บทที่ : 10
“ช่วย...ช่วยอะไร!”
เมื่อถูกพาดพิงเข้า ฮูหยินรองที่แต่เดิมก็ไม่ใช่ตัวดีอะไรอยู่แล้ว ก็ร้องออกมาด้วยท่าทางเหลอหลา เพราะสุดท้ายแล้วนางก็เป็แค่ลูกหลานของสกุลจางที่ไม่ได้มีอะไรมาั้แ่ต้น
พอลองย้อนกลับไปดูแล้วนอกจากการที่มีบุตรชายให้แก่จางเผิงไห่แล้ว นางก็แทบไม่ได้มีอะไรที่เป็ชิ้นเป็อันเลยสักอย่า ที่มีอยู่ในทุกวันนี้ได้ก็เป็เพราะคำแนะนำของฮูหยินผู้เฒ่าล้วนๆ
ก็จริงที่หลายปีนี้นางพอจะได้เรียนรู้อะไรมาบ้าง ตามวงสังคมของพ่อค้าที่นางพยายามเรียนรู้มาเนิ่นนาน แต่ก็นั่นแหละ เนื่องจากสามีของนางเก่งกาจจนเกินไปและทำหลายๆ อย่างได้ดีจนน่ากลัว สุดท้ายแล้วเมื่อออกไปสู่โลกภายนอก นางก็ได้รับคำประจบประแจงเสียมาก น้อยครั้งที่จะได้สู้รบตบมือทางวาจากลับใคร
ยิ่งกลับมาที่จวนก็ไม่ต้องพูดถึง เพราะไม่ว่าจะเป็เื่ที่นางเป็หลานของฮูหยินผู้เฒ่า หรือเื่ที่นางได้ให้กำเนิดคุณชายใหญ่ ไม่ว่าเื่ไหนก็ไม่ใช่สิ่งที่ใครในจวนนี้จะสามารถมองข้ามได้
โดยเฉพาะั้แ่ที่นางได้ร่วมมือกับฮูหยินผู้เฒ่าจนสามารถที่จะกำจัดฮูหยินใหญ่ได้สำเร็จ ั้แ่นั้นเป็ต้นมานางก็แทบจะเป็นกที่ล่องลอยไปตามลมจนแทบไม่ต้องลำบากกระพือปีก เพราะสุดท้ายแล้วใครๆ ก็ต่างเกรงกลัวนางไปเสียหมด
ทำให้เมื่อมาเจอกับปัญหามาประจันหน้าแบบนี้ก็ยิ่งทำให้นางไม่รู้จะวางตัวอย่างไร ยิ่งเมื่อในตอนที่สามีของนางนั้นเริ่มเบนสายตาไปทางนังเด็กนรกนั่นแล้วด้วย หัวใจของนางก็ยิ่งไม่มั่นคงเข้าไปใหญ่
เพราะด้วยตลอดหลายปีที่ผ่านมาเขานั้นไม่เคยที่จะชายตาเด็กคนนั้นเลย ต่อให้นางทำไม่ดีกับอีกฝ่ายสักแค่ไหน ทุกวันนี้นางเองก็ยิ่งลำพองใจ แล้วทำทุกอย่างโดยที่ไม่คิดเลยว่าทุกอย่างจะพังลงไปต่อหน้า
คางคงต่อให้พยายามพองลมสักแค่ไหนสุดท้ายก็ยังเป็คางคง ไม่มีวันที่คางคกจะโตเท่าวัวได้ ไม่มีวันที่คางคกจะไปโบยบินบนท้องฟ้าได้...
เช่นเดียวกับฮูหยินรองในตอนนี้ เมื่อถูกไล่ต้อนแม้จะยังเล็กน้อย แต่เมื่อบวกกับเท่าทางที่เปลี่ยนไปของสามีแล้ว หัวใจของนางที่หวาดระแวงมาทั้งชีวิตก็เต้นไม่เป็จังหวะ...
“อย่ามาพูดอะไรโง่ๆ นะ!”
