ตอนที่ 7 เพ้อรัก
ทางฝั่งหนึ่งลู่จิวที่นอนหลับอย่างเต็มที่แล้วนางก็เปิดเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นมาเมื่อไม่เห็นใครอีกคนอยู่บนเตียง ฉับพลันนั้นนางก็เกิดอาการใจหายวาบแต่พอก้มลงมองกลับพบว่ายามนี้นางสวมเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว
แต่แล้วจู่ๆ นางก็นึกถึงภาพความร้อนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อคืนพริบตาเดียวใบหน้าดวงเล็กก็พลันเปลี่ยนเป็สีแดงระเรื่อ
ลู่จิวลองขยับตัวเล็กน้อย ความเจ็บที่ไม่คุ้นชินก็พลันแล่นปลาบเข้ามาจนนางต้องขมวดคิ้วด้วยความไม่สบายตัวแต่เมื่อดูแสงอาทิตย์ที่ร้อนแรงเบื้องนอกแล้ว ความรู้สึกใก็เข้ามาแทนที่ความไม่สบายตัวนั้นทันที
นางคิดไม่ถึงเลยว่าตัวเองจะตื่นสายขนาดนี้หนำซ้ำนางยังไม่ได้ทำอาหารให้พ่อแม่สามีเลย!
เมื่อรู้อย่างนี้แล้วลู่จิวก็รีบข่มกลั้นความเ็ปเมื่อยล้าและก้าวเท้าลงจากเตียงโดยนางไม่มีเวลามาสนใจเื่ของตัวเอง ก่อนจะรีบเดินไปที่ห้องครัวเพื่อเตรียมทำอาหารเช้าให้พ่อแม่สามี
สองปีที่อยู่กินฉันสามีภรรยามานี้นางทำหน้าที่ของภรรยาได้เป็อย่างดีและไม่เคยขาดตกบกพร่องมาโดยตลอดนี่เป็ครั้งแรกที่นางบกพร่องต่อหน้าที่
ไม่ต้องบอกเลยว่าลู่จิวรู้สึกร้อนใจมากเพียงไร ไม่รู้ว่าทุกคนจะตำหนินางหรือไม่นะ
แต่สิ่งที่นางไม่คาดคิดว่าจะได้เห็นก็พลันเกิดขึ้นลู่จิวเบิกตาโตมองดูแผ่นหลังของชายผู้หนึ่งที่กำลังง่วนอยู่หน้าเตาไฟแม้ว่าท่าทางของเขาจะดูไม่ค่อยคล่องแคล่วสักเท่าไหร่นักทว่าความตั้งใจที่ฉายอยู่บนใบหน้าหล่อเหลาไม่ธรรมดานั้นกลับยิ่งทำให้นางไม่อาจละสายตาไปจากเขาได้เลยฉับพลันนั้นนางก็รู้สึกอบอุ่นหัวใจทันที ก่อนจะเดินเข้าไปโอบรอบเอวเขาจากด้านหลังแล้วซบใบหน้าสูดดมกลิ่นหอมเฉพาะกายของเขาด้วยความรักใคร่เต็มเปี่ยม
เฮ่าตู๋ไม่ได้ถอยหนีแต่อย่างใดเขาปล่อยให้นางโอบกอดอยู่เงียบๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำฟังดูอ่อนโยนกว่าปกติว่า“ตื่นแล้วรึ เ้าไปนั่งรอที่โต๊ะก่อนเถิดประเดี๋ยวข้าจะยกอาหารไปให้”
“อื้อข้าเชื่อฟังสามีทุกอย่าง” ลู่จิวซบใบหน้าแนบแผ่นหลังแกร่งก่อนจะสูดดมกลิ่นหอมบุรุษเพศเฉพาะตัวของเขาอีกครา แล้วจึงค่อยผละออกไปอย่างอาลัยนางเดินกลับไปนั่งรอเขาที่โต๊ะอย่างเชื่อฟัง
เพียงไม่นานเฮ่าตู๋ก็ยกสำรับอาหารมาลู่จิวมองดูข้าวต้มเปล่าพร้อมด้วยผักที่นางดองเอาไว้ด้วยความชื่นชมก่อนจะได้ยินเสียงสามีเอ่ยขึ้นมาว่า “ข้าทำอาหารไม่ค่อยเก่งนัก เ้าอดทนกินไปก่อนประเดี๋ยวตอนสายข้าจะเข้าเมืองไปซื้ออาหารมาให้เ้า”
