บทที่47
ข้อมูลสำคัญ
“ขับไล่สัตว์อสูรบางส่วนได้หรือ?” หนานกงจิ่นอวี่เอ่ยถามเสียงต่ำดวงตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อย แววตาฉายความสงสัยและครุ่นคิด
เหยียนฟางพยักหน้ารับอย่างหนักแน่นก่อนจะอธิบายต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เป็นเช่นนั้นจริง ๆขอรับ... ดูเหมือนว่าดอกไม้นั้นจะมีชื่อว่า ‘ดอกม่านราตรี’”
เขาหยุดเล็กน้อยเพื่อให้หนานกงจิ่นอวี่จดจำชื่อก่อนจะกล่าวต่อ
“จากบันทึกระบุว่า...สัตว์อสูรทะเลทรายหลายสายพันธุ์ ไม่ชอบกลิ่นและเกสรของดอกไม้นี้โดยเฉพาะมันไม่ได้เป็นพิษร้ายแรง แต่เพียงแค่กลิ่นและละอองเกสรก็ทำให้พวกมันรู้สึกไม่สบายตัวและรำคาญใจอย่างมาก”
สายลมพัดแรงเส้นผมของเหยียนฟางปลิวไหวเล็กน้อย เขายังคงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงมั่นคง
“ด้วยเหตุนี้หากปลูกดอกม่านราตรีไว้ตามแนวเมือง หรือจุดสำคัญต่าง ๆมันจะช่วยลดความรุนแรงของการโจมตีจากพวกสัตว์อสูรได้ระดับหนึ่งเพราะพวกมันบางส่วนจะเลือกหลีกเลี่ยง ไม่เข้าประชิดตัวเมืองและหันไปหาเป้าหมายอื่นแทน”
เหยียนฟางเว้นจังหวะก่อนจะกล่าวสรุปอย่างชัดเจน
“นี่จึงเป็นวิธีที่ผู้คนในดินแดนฮั่วโจวเคยใช้กันมาแต่โบราณพวกเขามักจะปลูก ดอกม่านราตรี ไว้รอบเมืองหรือในเมืองเพื่อบรรเทาความเสียหายจากการโจมตีของสัตว์อสูรทะเลทราย”
เมื่อคำอธิบายจบลงหนานกงจิ่นอวี่ก็ยืนนิ่ง นางขมวดคิ้วแน่น ดวงตาฉายแววครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง
‘นี่คือความรู้ใหม่อย่างแท้จริง...’
ตลอดเวลาที่นางและกองกำลังเดินทางมาตั้งหลักยังดินแดนแห้งแล้งแห่งนี้พวกเขาแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพื้นที่เลยแม้แต่น้อยไม่ใช่เพียงเพราะพวกเขาเป็นคนนอก...แต่แม้กระทั่งเหล่าขุนนางและผู้มีอำนาจในราชวงศ์ต่าง ๆรวมถึงราชวงศ์ต้าหลิงผู้ครอบครองแดนฮั่วโจว ก็ยังแทบไม่รู้จักความลับของผืนทรายนี้อย่างแท้จริง
ดินแดนฮั่วโจวเป็นพื้นที่ที่ทั้งกันดารและเต็มไปด้วยอันตรายทรัพยากรธรรมชาติน้อยกว่าดินแดนอื่นหลายเท่าเต็มไปด้วยสัตว์อสูรและภัยธรรมชาติที่ยากจะควบคุม
ด้วยเหตุนี้...ดินแดนแห่งนี้จึงถูกปล่อยปละละเลย ไม่มีผู้ใดสนใจใยดีผู้คนส่วนใหญ่ล้วนหลีกเลี่ยงที่จะเข้ามาเหยียบย่าง
และเพราะเช่นนั้นข้อมูลเกี่ยวกับดินแดนฮั่วโจวจึงมีอยู่น้อยนิดราวกับความลับที่ถูกฝังกลบอยู่ใต้ผืนทรายอันกว้างใหญ่
ผู้คนที่ไม่ได้เกิดและเติบโตในดินแดนแห้งแล้งแห่งนี้ย่อมไม่รู้ถึงความลับและเรื่องราวสำคัญต่าง ๆ ที่ซ่อนอยู่ภายในผืนทรายฮั่วโจวโดยเฉพาะเรื่องของ ดอกไม้ที่สามารถขับไล่สัตว์อสูรและช่วยลดความรุนแรงของพวกมันในช่วงฤดูคลั่ง
ข้อมูลเช่นนี้...สำหรับคนภายนอกที่ไม่เคยใช้ชีวิตอยู่ในดินแดนโหดร้ายแห่งนี้นับเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครกล่าวถึง หรือบันทึกไว้ในเอกสารทางการใด ๆ
เพราะเหตุนี้สำหรับหนานกงจิ่นอวี่และกองกำลังของนาง นี่จึงเป็นความรู้ใหม่ที่มีค่าอย่างยิ่ง...ความรู้ซึ่งอาจเปลี่ยนชะตากรรมของเมืองกู่หลิงซาได้ในอนาคต
หนานกงจิ่นอวี่ยังคงยืนสงบนิ่งอยู่บนหลังคาใบหน้าของนางเคร่งขรึม ดวงตาคมกริบฉายแววครุ่นคิดลึกซึ้งคิ้วเรียวขมวดเข้าหากันขณะประเมินสถานการณ์และความเป็นไปได้ในหัว
สายลมเย็นพัดกรูมาอีกระลอกพัดชายเสื้อเกราะของทั้งสองพลิ้วไหว
ในที่สุด...หนานกงจิ่นอวี่ก็เอ่ยถามขึ้นโดยไม่ละสายตาจากขอบฟ้าเบื้องหน้า
“...แล้วมีเบาะแสหรือไม่ว่าจะต้องไปหาดอกไม้นั้นจากที่ใด?”