เสียงตวาดที่ดังไปทั่วบริเวณ ทำให้ทุกคนต่างก็มองไปทางฮูหยินรองเป็ตาเดียว แต่ไม่ว่าใครจะคิดอย่างไร สุดท้ายพ่อบ้านใหญ่ก็เป็คนที่ต้องรับผลในสิ่งนี้มากที่สุด และเมื่อยิ่งฮูหยินรองแสดงท่าทางแบบนี้เขาจะสามารถทำอะไรได้อีก...
“เ้ามีอะไรจะแก้ตัวหรือเปล่า” จางเผิงไห่ยังคงแสดงท่าทางเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เพียงแค่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ที่ทำให้หัวใจของผู้ฟังนั้นเย็นเฉียบ
‘จะให้ข้ากล่าวอันใดได้...’ ใช่แล้ว สำหรับเขาที่ใช้ชีวิตทำงานอยู่กับนายท่านผู้นี้มาหลายปี แต่เขาก็ไม่ถึงกับอ่านเขาได้อย่างทะลุปรุโปร่งนัก แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขาเชื่อว่ามันจะเกิดขึ้นแน่นอน ก็คือความตายของเขาตัวเอง เขาคงทำอะไรไปไม่ได้มากกว่านี้อีกแล้ว ถ้าหากไม่อยากให้ครอบครัวของเขาเป็อะไรตามไปด้วย
ใช่แล้ว!
เื่แบบนี้ก็ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้น เพราะจะอย่างไรคนที่จะขึ้นมาเป็ใหญ่ได้อย่างรวดเร็วเช่นจางเผิงไห่ มีสิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถขาดไปได้ นั่นก็คือความเด็ดขาดและโเี้!!
ตลอดหลายปีมานี้ที่กลุ่มร้านค้าสกุลจางสามารถเติบโตขึ้นได้อย่างรวดเร็ว มิใช่ว่าจะไร้ซึ่งปัญหาใดๆ แต่เป็เพราะจางเผิงไห่นั้นฉลาดหลักแหลมและเด็ดขาดเป็อย่างมาก
และมีสิ่งหนึ่งที่พ่อบ้านได้เห็นมันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน นั่นก็คือเขาจะลงโทษใครก็ตามอย่างรุนแรงหรือเบาตามความเหมาะสม และเขาเคยฆ่าคนมาไม่น้อยแม้จะไม่ค่อยได้ลงมือเองก็ตาม
ที่สำคัญที่สุดก็คือถ้าหากยอมจำนนแต่โดยดีโดยไม่สร้างความเสียหาย อย่างน้อยที่สุดครอบครัวของคนผู้นั้นจะยังมีชีวิตอยู่หากไม่ได้กระทำเื่ร้ายแรงจนเกินไป
อาจจะเรียกว่านี่คือความเมตตาท่ามกลางความโหดร้ายก็ว่าได้...
“ข้าผิดเองขอรับ...”
