โม่จ้านล้มตัวลงนอนบนเตียง รู้สึกคล้ายบรรยากาศภายในห้องค่อนข้างแปลกประหลาด
ยามเดินอยู่ระเบียงทางเดิน ตนพบกับลาถีเท่อ หลังอีกฝ่ายส่งยิ้มอย่างมีแผนชั่วมาให้ก็พลันวิ่งหนีไปเสียแล้ว โม่จ้านเคยเห็นรอยยิ้มเช่นนั้น นั่นคือรอยยิ้มหลังคืนแรกที่เจ้าเด็กเผ่าหมานกับเจ้าเด็กผมแดงลงสนามรบจริง ลาถีเท่อช่วยใส่ยาให้เก๋อจือที่กระดกก้นร้องด้วยความเจ็บปวด ขณะเดียวกันยังเผยรอยยิ้ม 'น่ากลัว' ออกมา
ครั้นมองเจียนั่วที่เอาแต่จดจ้องตนตาไม่กะพริบ โม่จ้านพลันรู้สึกหวาดหวั่นใจ จัดการถอดอาภรณ์แทรกกายเข้าในผ้าห่มอย่างรวดเร็ว ครั้นเห็นโม่จ้านเคลื่อนไหวรวดเร็วมิต่างกับกำลังหนี เจียนั่วคับข้องใจอยู่บ้าง ประโยคนั้นของลาถีเท่อดังก้องอยู่ในหัวมิยอมหยุด
เขาชอบใบหน้าของข้า...
ชอบใบหน้าของข้า...
หน้าของข้า...
หน้า
เจียนั่วรู้สึกหนาวสั่นตามร่างกาย หยัดกายลุกขึ้นไปยังข้างเตียงโม่จ้านก่อนพยายามเรียบเรียงคำพูด แม้ในใจจะนึกยินดีอย่างยิ่ง กระนั้นกลับรู้สึกคล้ายตนใช้หน้าตาเพื่อชักจูงอย่างไรอย่างนั้น
ทั้งตนยังมิได้แสดงความเห็นต่อคำขอโทษของโม่เจ๋อเอ่อร์เลยด้วยซ้ำ
โม่จ้านได้ยินเสียงฝีเท้าทางด้านข้างนานแล้ว เพียงแต่มิรู้ว่าควรจะเผชิญหน้าด้วยท่าทีตอบสนองอย่างไร ทำได้เพียงไม่ขยับเขยื้อน แสร้งทำเป็นใกล้จะหลับ จังหวะหัวใจคนทั้งสองเต้นถี่รัว ภายในห้องเงียบสงัดอย่างน่าประหลาด มีเพียงเสียงลมหายใจที่ได้ยินอย่างชัดเจน
เจียนั่วกำมือเข้าหากัน ค้อมเอวลงเล็กน้อย ริมฝีปากเอ่ยกระซิบชิดริมหูของโม่จ้านว่า
“ข้ารับคำขอโทษของเจ้าแล้ว อีกอย่าง ข้ามิได้กำลังโกรธเคืองแต่อย่างใด”
น้ำเสียงแหบพร่าเล็กน้อยอันเป็นเอกลักษณ์ของเจียนั่วดังขึ้นข้างใบหูของโม่จ้าน ไหล่ของโม่จ้านสั่นไหว สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่ไหลตามกระแสเลือดไปยังแขนขาทั้งสี่ ความกระวนกระวายภายในใจถูกแทนที่ด้วยความยินดี แม้จะอยากลุกขึ้นเพื่อมอบหนึ่งคำตอบให้แก่อีกฝ่าย ทว่าตนกำลังแสร้งนอนหลับ จำต้องแสดงละครต่อไป
...ยังจะแกล้งหลับ? เจียนั่วพึมพำ ครั้นเห็นว่าโม่จ้านมิตอบกลับจึงเป่าเปลือกตาแผ่วเบา
ปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งเร้ามิเคยหักหลัง ดวงตาของโม่จ้านปิดสนิทภายในเสี้ยววินาที เมื่อเล่นละครต่อไปมิได้ โม่จ้านจึงทำได้เพียงลืมตาแล้วลุกขึ้น
“คือว่า อืม ข้ารู้แล้ว” โม่จ้านเกาหัวพลางหันมองไปทางอื่น “ขอโทษ เป็นเพราะข้าบุ่มบ่ามไปชั่วขณะจริงๆ ...”