ถึงแม้อาหารที่อยู่ตรงหน้านั้นจะดูเรียบง่ายยิ่งนักทว่าลู่จิวกลับไม่รู้สึกรังเกียจเลยแม้แต่น้อยนางยิ้มอย่างสุขใจเสียจนดวงตากลมโตคู่นั้นโค้งเป็รูปเสี้ยวพระจันทร์ “แค่สามีทำให้ข้า ข้าก็ดีใจแล้ว กินอะไรไม่สำคัญหรอก”
ทั้งสองนั่งกินข้าวด้วยกันอยู่เงียบๆทว่าบรรยากาศรอบตัวกลับดูอบอุ่นยิ่งนัก หลังจากที่กินเสร็จแล้วชายหนุ่มก็ลุกไปยังห้องครัวอีกครั้งท่ามกลางสายตาที่สงสัยของลู่จิว นางอมช้อนค้างเอาไว้ในปากและมองดูแผ่นหลังของสามีที่กำลังยุ่งอยู่หน้าเตาไฟไม่รู้ว่าเขาจะทำอะไรกันแน่
ทางฝั่งของเฮ่าตู๋นั้น เขากำลังก้มลงมองดูของเหลวข้นสีคล้ำเข้มในหม้อต้มยาอย่างชั่งใจอยู่สักพักแต่สุดท้ายเขาก็ยังคงเลือกที่จะตักมันใส่ลงในชาม แล้วเดินกลับมาที่โต๊ะอาหารด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย
ลู่จิวขมวดคิ้วมองดูของเหลวสีสันไม่น่ามองในชามแวบหนึ่งก่อนจะเงยหน้ามองสามีด้วยความสงสัย “นี่มันคืออะไรรึ?”
“ยาบำรุงน่ะ” เฮ่าตู๋เอ่ยออกมาด้วยสีหน้าที่เป็ปกติ แล้ววางมันลงตรงหน้าของหญิงสาว
ทันทีที่ได้ยินว่าสามีบอกว่าของสิ่งนี้คือยาบำรุงลู่จิวก็ไม่รอข้ารีบยกชามขึ้นดื่มด้วยหัวใจที่ดีใจจนล้นปรี่ของที่สามีตั้งใจทำให้นางจะไม่ดีใจได้อย่างไรกันเล่า ต่อให้ยาขมมากเท่าไหร่นางก็จะอดทนกินมันให้หมด
แต่แล้วนางก็ต้องแลบลิ้นออกมาทันทีเนื่องด้วยยาชามนี้ยังร้อนมากนัก“อ๊า ร้อนจังเลย”
“ใครใช้ให้เ้ารีบดื่มขนาดนั้นเล่าโง่งมจริงๆ” เฮ่าตู๋ตำหนินางเล็กน้อยก่อนจะเชิดคางเล็กขึ้นพิจารณาดูด้วยความเป็ห่วง ทว่าเมื่อเห็นปลายลิ้นเล็กที่ขยับเคลื่อนไหวไปมารวมถึงริมฝีปากแดงก่ำที่ดูนุ่มชุ่มฉ่ำตรงหน้าก็ทำให้สายตาของเขาพร่ามัวทันที
ชายหนุ่มรีบเบือนหน้าหนีและแย่งถ้วยยานั้นไปเป่าทันทีเพื่อระงับความร้อนรุ่มในจิตใจลงหากเขารู้ว่านางจะมีอิทธิพลต่อจิตใจของเขามากมายขนาดนี้เมื่อวานเขาคงจะไม่ทำเื่โง่เง่าเช่นนั้นลงไปแน่
เฮ่าตู๋เป่ายาถ้วยนั้นไปพร้อมกับระงับความรู้สึกที่แปลกประหลาดในจิตใจลงจนเมื่อััได้ว่ายาเริ่มอุ่นแล้ว เขาจึงใช้ช้อนป้อนนางทีละคำปากก็ยังอดพร่ำบ่นไม่ได้ว่า “เ้าโง่งมขนาดนี้ หากไม่มีข้าแล้วเ้าจะทำอย่างไร”
ลู่จิวอ้าปากรับยาที่สามีป้อนให้อย่างว่าง่ายถึงแม้รสชาติของยานั่นจะไม่น่าพิสมัยสักเท่าไหร่ ทว่าหัวใจของนางกลับรู้สึกอิ่มเอมยิ่งนัก
ความอิ่มเอิบที่เอ่อล้นออกมาทำให้นางอดอมยิ้มอย่างน่ารักให้กับเขาไม่ได้“ใช่แล้วๆข้านี่ช่างโง่งมยิ่งนัก หากไม่มีท่าน ข้าคงอยู่ไม่ได้แน่เพราะฉะนั้นสามี...ท่านอย่าทิ้งข้านะ”
