยนะคะคุณพ่อ”คุณครูสิริมาเอ่ยชมลูกสาวให้ผู้เป็พ่อฟัง ระหว่างที่รอให้หนูน้อยเก็บกระเป๋า
“ขอบคุณครับ” ธนาธิปยิ้มรับเอ่ยตอบกลับด้วยความภูมิใจในตัวลูกสาว
“คุณครูขาสวัสดีค่ะ” หนูน้อยเดินเข้ามาไหว้คุณครูเวร แล้วหันไปสวัสดีพ่อของเธอด้วย“คุณพ่อขา สวัสดีค่ะ เราไปกันเถอะค่ะ” หนูน้อยยกมือไหว้พ่อของเธอเสร็จ มือน้อย ๆก็ยื่นจับกับมือใหญ่ที่แสนอบอุ่น พากันเดินไปที่รถ
“ตะนอยหิวหรือยังครับ?”ธนาธิปถามลูกสาวตัวน้อย เมื่อเข้ามานั่งในรถกันทั้งสองคนแล้ว
“นิดหน่อยค่ะแต่ว่าตะนอยทนได้ ตะนอยอยากกลับไปกินข้าวฝีมือคุณย่าค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นเราก็ตรงกลับบ้านกันเลยนะโอเคไหมครับ?”
“โอเคค่ะ” น้ำเสียงสดใสตอบกลับพร้อมกับแย้มยิ้มโชว์ฟันกระต่าย
แต่เมื่อรถเคลื่อนออกมาจากโรงเรียนได้เพียงไม่นานมดตะนอยตัวน้อยก็เกิดอยากเข้าห้องน้ำเสียแล้ว
“คุณพ่อขาตะนอยปวดฉี่ค่ะ อูยยยย” สองขาเล็ก ๆ บิดกันแน่น ยกมือปิดจิมิน้อยเอาไว้ป้องกันไม่ให้ตัวเองต้องฉี่รดเลอะเทอะในรถ
“อ้าว...เดี๋ยวนะครับตะนอยเดี๋ยวพ่อแวะปั๊มข้างหน้าให้นะครับ ตะนอยอดทนหน่อยนะ ไหวไหมครับ”
“ไหวค่ะ”หนูน้อยตอบกลับน้ำเสียงยังคงใส แต่ที่ด้านล่างนี่ขาบิดกันเกือบจะเป็เกลียว
ธนาธิปขับรถเข้าปั๊มน้ำมันตรงไปจอดที่หน้าห้องน้ำ เพื่อจะพาลูกสาวจัดการธุระส่วนตัว
“ไปครับลูก”ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นเมื่อจอดรถเสร็จเรียบร้อยแล้วรีบลงจากรถเพื่อจะพาลูกสาวเข้าห้องน้ำ ผู้เป็พ่อจูงมือลูกสาวตัวน้อยจะพาเดินเข้าห้องน้ำชาย
“คุณพ่อขาตะนอยต้องเข้าห้องน้ำผู้หญิงสิคะทางนี้ค่ะ” สาวน้อยชี้ไปที่ทางเข้าห้องน้ำซึ่งมีรูปผู้หญิงติดอยู่
“ถ้าอย่างนั้นตะนอยต้องเข้าไปเองคนเดียวนะครับตะนอยเข้าห้องน้ำคนเดียวได้ใช่ไหมครับ”
“ค่ะอูยยย ตะนอยไปก่อนนะคะ ไม่ไหวแล้วค่ะ”มดตะนอยตัวเล็กวิ่งปรู๊ดเข้าห้องน้ำไปอย่างรวดเร็ว
“ระวังหกล้มลูก..ตะนอย”ธนาธิปส่งเสียงเตือนลูกสาว ก่อนจะรีบเดินไปรออยู่บริเวณทางเข้าห้องน้ำหญิงด้วยความเป็ห่วง
ปั๊มน้ำมันขนาดกลางมีห้องน้ำฝั่งละสี่ห้อง ชายหนุ่มแอบชะเง้อคอมองเข้าไปด้านในห้องน้ำหญิงไม่เห็นมีใครอยู่ก็เข้าใจว่าไม่มีผู้หญิงอื่นเข้ามาใช้บริการ จึงคิดที่จะเดินเข้าไปดูลูกสาว แต่แค่เพียงชายหนุ่มก้าวข้ามเข้าเขตห้องน้ำหญิงไปได้เพียงสองก้าว
“กรี๊ดดดด...ไอ้บ้าไอ้โรคจิต ช่วยด้ว...อื้อ...” เสียงหวีดร้องจากหญิงสาวที่กำลังเดินมาเข้าห้องน้ำดังขึ้นจากด้านหลังของคนตัวใหญ่นั่นเอง ทำให้ธนาธิปต้องรีบหันมาจับเธอปิดปากห้ามเอาไว้ก่อนที่เธอจะส่งเสียงเรียกให้คนอื่นมากันวุ่นวาย
“เฮ้ย!คุณ ผมไม่ใช่โรคจิต อย่าร้องสิ”
“อื้อ..อื้ออออ”คนที่ถูกปิดปากอยู่ ส่งสายตามองเขาด้วยความหวาดกลัวพยายามจะส่งเสียงที่ฟังไม่รู้เื่ขอความช่วยเหลือและสะบัดตัวให้หลุดจากวงแขนของเขา
“ผมไม่ใช่โรคจิตนะถ้าผมปล่อยคุณแล้ว คุณอย่าร้องนะ โอเคป่ะ?” ธนาธิปบอกให้หญิงสาวจอมโวยวายเข้าใจและพยายามทำข้อตกลง ซึ่งเธอเองก็พยักหน้าราวกับรับรู้ในสิ่งที่เขาพูด ทั้ง ๆที่สายตายังคงแสดงถึงความหวาดกลัวอยู่ไม่น้อย ชายหนุ่มจึงยอมคลายมือทั้งที่ปิดปากเธอและที่จับรวบเอวเธอเอาไว้ด้วย
แต่เหตุการณ์มิได้เป็ตามที่ตกลงกัน
“ช่วยด้วยค่ะช่วยด้วย มีคนโรค....อื้ออออ”เสียงที่ดังขึ้นหลังจากที่ร่างสาวพ้นออกจากมือเขาไปเพียงไม่ถึงสองวินาที ทำให้ ธนาธิปตัดสินใจดึงเธอเข้ามาปิดปากอีกครั้งแต่ครั้งนี้ไม่ใช่ด้วยมือ แต่เป็ด้วยปากของเขาเองเป็จูบที่เร่าร้อนรุนแรงเพราะ้าสร้างบทลงโทษให้กับคนที่พูดไม่รู้เื่และไม่ยอมทำตามที่ตกลงกัน
“คุณพ่อขา...ไปกัดพี่เขาทำไมคะ?”
[1]เครดิตเพลงนามีรู ศิลปิน เมอร์ซี่ อาร์สยาม จูเนียร์