เมื่อเห็นว่าพ่อลูกคุยกันเสร็จสิ้นแล้ว เติ้งอาเหลียนจึงเรียกหลานสาวเข้าไปในห้องครัว บนเขียงมีเนื้อชิ้นหนึ่งวางอยู่ คาดว่าน่าจะมีน้ำหนักราวสามจิน
"พวกเราไปช้าเกินไป เนื้อติดมันถูกขายไปเกือบหมดแล้ว กว่าจะเลือกชิ้นที่มีทั้งมันและเนื้อสลับกันแบบนี้ได้ ลำบากจริง ๆ !" โจวเสี่ยวเม่ยยังคงรู้สึกเสียดาย
"ท่านแม่ ข้าชอบกินเนื้อแดงเ้าค่ะ!" เนื้อติดมันเลี่ยนเกินไป เสวี่ยฮุ่ยไม่ชอบกินจริง ๆ
โจวเสี่ยวเม่ยที่เมื่อครู่ยังมีท่าทางเสียดาย เมื่อได้ยินคำพูดของลูกสาว คิ้วที่ขมวดอยู่ก็คลายออก พร้อมมีรอยยิ้มปรากฏบนใบหน้า
"ฮุ่ยฮุ่ยชอบก็ดีแล้ว วันหลังเวลาซื้อเนื้อ จะพยายามเลือกแบบที่มีทั้งมันและเนื้อสลับกัน ส่วนมันก็นำมาเจียวเป็น้ำมัน ส่วนเนื้อแดงก็ให้พวกเด็ก ๆ ต้มกิน!" เติ้งอาเหลียนจำได้ว่าหลานสาวเคยบอกว่าไม่ชอบกินเนื้อติดมัน เมื่อวันนี้ถูกพูดถึงอีกครั้ง นางจึงจดจำไว้ในใจ
เสวี่ยฮุ่ยถามถึงปลาที่เคี่ยวไว้เมื่อตอนเที่ยง เติ้งอาเหลียนจึงชี้ไปที่เตาไฟ เสวี่ยฮุ่ยเปิดฝาหม้อออกเห็นปลากลางห้าตัวอยู่ในหม้อ นางก้มลงดูใต้เตา โชคดีที่ยังไม่ได้จุดไฟ
"ท่านย่า พวกเราตกลงกันว่าจะกินปลาย่างไม่ใช่หรือเ้าคะ?" ทำไมถึงกลายเป็นึ่งเสียได้!
"ย่ากับแม่ของเ้าได้กลิ่นปลาหอมมาก คิดว่านึ่งกินก็น่าจะใช้ได้ หากจะย่างต้องไปก่อไฟข้างนอก จะทำให้ควันโขมงไปหมด!" เติ้งอาเหลียนพูดพลางก้มตัวลงเตรียมจุดไฟ
"ท่านย่า ท่านย่า ข้าอยากกินปลาย่างเ้าค่ะ ข้าจะไปขอให้ท่านพ่อกับพี่รองช่วย ส่วนท่านย่ากับท่านแม่ทำกับข้าวก็พอได้ไหมเ้าคะ?" การเปลี่ยนจากปลาย่างเป็ปลานึ่งเช่นนี้ เสวี่ยฮุ่ยยอมรับไม่ได้จริง ๆ
หากคำขอนี้มาจากคนอื่น เติ้งอาเหลียนคงไม่ตกลงแน่นอน แต่เมื่อเป็หลานสาวตัวน้อย คำว่าไม่จึงไม่อาจหลุดจากปากได้เลย
เสวี่ยจื้อหยงก่อกองไฟขึ้นที่กลางลานบ้าน เสวี่ยฮุ่ยให้พี่ชายทั้งสองหาไม้กิ่งเล็ก ๆ มาทำเป็ตะแกรง หลังจากผ่านไปประมาณครึ่งชั่วยาม ฟืนก็กลายเป็ถ่านไฟ เสวี่ยฮุ่ยจึงสั่งการให้พวกพี่ชายเตรียมปลาให้เรียบร้อย
พอย่างไปได้สักพัก กลิ่นหอมก็ลอยออกจากลานบ้านตระกูลเสวี่ย เด็ก ๆ บ้านตระกูลชุยหลายคนหมอบอยู่บนกำแพง พยายามสูดดมกลิ่นอย่างเต็มที่ เสวี่ยฮุ่ยบอกพ่านตี้ว่าประเดี๋ยวพอย่างเสร็จจะแบ่งให้ตัวหนึ่ง
เสวี่ยเจี้ยนหลินเลิกทำทุกอย่าง แล้วลงไปนั่งยอง ๆ อยู่ใต้ลมเพื่อดมกลิ่นปลาย่าง เติ้งอาเหลียนถามหลานสาวว่าวันนี้ทำปลาอย่างไร กลิ่นถึงได้หอมขนาดนี้
"ข้าเดินเล่นริมแม่น้ำแล้วเจอหญ้าเล็ก ๆ สองสามต้น กลิ่นหอมดี จึงเด็ดมาคลุกเกลือนิดหน่อย จิ้มซีอิ๊วแล้วใส่เข้าไปในท้องปลา ก่อนจะนำไปย่างข้าก็เอาใบไม้เ่าั้ออกทิ้งไปเ้าค่ะ!"