ประโยคออดอ้อนที่แฝงไปด้วยความอ้อนวอนนี้ทำให้หัวใจที่สงบนิ่งของเขาหยุดชะงักไปสักพักฝ่ามือแกร่งลดช้อนลงโดยไม่รู้ตัวดวงตาสีดำสนิทลึกล้ำของเขาจ้องมองนางอย่างนิ่งเงียบทว่ามีเพียงเขาทำนั้นที่รู้ว่าภายในใจของเขารู้สึกสับสนมาเพียงไร
แต่ไรมาเขาไม่เคยนึกหวั่นไหวในการตัดสินใจของตัวเองเลยสักครั้งทว่าครั้งนี้เขากลับรู้สึกหวั่นไหวและอาลัยอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อนความรู้สึกที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็เพราะสตรีที่ยิ้มโง่งมให้กับเขาคนนี้
ฉับพลันนั้นชายหนุ่มก็ตัดสินใจบางอย่างขึ้นมาชั่ววูบก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างยอมแพ้ “ไม่ต้องดื่มแล้วล่ะ”
พอได้ยินสามีเอ่ยเช่นนี้ ลู่จิวก็เบิกตาโตและร้องออกมาด้วยความไม่เข้าใจ“เอ๋...ได้อย่างไรกันท่านอุตส่าห์ต้มยาบำรุงมาให้ข้าเชียวนะ ไม่รู้ล่ะ ข้าจะดื่มมันให้หมด”
เมื่อพูดจบแล้วลู่จิวก็ยกถ้วยยาขึ้นมาแล้วกรอกเข้าปากไปโดยตรง เฮ่าตู๋รู้สึกใจนเอื้อมมือเข้าไปคว้าแขนเล็กเอาไว้“เ้า…”
แม้ในใจอยากเอ่ยห้ามปรามนางมากเพียงไรแต่สุดท้ายเขาก็ห้ามไม่ทัน สตรีที่อยู่ตรงหน้าดื่มน้ำแกงห้ามครรภ์ไปเรียบร้อยแล้วหนำซ้ำนางยังหันมาแลบลิ้นหน้าทะเล้นให้เขาอีกด้วย
เฮ่าตู๋มองดูดวงตาที่รักและเชื่อใจตรงหน้าแวบหนึ่งฉับพลันนั้นในใจของเขาก็เกิดความรู้สึกผิดขึ้นมาเขาได้แต่ย้ำเตือนกับตัวเองว่าทางเลือกนี้มันดีที่สุดสำหรับเขาและนางแล้วจริงๆ
เพื่อไม่ให้ความรู้สึกหวั่นไหวครอบงำจิตใจเขาไปมากกว่านี้เฮ่าตู๋จึงตัดสินใจลุกขึ้นยืนและเก็บสำรับอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะทันที
ลู่จิวเบิกตาโตมองดูอีกฝ่ายเก็บสำรับอาหารเ่าั้ด้วยความใก่อนจะรีบลุกขึ้นมาห้าม “สามี นั่นท่านจะทำอะไร เื่พวกนี้ให้ข้าเป็คนทำเถอะท่านเป็บุรุษทำเช่นนี้ไม่เหมาะ นี่เป็หน้าที่ของสตรีนะ แค่ท่านทำอาหารให้ข้าข้าก็ดีใจมากแล้วล่ะ”
แม้จะได้ยินนางพูดอย่างนั้นก็ตามแต่เฮ่าตู๋ก็ยังยืนยันในการกระทำของตัวเองเขาเบี่ยงตัวหลบมือเล็กที่คิดจะแย่งสำรับอาหารไปจากเขาทว่าการกระทำนั้นเป็เหตุทำให้หญิงสาวเซล้มไปข้างหน้า
ฉับพลันนั้นเขาก็รีบใช้แขนอีกข้างโอบลำตัวของนางไว้ด้วยความใแล้วประคองให้นางยืนอย่างมั่นคง ท่าทางเช่นนี้ทำให้ทั้งคู่ดูใกล้ชิดกันยิ่งนัก ฉับพลันนั้นภาพร้อนแรงยากจะลืมเลือนเมื่อคืนก็พลันบังเกิดขึ้นมาในใจของทั้งคู่
เขามองดูใบหน้าดวงเล็กที่เปลี่ยนเป็สีแดงระเรื่อของภรรยาด้วยความเอ็นดูก่อนจะกำชับเอวอ่อนนุ่มนั้นเข้ามาหาโดยไม่รู้ตัว พร้อมกระซิบอย่างแ่เบาว่า “ยังเจ็บอยู่หรือไม่”
เมื่อได้ยินนำถามที่ตรงไปตรงมาอย่างนี้ลู่จิวก็ส่ายหน้าด้วยความเขินอายเล็กน้อย “ไม่ค่อยเจ็บแล้ว...”