“...บุ่มบ่าม?” เจียนั่วที่ใบหน้าเปี่ยมด้วยความงุนงงขีดเส้นใต้คำสำคัญ “บุ่มบ่ามกดข้าเอาไว้เพราะใจร้อนชั่วขณะ”
“แค่ก มิใช่ อ่า จะบอกว่า...” โม่จ้านพูดจาสะเปะสะปะเสียแล้ว คิดเพียงอย่างเดียวว่าอยากจะย้อนเวลากลับไปเมื่อไม่กี่วินาทีก่อนแล้วลบประโยคครึ่งหลังทิ้ง
เจียนั่วส่ายหน้าอย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะนั่งลงบนเตียงของโม่จ้านแล้วคว้ามือของอีกฝ่ายเอาไว้
โม่จ้านหมายจะชักมือกลับด้วยความตกใจ ทว่าเจียนั่วคว้าไว้มั่น ท้ายที่สุดยังคงมิเป็นดังใจ
“เจ้าเคยเอ่ยว่าขาดคู่ฝึก?” สายตาของเจียนั่วฉายแววจริงจังยิ่งนัก
“ใช่” โม่จ้านเดาทางเจียนั่วมิออก ทำได้เพียงตอบกลับอย่างซื่อตรง
“เหตุใดจึงไม่มาหาข้า? ไม่พอใจในศักยภาพของข้าหรือ?” คำพูดของเจียนั่วค่อนข้างตรงไปตรงมา กระนั้นโม่จ้านกลับฟังออกถึงความขุ่นเคืองบางเบาอย่างน่าประหลาด
“ห๋า? มิใช่” โม่จ้านนิ่งงัน กลับกลายเป็นดีใจเสียแล้ว “คราก่อนยามอยู่ป่ากวางอูฐ เจ้ามิได้แปดเปื้อนเลือดหมูป่าแม้แต่หยดเดียว”
เจียนั่วพยักหน้าอย่างงุนงง
“พวกเจ้าเป็นอัศวินที่รับใช้ชนชั้นสูง ควรจะรักษาความสะอาดสะอ้านสง่างามเอาไว้ตลอดเวลา” โม่จ้านกระดากอายอยู่บ้าง “ภายหลังเห็นว่าแม้เจ้าจะลาออกแล้ว แต่ก็ยังเคยชินกับการจัดการทุกอย่างให้สะอาดสะอ้านเป็นระเบียบ อาภรณ์เปื้อนฝุ่นแม้เพียงเล็กน้อยก็ยังต้องทำความสะอาด ข้ายังนึกว่าเจ้า---”
โม่จ้านไอออกมาครั้งหนึ่ง ใบหน้าแทบจะเอ่ยคำว่า ‘โรคย้ำคิดย้ำทำ’
“—ข้ายังนึกว่าเจ้ามีนิสัยเช่นนั้น คราก่อนยามอยู่ในห้องเก็บของข้าได้ต่อยเจ้าอย่างสาแก่ใจยิ่ง ทว่ากลับทำให้อาภรณ์ของเจ้าเสียหายเช่นนั้นข้าก็รู้สึกผิดมากแล้ว จะกล้าให้เจ้ามาเป็นคู่ฝึกได้อย่างไร”
“เจ้าเห็นข้าเป็นแจกันดอกไม้หรืออย่างไร?” เจียนั่วถลึงตาโต หัวเราะมิได้ร้องไห้มิออก “รักสะอาดเป็นความเคยชินในการใช้ชีวิตของข้า มิเกี่ยวอันใดกับการฝึก หากยามฝึกอัศวินยังต้องมัวห่วงหน้าพะวงหลัง เช่นนั้นจะสู้อย่างไร?”
“ก็ถูก แหะ ฮ่าๆๆๆ” โม่จ้านหัวเราะอย่างเขินอาย
“ข้าสามารถเป็นคู่ฝึกให้เจ้าได้ตลอดเวลา มิต้องกังวลเรื่องอาภรณ์” เจียนั่วกุมมือโม่จ้านไว้แน่น
สัมผัสทางกายที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันทำเอาโม่จ้านชะงักเล็กน้อย หลังจากนั้นพลันได้สติกลับมา แววตาแปรเปลี่ยนเป็นเด็ดเดี่ยวแน่วแน่
“ข้าต้องการให้เจ้าชี้แนะข้าเรื่องพลังเวท และโปรดแสดงศักยภาพที่แข็งแกร่งที่สุดของเจ้าให้เต็มที่”
เจียนั่วพลันนิ่งงัน สายตากลับกลายเป็นฉายแววซับซ้อน ภายใต้แววตาฉงนของโม่จ้าน เจียนั่วกัดฟันพลางพยักหน้า
“อาจจะได้รับบาดเจ็บ เจ้ามั่นใจ?”