เสวี่ยฮุ่ยพลิกปลาย่างไปมาไม่หยุด โจวเสี่ยวเม่ยอยากจะเปลี่ยนตัวมาทำแทน แต่เสวี่ยเจี้ยนหลินบอกว่าใกล้จะเสร็จแล้ว ห้ามเปลี่ยนคนเด็ดขาด มิเช่นนั้นหากไฟแรงเกินไปหรือพลิกไม่ดี จะน่าเสียดายปลาเหล่านี้เปล่า ๆ
ครู่ต่อมาปลาก็ย่างเสร็จ เสวี่ยฮุ่ยหยิบปลาตัวหนึ่งชูขึ้นที่ริมกำแพง "พ่านตี้ มากินปลาเร็ว!"
"ฮุ่ยฮุ่ย ปลาย่างบ้านเ้านี่หอมจริง ๆ เลย!" พ่านตี้และพี่น้องคนอื่น ๆ ไม่ยอมจากไปไหน แม้แต่น้องชายของนางก็ถูกอุ้มออกมาดมกลิ่นปลาด้วย
"ปลาตัวนี้แม้รสชาติจะดี แต่เด็กเล็ก ๆ ควรทานให้น้อยที่สุด อย่างแรกคือมีก้าง ย่างจนเกรียมทำให้แยกแยะยาก อีกอย่างคือเนื้อปลาย่างค่อนข้างแข็ง เด็กเล็กย่อยยากเ้าค่ะ!"
เสวี่ยฮุ่ยบอกข้อดีข้อเสียไว้ก่อน หากบ้านตระกูลชุยป้อนเด็กเล็กแล้วเกิดอาการปวดท้องขึ้นมา จะได้ไม่บอกว่านางไม่ได้เตือน
คนบ้านตระกูลชุยกล่าวขอบคุณแล้วรับปลาที่เสวี่ยฮุ่ยให้เข้าไปในบ้าน ครอบครัวเสวี่ยหกคนแบ่งปลากันสี่ตัว เติ้งอาเหลียนเลือกตัวใหญ่ให้หลานสาวก่อนหนึ่งตัว
เสวี่ยฮุ่ยล้างมือให้สะอาด พับแขนเสื้อขึ้นแล้วกล่าวว่า "วันนี้ข้าจะเป็คนแบ่งปลาเองเ้าค่ะ!"