“อย่างนั้นก็ดีแล้วเ้าไปพักผ่อนต่อเถอะ เดี๋ยวข้าจะจัดการเอง” เฮ่าตู๋ปล่อยเอวบางนุ่มนิ่มตรงหน้าอย่างอาลัยอาวรณ์
“แต่ว่า...” ลู่จิวมองดูสำรับอาหารพวกนั้นอย่างลังเลความจริงแล้วมันควรจะเป็หน้าที่ของสตรีเช่นนางมากกว่า
“ไม่มีแต่ ตอนนี้เ้าไปอาบน้ำก่อนเถอะข้าเตรียมชุดไว้ให้เ้าแล้ว” เฮ่าตู๋พยักหน้าให้นางเบาๆสื่อความนัยว่าให้นางวางใจเถอะ
เมื่อเห็นอย่างนั้นลู่จิวก็ยิ้มออกมาด้วยความดีใจก่อนจะเกาะไหล่เขาแล้วยื่นใบหน้าเข้าไปหอมแก้มสามีอย่างแ่เบานางมองเขาด้วยความเขินอายเล็กน้อย ก่อนจะรีบหนีเข้าไปในห้องน้ำทันที
คล้อยหลังหญิงสาวไปได้ไม่นานเฮ่าตู๋ก็หุบรอยยิ้มที่อ่อนโยนนั้นไปเขาเรียกให้พี่สะใภ้หลี่มาทำความสะอาดจานชามที่วางทิ้งไว้ รวมถึงห้องครัวที่เขาเพิ่งทำสกปรกไปราวกับสาวใช้ก็มิปานก่อนจะเดินกลับเข้าห้องนอนของตัวเองไปด้วยสีหน้าที่สงบนิ่ง
หลังจากเวลาผ่านไปไม่นานลู่จิวก็กลับออกมาพร้อมกับชุดผ้าไหมเนื้อดีสีขาวสลับชมพูอ่อนนางหมุนตัวมองดูชายกระโปรงที่พลิ้วไหวเบื้องล่างด้วยความตื่นเต้นและดีใจนางไม่เคยเห็นชุดที่สวยงามขนาดนี้มาก่อนเลยสักนิดทั้งยังเป็ครั้งแรกที่นางได้สวมอาภรณ์ชั้นดีขนาดนี้ด้วย
สิ่งแรกที่นางคิดถึงก็คือสามีผู้แสนใจดีของนางลู่จิวออกมาจากห้องอาบน้ำทันที ทว่ากลับไม่พบใครเลยสักคนเห็นแค่เพียงห้องครัวที่สะอาดเรียบร้อยเท่านั้นคิดไม่ถึงเลยว่าสามีของนางจะเก็บกวาดห้องครัวที่เลอะเทอะก่อนหน้านี้ได้สะอาดเอี่ยมอ่องขนาดนี้แต่นั่นย่อมต้องเป็เพราะเขาคือสามีของนางอย่างไรเล่า สามีของนางเก่งที่สุดแล้ว!