“อื่ม”
เสียงยอมรับโดยปริยายของพ่อบ้านกับเสียงตอบรับไปโดยปริยายของจางเผิงไห่ ทำให้เื่ทุกอย่างสิ้นสุดลงอย่างง่ายดาย จนแม้แต่เยว่ฮวาเองก็ยังอดที่จะใไม่ได้
เพราะมันง่ายเสียจนนางเองที่เคยจมอยู่ในโลกแบบนี้ก็รู้สึกหวาดกลัว
ด้านมืด
แต่เมื่อเื่มาถึงขั้นนี้แล้วนางก็ไม่ใช่คนโง่จนเกินไป ที่จะดื้อรั้นดึงรั้งทุกอย่างเข้าหาฝ่ายนางเสียทั้งหมด เพราะสุดท้ายหากโลภมากจนเกินไป อาจจะเป็ตัวนางเสียเองที่ต้องสิ้นหวังแบบนั้น
“ในเมื่อเื่นี้คนของพ่อผิด หลังจากนี้พ่อจะชดเชยให้แก่เ้าเอง ไม่ว่าจะเป็อะไรก็ตามเดี๋ยวพ่อจะไล่เรียงและให้คนนำมันมามอบให้แก่เ้า...” จางเผิงไห่ยังคงท่าทีเดิมเอาไว้ ละสายตาจากพ่อบ้านที่อยู่กับตนเองมานานปีแล้วเงยหน้าขึ้น “ส่วนในเื่หลังจากนี้ไม่ว่าอะไรก็ตามที่เ้าสมควรจะได้รับ หรือเ้าคิดว่ามีอะไรที่ขาดตกบกพร่องลงไป เ้าสามารถมาแจ้งกับข้าได้โดยตรง ข้าจะให้คนจัดการให้”
“...เ้าค่ะ”
เมื่อมาถึงตอนนี้เยว่ฮวาก็รู้สึกได้ถึงแรงกดดันอย่างมหาศาลในแบบที่ไม่เคยเป็มาก่อน และนางได้รู้สึกถึงเหตุผลที่ว่าทำไมจางเผิงไห่และสกุลจางถึงได้กระเตื้องขึ้นมาอย่างรวดเร็วในเวลาเพียงแค่สี่สิบปี จากคนธรรมดาๆ กลายมาเป็หนึ่งในคนที่รวยที่สุดคนหนึ่ง
และเป็วันที่นางได้รู้จักตัวตนของบิดาของนางผู้นี้มากขึ้นอีกหลายส่วน!
แค่กๆ
แหวะ!
ในตอนนั้นเองเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นเรียกความสนใจของทุกคน และก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็สาวใช้ผู้นำของหวานมาให้กับเยว่ฮวานั้นเอง ซึ่งั้แ่เริ่มที่นางได้ป้อนของหวานไป จนมาถึงตอนนี้ก็ผ่านไปราวๆ ครึ่งเค่อเพียงเท่านั้น แต่ใบหน้าของนางก็เขียวคล้ำเป็อย่างมาก และระบายเอาของเสียออกมาจากร่างกาย ซึ่งนางก็กำลังสำรองเอาบางสิ่งบางอย่างที่มีสี่ดำแดงหนืดข้นและส่งกลิ่นเหม็นคาวคละคลุ้งออกมาทั่วบริเวณ
“ปล่อยนาง...”
เมื่อเยว่ฮวาเห็นดังนั้นก็สั่งให้องครักษ์ของนางปล่อยร่างอีกฝ่ายออก
อ๊อก...แค่กๆ
ในตอนนั้นเองที่ร่างของสาวใช้นางนั้นก็ชักดิ้นชักงอ บ้างกุมท้องบ้างกุมปากบ้างกุมหัว ดิ้นทุรนทุรายอย่างทุกข์ทรมานชนิดที่แม้แต่เยว่ฮวาเองก็ยังต้องเบือนหน้าหนี
“....”
เมื่อเื่มาถึงตรงนี้แล้วทุกคนที่อยู่ที่นี่ต่างก็ใบหน้าเหยเกไปตามๆ กัน เพราะมันเป็ภาพที่น่าเวทนาเป็อย่างมาก แม้พวกเขาจะเคยเห็นคนโดนโบยมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง หรือทำโทษอย่างอื่นมาแล้วก็ไม่น้อย
แต่นี่เป็ครั้งแรกที่พวกเขาได้มาเห็นอะไรแบบนี้...
นอกจากไม่กี่คนที่มองมันโดยไม่ได้แสดงท่าทางอะไรมากมายนัก ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือจางเผิงไห่ ที่ยังคงสามารถแสดงท่าทางเรียบเฉยได้เช่นเคย
และอีกสองคนที่ยังคงไม่แสดงออกมากนักนั่นก็คือจางจ้าวเฉิงหรือคุณชายใหญ่สกุลจาง และจางหลั่วเทียนบุตรชายคนรองผู้ออกไปท่องยุทธจักร
แตกต่างจากฮูหยินรองและบุตรสาวของนางที่ตอนนี้หน้าซีดเผือดไปแล้ว...
“ทุกคนแยกย้ายไปได้แล้ว ส่วนเื่นี้เดี๋ยวข้าจะจัดการเอง”
......................