เนื่องจากเสวี่ยเจี้ยนหลินยังเป็เด็ก นางจึงแบ่งส่วนท้องปลาให้เขาหนึ่งตัว ส่วนหางและตัวปลาอีกครึ่งหนึ่งแบ่งให้ท่านพ่อ และตนเองเก็บไว้ครึ่งตัว
เติ้งอาเหลียนได้รับส่วนท้องปลาเช่นกัน ส่วนหัวปลา หางปลา และปลาอีกครึ่งเล็ก ๆ มอบให้เสวี่ยเจี้ยนเวิ่น ส่วนที่เหลือแบ่งให้โจวเสี่ยวเม่ย
ทั้งห้าคนเห็นเสวี่ยฮุ่ยได้ปลาเพียงครึ่งตัว ต่างก็อยากจะเอาส่วนที่มีเนื้อปลามากในมือของตนมาแลกกับนาง
"ข้ากินน้อยเท่านี้ก็เพียงพอแล้วเ้าค่ะ หัวปลากับก้างปลาอย่าทิ้งนะเ้าคะ พรุ่งนี้เช้าข้าจะนำมาต้มซุปให้ทุกคนดื่ม รีบกินเถิดเ้าค่ะ ประเดี๋ยวเย็นแล้วจะไม่อร่อย!" เสวี่ยฮุ่ยนั่งลงกินปลาครึ่งตัวของตนเอง
หลังจากกินข้าวเสร็จ เสวี่ยเจี้ยนหลินพูดว่า "ถ้าให้น้องเล็กมาทำกับข้าวทุกวันก็คงดี!"
สิ้นคำพูด เติ้งอาเหลียนและโจวเสี่ยวเม่ยก็ลงมือพร้อมกัน ครั้งนี้บิดหูเขาคนละข้าง ส่วนเสวี่ยเจี้ยนเวิ่นก็ยกเท้าเตะก้นน้องชายไปหนึ่งที!
"น้องสาวเ้าอายุเท่าไหร่กัน เ้ายังกล้าพูดคำนี้อีก มีข้าวกินก็ดีแค่ไหนแล้ว เ้ายังจะมาเลือกมากอีก!" เติ้งอาเหลียนดุหลานชาย
"น้องเล็ก เ้าดูข้าสิ น่าสงสารเพียงใด พรุ่งนี้เช้าตอนทำซุปปลา ต้องเหลือไว้ให้ข้าสักชามนะ!"
ในสายตาของเสวี่ยเจี้ยนหลิน ความรักที่ครอบครัวมีให้เขานั้นแสดงออกผ่านการ ‘ตีคือรัก ด่าคือเอ็นดู’ เพียงแต่รูปแบบการแสดงออกต่างจากความรักที่เขามีให้น้องสาวเท่านั้น แต่โดยเนื้อแท้แล้วไม่มีอะไรแตกต่างกัน
"ตกลงเ้าค่ะ!" เสวี่ยฮุ่ยเห็นพี่รองดูจะมีความสุข จึงเลิกคิดที่จะเข้าไปห้าม ถือเสียว่าพวกเขาอิ่มแล้วกำลังย่อยอาหาร นางจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย
เสวี่ยฮุ่ยอยากช่วยล้างจาน แต่โจวเสี่ยวเม่ยส่งนางกลับเข้าห้อง พร้อมกับตักน้ำอุ่นหนึ่งอ่างสำหรับล้างเท้า
"แช่เท้าเสียหน่อย แล้วรีบนอนนะลูก!" วันนี้ทั้งออกไปข้างนอก ทั้งทำกับข้าว แถมยังย่างปลา ลูกสาวต้องเหนื่อยมากแน่ ๆ
"ท่านแม่ ท่านก็พักผ่อนเถิดเ้าค่ะ วันหลังเื่ยกน้ำล้างหน้าล้างเท้า ข้าจะทำเอง พวกท่านทำงานหนักทุกวันเหนื่อยมากพอแล้ว ไม่ต้องคอยกังวลเื่ข้า ข้าดูแลตัวเองได้เ้าค่ะ" เสวี่ยฮุ่ยกล่าว
"แล้วเ้าอายุเท่าไหร่กัน ทำไมต้องพูดจาสุภาพเช่นนี้ เ้าเป็ลูกคนเล็กของบ้าน หากพวกเราไม่ดูแลเ้า ไม่รักเ้า แล้วจะไปรักใครเล่า!"