เนื่องจากบ้านหลังนี้ไม่ได้ใหญ่โตสักเท่าไหร่ดังนั้นลู่จิวมองหาไม่นานก็เจอสามีอยู่ในห้องนอน ยามนี้เขากำลังนอนอ่านตำราบางอย่างด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึมอยู่บนเตียง
ลู่จิวไม่รอช้ารีบะโขึ้นไปบนเตียงนอนทันทีก่อนจะซุกตัวเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนของเขาอย่างออดอ้อนและเอ่ยถามว่า “ท่านอ่านอะไรอยู่รึอืม...มันดูเหมือนรายชื่อเลย เอ๊ะ ตัวอักษรนี้ข้ารู้จักมันคือหลักหมื่นสิบหมื่นก็เท่ากับหนึ่งแสน นี่มันรวมแล้วหนึ่งแสนตำลึง!...”
เฮ่าตู๋กล้าลงมองใบหน้าดวงเล็กที่แสนโง่งมในอ้อมแขนของตัวเองเล็กน้อยเมื่อเห็นนางเบิกตาโตด้วยความตื่นเต้นดีใจเพียงแค่เื่เล็กน้อยอย่างการอ่านตัวอักษรง่ายๆเหล่านี้ออก เขาก็ลูบหัวหญิงสาวในอ้อมแขนด้วยความเอ็นดู “เก่งมาก เด็กดีแล้วตรงนี้ล่ะ อ่านว่าอะไร”
เมื่อเอ่ยคำถามนั้นออกไปแล้วฉับพลันนั้นดวงตาสีดำสนิทของเขาก็มีประกายระแวดระวังตัวเล็กน้อยก่อนจะชี้ไปที่ส่วนสำคัญของสมุดเล่มนั้น
ลู่จิวเอียงหัวเล็กน้อยก่อนจะมองตามมือของชายหนุ่ม นางเกาหัวด้วยความโง่เขลาและเอ่ยออกมาอย่างตะกุกตะกัก “ตัวนี้ข้ารู้จักมันคือแซ่ อ่านว่าหลิว ส่วนนั่นก็ชุนถึงแม้ข้าจะไม่รู้ความหมายแต่ข้าก็เดาได้ว่าตรงฝั่งซ้ายนั้นคือรายชื่อส่วนฝั่งขวาคือตัวเลข มันดูเก่ามากเลย สามี มันคืออะไรรึ”
“มันคือสมุดบัญชี” เฮ่าตู๋เอ่ยอย่างราบเรียบทว่ามือที่ถือตำราอยู่กลับกำแน่นขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
ในเวลานั้นเองก็มือปลายนิ้วเล็กเอื้อมมานวดกลางหว่างคิ้วที่ขมวดแน่นเบาๆพร้อมเอ่ยว่า “ทำไมถึงทำหน้าเคร่งเครียดอย่างนั้นเล่าท่านคงดูตัวเลขพวกนี้จนตาลายแล้วสินะ มาเถิด เดี๋ยวข้านวดให้”
ััแ่เบานั้นทำให้หว่างคิ้วที่ขมวดแน่นชนกันค่อยๆคลายออกอย่างรวดเร็ว เขานิ่งเงียบไปสักพักก่อนจะเอ่ยขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยว่า “ลู่จิวหากว่าวันหนึ่งมีคนโยนความผิดมาให้ครอบครัวของเ้า เ้าจะทำอย่างไร”
ลู่จิวครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะตอบไปด้วยความมั่นใจว่า “ข้าย่อมต้องไปแจ้งทางการให้จับตัวคนนิสัยไม่ดีพวกนั้นอยู่แล้ว”
“ถ้าหากว่าคนของทางการพวกนั้นก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยล่ะเ้าจะทำอย่างไร” เฮ่าตู๋เอ่ยขึ้นมาโดยที่ยังคงหลับตารับัันุ่มนวลนั้นอยู่เหมือนเดิมพลางเอ่ยถามภรรยาด้วยน้ำเสียงที่สงบนิ่งราวกับกำลังพูดคุยเื่ทั่วไปอยู่
ลู่จิวตอบโดยที่ไม่ต้องคิดเลยว่า “อย่างนั้นข้าก็จะไปขอความช่วยเหลือจากทางการที่ใหญ่กว่าไปอำเภอไม่ได้ข้าก็จะไปมณฑล หากยังไม่ได้อีกข้าจะไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ที่เมืองหลวง!”