เหลียงซูถิงกลับมาจากเรือนของฮูหยินผู้เฒ่าพร้อมกับสมุนไพรบำรุงร่างกายมากมาย ก่อนกลับยังไม่วายถูกคุณหญิงย่ากำชับมาว่า ‘เ้าผอมลงหรือไม่ กินให้เยอะหน่อย ร่างกายจะได้สมบูรณ์แข็งแรง’
โถ... คุณหญิงย่าคะ ไม่มีผู้หญิงคนไหนอยากอ้วนหรอกค่ะ ที่เป็อยู่ตอนนี้คือสเลนเดอร์กำลังดีแล้ว หุ่นแบบนี้ไม่ใช่จะปั้นได้ง่าย ๆ หรอกนะคะ!
เนื่องจากอีก 2 วันก็ต้องส่งสินค้าชุดแรกให้เถ้าแก่หลิว ท่านแม่ ท่านลุงและท่านน้าที่หลังจากได้เห็นสินค้าตัวอย่างแล้วก็สนใจมาก ท่านน้าถึงขั้นเดินทางมาดูของและรับของที่เมืองหลวงด้วยตัวเอง ดังนั้นเวลาที่เหลืออยู่ 2 วันนี้ เธอจึงต้องเตรียมสินค้าที่เถ้าแก่หลิวสั่งซื้อ กับสินค้าที่คิดว่าร้านของท่านแม่ ท่านลุง ท่านน้าจะสามารถเอาไปขายและทำเงินได้จริง ๆ ให้ละเอียดรอบคอบ จึงไม่ได้ออกไปไหนอีก
ฝั่งเซี่ยงมู่หยางที่กำลังเดินทางกลับพร้อมขบวนของท่านผู้ตรวจการก็เกือบจะราบรื่นดี หากไม่ติดว่าระหว่างที่ขบวนเดินทางกำลังเข้าสู่เขตป่าระหว่างเมืองถูกกลุ่มคนร้ายไม่ทราบสังกัดโจมตีกะทันหันเสียก่อน
เหล่าทหารที่ถูกส่งมาให้อารักขาท่านผู้ตรวจการต่างกรูกันไปคุ้มครองรอบรถม้าของท่านผู้ตรวจการกันแทบทั้งหมด เหลือเพียงบางส่วนที่คอยอารักขาขุนนางอื่น ๆ ที่มีความสำคัญรองลงมา และแน่นอนว่าเซี่ยงมู่หยางและเสิ่นเชาคือขุนนางที่มีความสำคัญรองลงมาที่ว่านั่น
ดูเหมือนว่าคนร้ายจะไม่สนใจว่าเหล่าทหารจะแห่กันไปคุ้มกันใครมากกว่ากัน พวกมันลงมือกับทุก ๆ คนในขบวนโดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ทำให้เสิ่นเชาที่แทบจะไม่มีวรยุทธ์อยู่เลยตกที่นั่งลำบากมากที่สุด เซี่ยงมู่หยางมองกลุ่มโจรตรงหน้าด้วยสายตาเ็า เขาะโลงจากรถม้าพร้อมอาวุธที่ไม่ว่าใครก็ดูไม่ออกว่ามันคืออะไร แต่ถ้าให้เดา มันก็น่าจะเป็ด้ามกระบี่...ใช่หรือไม่?
เหล่าทหารหลายคนที่กำลังรับมือกับกลุ่มโจรมองแล้วรู้สึกอยากไว้อาลัยให้ใต้เท้าเซี่ยงผู้หล่อเหลาแต่ไม่รู้เอาสติปัญญาไปทิ้งไว้ที่ใดเหลือเกิน ก็คนปกติที่ไหนจะเดินดุ่ม ๆ ลงไปเอาด้ามกระบี่ทู่ ๆ สู้กับคนร้ายกันบ้างเล่า!
แต่แล้วฝีมือการต่อสู้กับอาวุธประหลาดของใต้เท้าเซี่ยงนอกจากจะทำให้พวกโจรที่ดาหน้าเงื้อดาบมาฟาดฟันเขาตกตะลึงแล้ว เหล่าทหารทั้งหลายก็อึ้งงันไม่ต่างกัน ใครจะไปคิดว่าเ้าด้ามกระบี่ทู่ ๆ นั่นจะมีใบมีดยาวที่สามารถยืดหดเข้าออกได้ทั้งสองด้านสลับกันหรือกระทั่งพร้อม ๆ กันได้อีกต่างหาก!