คนที่ควรกล่าวขอบคุณควรเป็นางต่างหาก แม้ตระกูลเสวี่ยจะยากจนไปบ้าง และมีญาติที่นิสัยแย่ ๆ อยู่บ้าง แต่เสวี่ยฮุ่ยก็พึงพอใจในด้านอื่น ๆ และสิ่งที่ทำให้นางซาบซึ้งยิ่งกว่าคือความรักที่ทุกคนในครอบครัวมีต่อเ้าของร่างเดิม ซึ่งสิ่งนี้ล้ำค่ากว่าสิ่งใด
เสวี่ยฮุ่ยล้างเท้าเสร็จแล้วล้มตัวลงนอน เมื่อรอบกายกลับสู่ความเงียบสงบ นางจึงเข้าไปในมิติวิเศษ เดินวนรอบต้นไม้แฝดหนึ่งรอบ พร้อมเรียก "เฮ่อจิ่น" สองครั้งแต่ไม่มีเสียงตอบรับ จึงเข้าไปในห้องครัวเพื่อทำเครื่องปรุงต่อ
ตอนกินข้าวเย็นเหมือนจะลืมถามเื่การไปตลาดพรุ่งนี้ คาดว่าท่านพ่อท่านแม่ก็อาจจะไม่ไป วันนี้ขายได้เงินหนึ่งตำลึงกว่า ๆ ไม่รู้ว่าท่านพ่อกับพี่รองพรุ่งนี้จะยังไปจับปลาอีกหรือไม่
ปลาตัวเล็กที่นำกลับมาวันนี้ได้จัดการเตรียมไว้สำหรับตากแห้งหรือบดเป็ผงเพื่อผสมในเครื่องปรุง อีกไม่กี่วันเมื่อบนเขามีเห็ด จึงจะนำมาทำเพิ่ม โดยผสมตามสัดส่วนในเครื่องปรุงเพื่อใช้เป็ผงชูรสเพิ่มความกลมกล่อม
คืนนั้นเสวี่ยฮุ่ยพะวงเื่การไปตลาดอยู่ตลอด เช้าวันรุ่งขึ้นจึงตื่นแต่เช้า เมื่อเข้าไปในห้องครัว ท่านย่าได้แปะแผ่นแป้งไว้เรียบร้อยแล้ว
"ย่าอยากจะเคี่ยวซุปจากหัวปลา แต่กลัวจะทำเสียของ ในเมื่อเ้าตื่นแล้ว เ้าบอกมาเถิด เดี๋ยวย่าจะทำเอง!" เติ้งอาเหลียนเดินไปล้างมือที่อ่างล้างหน้า
"ท่านย่า บ้านเรามีผักกาดขาวไหมเ้าคะ!"
"มี เ้าจะใช้มันเคี่ยวซุปกับหัวปลาหรือ? เดี๋ยวย่าไปเอาในห้องใต้ดินให้!"
เมื่อเติ้งอาเหลียนนำผักกาดขาวกลับมา เสวี่ยฮุ่ยก็ได้ใส่หัวปลาลงในหม้อ ใส่เครื่องปรุงสำหรับต้มซุปที่เตรียมไว้เมื่อคืนเล็กน้อย และหยดน้ำพุจิติญญาลงไปหนึ่งหยด กลิ่นหอมก็ขจายไปทั่วทั้งห้องครัวทันที
"ฮุ่ยฮุ่ยมีพร์ในการทำอาหารจริง ๆ เด็กตัวแค่นี้ ทำอะไรก็ออกมาดีไปหมด!" เติ้งอาเหลียนรำพึง
"ถ้าอย่างนั้น วันหลังข้าจะทำกับข้าวให้พวกท่านกินบ่อย ๆ พอข้าโตขึ้นอีกนิด พวกเราไปตั้งแผงขายเกี๊ยวน้ำ ขายซุปปลา และแผ่นแป้งทอดที่ตลาดกันนะเ้าคะ!"
เสวี่ยฮุ่ยเชื่อว่าการค้าต้องไปได้ดีแน่นอน เริ่มแรกจะเน้นกำไรน้อยแต่ขายปริมาณมาก เมื่อตลาดเปิดกว้างและมีชื่อเสียงแล้ว จึงค่อยเปิดร้าน!