โม่จ้านหัวเราะเสียงดังลั่น “เจ้าก็เห็นข้าเป็นแจกันดอกไม้งั้นหรือ? เช่นนั้นก็เท่ากับหายกันแล้วกระมัง”
เพราะได้รับอิทธิพลจากอารมณ์ดีของโม่จ้าน เจียนั่วพลอยยิ้มออกมาด้วยเช่นกัน
ครั้นได้เห็นเจียนั่วเผยรอยยิ้มที่แท้จริงต่อหน้าตนเป็นครั้งแรก โม่จ้านถึงกับยิ้มมิออกเสียแล้ว --- ใบหน้าของเจียนั่วดุดันยิ่งนัก ทว่ายามยกยิ้ม ดวงตาเหยี่ยวเรียวรีกลับกลายเป็นดวงตาดอกท้อ มุมปากที่หยักยกขึ้นยังมีลักยิ้มสองจุด มิต่างอันใดกับเทพเซียนลงมาจุติ โม่จ้านที่มิทันเตรียมใจแม้แต่น้อยเผลอจ้องมองจนเหม่อลอยเสียแล้ว
สายตาจดจ้องแน่วแน่ของโม่จ้านทำให้เจียนั่วรู้สึกกระดากอายอยู่บ้าง ตนรีบเก็บสีหน้า คนทั้งสองกลับมานิ่งเงียบไม่พูดจากันอีกครั้ง
“สายตาเมื่อครู่ของเจ้า เหตุใดจึงคล้ายกับยามกินข้าวเมื่อกลางวัน...กำลังมองสิ่งใด?” เจียนั่วเอ่ยถามสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจออกไป
“แน่นอนว่ามองเจ้า” โม่จ้านยกยิ้มร้ายพร้อมขยับเข้าประชิดเจียนั่วอย่างรวดเร็ว ปลายจมูกของคนทั้งสองแทบชนกัน ทำเอาเจียนั่วถึงกับสะดุ้งตกใจ
“ข้าขอถอนคำพูดเมื่อคราก่อน ใบหน้าของเจ้าตรงตามแบบที่ข้าชอบจริง เพียงแต่ดูจากยามนี้ นิสัยของเจ้าก็มิได้แย่ถึงเพียงนั้น”
มือทั้งสองข้างของโม่จ้านพลันออกแรง หน้าผากของคนทั้งสองแนบชิดเข้าด้วยกัน หลังหนึ่งเสียงร้องด้วยความเจ็บ โม่จ้านกุมหน้าผากพลางหัวเราะออกมาอีกครั้ง
ขณะมองโม่จ้านที่ไม่อำพรางรอยยิ้มอีกต่อไป ใบหน้าของเจียนั่วเริ่มเห่อร้อนขึ้นอย่างน่าประหลาด ทันใดนั้นพลันคว้าผ้าห่มไปคลุมหน้าอีกฝ่าย
“วันพรุ่งมีภารกิจใหญ่ หากยังก่อเรื่องวุ่นวายต่อไปก็ไม่ต้องตื่นนอนแล้ว” เจียนั่วพุ่งตัวกลับไปเตียงตนเองก่อนคว้าผ้าห่มขึ้นมาบังหน้า รวดเร็วยิ่งกว่าโม่จ้านเสียด้วยซ้ำ
“ได้ ราตรีสวัสดิ์ ท่านเจียนั่ว” โม่จ้านโผล่หน้าออกมาผิวปากพลางเอื้อมมือไปดับตะเกียงเวทมนตร์
ไม่นานนัก เสียงลมหายใจของโม่เจ๋อเอ่อร์พลันสม่ำเสมอ เจียนั่วที่เก็บซ่อนใบหน้าแดงก่ำโผล่หน้าออกมา หวนนึกถึงสัมผัสบริเวณหน้าผากเมื่อครู่
ประโยคสุดท้ายนั้นหมายความว่าอย่างไร? ขอบคุณที่ตนยินดีจะเป็นคู่ฝึกหรือว่า...
ทั้งๆ ที่ตอนแรกเข้าหาเขาเพราะมีจุดมุ่งหมาย ทว่าเหตุใดท้ายที่สุดกลับถูกเขาดึงดูด? แรกเริ่มเพียงนึกสนใจ มิคาดว่ายามนี้ในหัวกลับเลอะเลือนจนถึงขั้นติดตามเขามาเสียได้ ความรู้สึกประหลาดเช่นนี้ แท้จริงแล้วคือสิ่งใดกัน?
เจียนั่วลอบมองใบหน้ายามหลับใหลของโม่จ้านอย่างเงียบเชียบ รู้สึกว่าตนเองคิดมากเกินไป
ความสัมพันธ์ของตนกับโม่เจ๋อเอ่อร์ในยามนี้ คงจะนับได้ว่าเป็นสหายกันแล้วกระมัง เช่นเดียวกับโม่เจ๋อเอ่อร์กับสองคนนั้น สติบอกให้ตนหยุดอยู่เพียงเท่านี้ ทว่าความรู้สึกคล้ายจะยังไม่พอใจกับความเป็นอยู่ในยามนี้แม้แต่น้อย อีกทั้งยังคิดจะเดินหน้าขึ้นอีกขั้น
ประเดี๋ยวก่อน เดินหน้าขึ้นอีกขั้นคือขั้นใด? เหมือนเช่นลาถีเท่อกับเก๋อจือ?!
เจียนั่วพลันรู้สึกราวกับทั้งร่างถูกสาดด้วยน้ำร้อนถังใหญ่ ตนเป็นอัศวินเวทธาตุน้ำแข็ง ทว่าอุณหภูมิรอบกายกลับสูงอย่างน่าประหลาด
พอได้แล้ว จะคิดเพ้อเจ้อมากกว่านี้มิได้ มิเช่นนั้นสมองจะต้องพังเป็นแน่ เจียนั่วพยายามขับไล่ความคิดแปลกประหลาดออกไปจากสมอง ตามด้วยห่มผ้าห่มแล้วพลิกตัว