เซี่ยงมู่หยางเกิดในตระกูลแม่ทัพใหญ่ ก่อนจะหันมาจับพู่กันหรือตำราเขาก็สามารถใช้กระบี่ฟาดฟันกับเหล่าผู้ใหญ่ได้ั้แ่อายุยังน้อยแล้ว ฝีมือของเขาจึงไม่ได้ด้อยไปกว่าท่านปู่หรือบิดาเลย เมื่อได้อาวุธที่ศัตรูไม่สามารถเดาทางได้ว่าคมมีดของมันจะโผล่ออกมาจากด้านไหนและเมื่อไหร่จากการกวัดแกว่งแต่ละครั้ง ก็ยิ่งทำให้เขาได้เปรียบมากขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้เหล่าโจรที่พุ่งเข้าหาเขาค่อย ๆ ล้มตายลงทีละคน
ไม่นานนักก็มีกลุ่มคนในชุดสีน้ำเงินเข้มปกปิดใบหน้าราว 10 คนเข้ามาช่วยเหล่าทหารต่อสู้กับคนร้าย จนในที่สุดฝ่ายทหารก็เป็ฝ่ายชนะ เหลือคนร้ายที่มีชีวิตรอดอยู่ 2-3 คน ซึ่งเหล่าชายฉกรรจ์ในชุดน้ำเงินจัดการหิ้วตัวหายออกไปสายตาคนทั้งขบวนในเวลาอันรวดเร็ว
เซี่ยงมู่หยางที่ต่อสู้กับคนร้ายโดยไม่เปลี่ยนสีหน้าั้แ่ต้นสะบัดเืออกจากใบมีดยาวทั้ง 2 ด้านอย่างไม่ใส่ใจแล้วเดินกลับมาที่รถม้า เขาเห็นเสิ่นเชานั่งยอง ๆ เกาะล้อรถม้าด้วยมือและขาที่สั่นราวกับเ้าเข้าแล้วก็อดขำอยู่ในใจไม่ได้
“ไหวหรือไม่ ใต้เท้าเสิ่น”
“นะ...น่ากลัวยิ่งนัก!” เสิ่นเชาเป็เพียงบัณฑิตอ่อนแอ เคยต่อสู้กับใครเสียที่ไหนกัน ใครจะคาดคิดว่าการเดินทางมาปฏิบัติหน้าที่ที่ต่างเมืองจะพบเจอกับกลุ่มคนร้ายที่ไม่รู้ว่าเอาความกล้าหาญมาจากที่ใด ถึงได้คิดจะมาปล้นขบวนของขุนนางใหญ่ได้
หลังจากสำรวจอาการาเ็ของคนในขบวนคร่าว ๆ แล้ว ทุกคนก็รีบเดินทางกันต่อเพื่อให้พ้นจากพื้นที่ป่านี้เสียที เมื่อขึ้นมาอยู่บนรถม้าแล้ว เซี่ยงมู่หยางก็หยิบห่ออะไรบางอย่างออกมาจาก ‘กระเป๋าเดินทาง’ รูปทรงแปลกตา ฉีกห่อนั้นออกแล้วดึงแผ่นผ้าขนาดเท่าผ้าเช็ดหน้าแต่ดูเหมือนมันจะเป็ผ้าเปียกขึ้นมาเช็ดคราบเืของพวกโจรที่กระเด็นมาเปื้อนใบหน้าอย่างช้า ๆ เสิ่นเชาได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากผ้าผืนนั้นด้วย
“ท่านเตรียมผ้าชุบน้ำกับเครื่องหอมมาด้วยเช่นนั้นหรือ”
“อนุภรรยาของข้าเตรียมให้น่ะ”
คราวนี้เสิ่นเชาทำหน้าเหม่อ หลายวันนี้ไม่ว่าสิ่งของชิ้นใดที่เซี่ยงมู่หยางใช้และเขาไม่เคยเห็นมาก่อน ล้วนได้คำตอบจากเขาว่า ‘อนุภรรยาให้มา’ ไม่รู้กี่รอบแล้ว จากที่เคยรู้สึกเห็นใจเขาเพราะต้องรับสตรีที่ทำเื่ฉาวโฉ่เพื่อให้ได้เข้าจวนในคราวแรก เริ่มกลายเป็ความรู้สึกหมั่นไส้อย่างไรก็ไม่รู้ได้
“อย่าบอกนะว่าอาวุธที่ท่านใช้เมื่อครู่ก็ได้มาจากอนุภรรยาของท่านอีกเช่นกัน?”
เซี่ยงมู่หยางยกยิ้มมุมปาก แล้วตอบด้วยน้ำเสียงที่ชวนให้คนฟังหมั่นไส้เพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า!
“ไม่ผิด เป็อนุภรรยาของข้าเตรียมไว้ให้เอง”