เหยียนฟางพยักหน้ารับช้า ๆสีหน้าของเขายังคงเรียบเฉย แต่แววตาแฝงความมั่นใจขณะกล่าวตอบ
“มีขอรับ...ในบันทึกที่พบ ยังระบุสถานที่แห่งหนึ่งเอาไว้ด้วย”
เขาขยับเข้าใกล้หนานกงจิ่นอวี่เล็กน้อยพลางอธิบายต่อ
“มันเป็นจุดที่ขึ้นชื่อว่า...เป็นหนึ่งในสถานที่ซึ่ง ดอกม่านราตรี เติบโตมากที่สุดในดินแดนฮั่วโจวและที่สำคัญ... ยังเป็นจุดที่ใกล้ที่สุดสำหรับพวกเราด้วยเช่นกัน”
หนานกงจิ่นอวี่หันใบหน้าคมสง่ากลับมามองเหยียนฟางดวงตาคมกริบฉายแววถามโดยไม่ต้องเอ่ยถ้อยคำใด แต่ในที่สุดนางก็พูดขึ้นสั้น ๆ
“...ที่ใด?”
เหยียนฟางชี้นิ้วไปยังทิศเหนือก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ แต่แฝงความจริงจัง
“ห่างออกไปทางเหนืออีกไกล...หากคำนวณจากระยะทางและความเร็วในการเคลื่อนพลของพวกเรา อาจต้องใช้เวลาถึง สามวัน ในการเดินทางไปกลับ”
หนานกงจิ่นอวี่ได้ยินเช่นนั้นดวงตาของนางหรี่ลง คิ้วขมวดแน่นกว่าเดิม ความเงียบปกคลุมอยู่ชั่วขณะก่อนที่นางจะพึมพำออกมาเบา ๆ
“...สามวันเลยหรือ”
น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความไม่พอใจนักกับระยะเวลาที่ยาวนานเช่นนี้ในสถานการณ์ที่ทุกอย่างกำลังตึงเครียดและเต็มไปด้วยอันตราย
เหยียนฟางพยักหน้ารับคำยืนยันอีกครั้งโดยไร้ซึ่งข้อโต้แย้ง
หนานกงจิ่นอวี่ยกมือขึ้นช้า ๆปลายนิ้วเรียวยาวกดลงบนหว่างคิ้วของตนเอง พลางถูเบา ๆ อย่างคนที่กำลังครุ่นคิดหนัก
ในตอนนี้...พวกนางเพิ่งเดินทางมาถึงดินแดนฮั่วโจวได้ไม่นาน การสำรวจพื้นที่โดยรอบยังคงจำกัดอยู่ในรัศมีที่ไม่ไกลจากเมืองกู่หลิงซามากนักส่วนใหญ่เป็นการออกสำรวจแบบ เช้าไป-เย็นกลับเพื่อให้สามารถกลับไปตั้งหลักที่เมืองได้ทุกวัน
แต่หากต้องการออกเดินทางไกลกว่านั้น...พวกเขาย่อมต้องเปลี่ยนรูปแบบการสำรวจทั้งหมด
สถานที่ที่เหยียนฟางกล่าวถึงต้องใช้เวลาเดินทางถึงสามวันนั่นหมายความว่าพวกเขาต้องออกเดินทางแบบไม่สามารถกลับเมืองได้ในระยะเวลาสั้น ๆต้องเตรียมเสบียงและวางแผนเผชิญความเสี่ยงระหว่างทาง
หนานกงจิ่นอวี่ยืนนิ่งอยู่บนหลังคา มือยังคงกดที่หว่างคิ้วอย่างเหนื่อยล้าขณะที่สายลมแห้งแล้งพัดผ่านร่างสง่างามของนางไม่ขาดสาย
“...จะเอาอย่างไรดีขอรับท่านแม่ทัพ?” เหยียนฟางที่ยืนรอคำสั่งอยู่ข้าง ๆ เอ่ยถามขึ้นน้ำเสียงของเขาสงบแต่แฝงความคาดหวัง
หนานกงจิ่นอวี่หลับตาลงครู่หนึ่งก่อนจะลืมตาขึ้น ดวงตาคมกริบสะท้อนความแน่วแน่หลังจากชั่งใจอยู่พักใหญ่
“...ไป” นางเอ่ยคำสั่งออกมาสั้น ๆ แต่น้ำเสียงหนักแน่นดั่งหินผา
แต่แล้วหนานกงจิ่นอวี่ก็กล่าวเสริมต่อทันทีราวกับมีสิ่งสำคัญที่นางต้องจัดการก่อน
“แต่ว่า...ข้าต้องกลับไปแจ้งฮูหยินก่อน”
นางหันไปมองเหยียนฟางพร้อมออกคำสั่งเด็ดขาด
“วันนี้...กลับเมืองกันก่อน”
เหยียนฟางพยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนจะประสานมือคารวะรับคำสั่งอย่างเคร่งครัด
“รับคำสั่งขอรับ!”
ทันทีที่ได้รับคำสั่งเหยียนฟางก็ออกคำสั่งให้ทหารทั้งหมดเตรียมเคลื่อนพล กองกำลังชุดเล็กเริ่มเคลื่อนตัวออกจากซากเมืองซวีหลานมุ่งหน้าไปทางทิศใต้ กลับสู่เมืองกู่หลิงซา