ภายในห้องรับรองที่ได้รับการตกแต่งอย่างประณีตของโรงเตี้ยมฮุ่ยชุน ยามนี้มีเถ้าแก่เวิ่นยืนถือห่อผ้าไหมอยู่อย่างสำรวม เขากำกระชับห่อผ้าในมือแน่นราวกับเกรงว่ามันจะอันตธานหายไปหากคลายมือออกแม้เพียงเล็กน้อย เวลาผ่านไปประมาณครึ่งก้านธูปเสียงของฝีเท้าคนกลุ่มหนึ่งก็ค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้
“รบกวนเถ้าแก่เวิ่นแล้ว” บุรุษหนุ่มหน้าตาเกลี้ยงเกลาในชุดผ้าไหมสูงศักดิ์ก้าวเข้ามาในห้องพร้อมกับผู้ติดตาม ใบหน้าของเขาคล้ายยิ้มแต่ไม่ยิ้ม คล้ายจะเป็มิตรแต่ก็ไม่ใช่ รอยยิ้มบางเบาที่เคยประดับอยู่บนใบหน้าคมเข้มค่อยๆ เลือนหายไปก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ที่ถูกจัดเตรียมไว้
“หามิได้ขอรับท่านอ๋อง ข้าน้อยเพิ่งจะมาถึงได้ไม่นานเท่านั้น” เขาโค้งตัวทำความเคารพ พร้อมกับวางห่อผ้าไหมลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง “เป็ของที่เพิ่งได้มาจากทางใต้ขอรับ เห็นว่าเป็แบบใหม่ที่เพิ่งคิดค้นขึ้น เชิญท่านอ๋องลองตรวจสอบ”
ห่อผ้าไหมถูกคลี่ออกอย่างระมัดระวังเผยให้เห็นกระดาษสีเหลืองนวลตาซ้อนกันอยู่หลายใบ นิ้วเรียวลูบไล้ไปบนกระดาษตรงหน้าช้าๆ ก่อนจะเอื้อมหยิบพู่กันที่วางอยู่ด้านข้างตวัดลงบนกระดาษอย่างชำนาญ ตัวอักษร ฉิน ปรากฏบนกระดาษขาดๆ หายๆ ด้วยเพราะเนื้อกระดาษซึมซับน้ำหมึกได้ไม่สม่ำเสมอ บรรยากาศภายในห้องกระอักกระอวนขึ้นทันที แต่ที่แย่สุดยามนี้คงเป็สีหน้าของเถ้าแก่เวิ่น
"กระดาษสีนวลตา เนื้อกระดาษก็ดูเนียนเรียบเสมอกัน แต่ไม่ซับเอาน้ำหมึกช่างน่าเสียดายนัก" ฉินอ๋องเปรยขึ้นเบาๆ พรางวางพู่กันลงกับแท่นหมึก
เถ้าแก่เวิ่นที่ยามนี้ยืนตัวแข็งไปแล้วไม่กล้ากล่าวสิ่งใดต่อ แต่กลับเป็องครักษ์ของท่านอ๋องที่เป็ฝ่ายยื่นถุงเงินส่งให้ ด้วยน้ำหนักของถุงเงินในมือทำให้เถ้าแก่เวิ่นได้สติรีบผลักถุงเงินคืนกลับไปอย่างร้อนรน
“สินค้าไม่เป็ที่พอใจ ข้าน้อยรับเงินไว้ไม่ได้จริงๆ ขอรับ” เถ้าแก่เวิ่นรีบเดินเข้าไปหวังจะเก็บกระดาษลงบนผ้าไหมตามเดิม แต่กลับถูกองครักษ์ขวางไว้ “เถ้าแก่เวิ่นอย่าได้คิดมากเลย” คราวนี้องครักษ์หนุ่มไม่ได้ยื่นถุงเงินส่งให้แต่กลับยัดเข้าไปในอกเสื้อของเขาแทน
“ท่านเฉียนคุน ข้า… ข้า… ข้า…”
“เถ้าแก่เวิ่นอย่าได้คิดมาก ข้าพอใจนักที่ได้เห็นกระดาษเหล่านี้” หลังพูดจบอ๋องหนุ่มก็ลุกขึ้นเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะกล่าวลา
“เถ้าแก่โปรดอย่าได้คิดมาก” เฉียนคุนรวบเก็บกระดาษบนโต๊ะก่อนที่จะตามนายของตนออกไปอย่างรวดเร็ว
เถ้าแก่เวิ่นที่ยามนี้นั่งอยู่ในห้องเพียงลำพังกลับมีสีหน้ายุ่งยากใจ เขาทำการค้ามาสามสิบปีไม่เคยมีครั้งใดที่ลูกค้าไม่พอใจในสินค้าของตน ก่อนหน้าจะมาพบท่านอ๋องเถ้าแก่เวิ่นค่อนข้างมั่นใจว่ากระดาษเหล่านี้จะสามารถทำเงินรวมถึงผูกมิตรกับท่านอ๋องได้ แต่นี่กระไรนอกจากต้องเสียหน้าแล้วยังดูเหมือนเขาเป็พ่อค้าที่เอาเปรียบ ยามนี้เขาคงได้แต่กล้ำกลืนความรู้สึกนี้ลงคอไปก่อน เขาถอนหายใจรอบแล้วรอบเล่าก่อนจะตัดใจลุกเดินออกจากห้องไปอย่างยอมจำนน
ณ บ้านหลังคามุงฟางที่ท้ายหมู่บ้านไท่หยาง หญิงสาวร่างแบบบางกำลังง่วนกับการเรียงกระดาษที่เคยลงมือทำ ด้วยผลของการลองผิดลองถูกตอนนี้เนื้อกระดาษแบบที่ 9 ดูมีสีขาวนวลเนียนใกล้เคียงกับกระดาษในโลกเดิมของนางมากแล้ว เหลือกระดาษแบบที่ 10 ที่ตอนนี้นางกำลังนำออกจากตะแกรง ก็เป็จังหวะเดียวกับที่สองพี่น้องตระกูลเฟิงเดินเข้ามาหา
“พี่ใหญ่ดูนี่สิเ้าคะ กระดาษที่พี่มู่ตานทำงามนักเ้าค่ะ แต่ข้าว่าอันนี้งามที่สุด” นางชี้ไปยังกระดาษแบบที่ 9 ส่วนเฟิงเฉินที่ยืนอยู่ด้านข้างไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่ส่งยิ้มและลูบหัวน้องสาวตัวเองไปมาอย่างนึกเอ็นดูเท่านั้น
“เ้าชอบข้าก็ดีใจแล้ว” มู่ตานทำสัญลักษณ์ที่กระดาษตัวอย่างแบบที่ 10 จากนั้นวางลงเคียงกันเพื่อเปรียบเทียบกับบรรดาตัวอย่างกระดาษที่นางทำทั้งหมด
“พี่เฟิงเฉินเห็นสิ่งใดหรือไม่เ้าคะ" มู่ตานเอ่ยถามหากแต่ไม่ได้หันกลับไปมอง
“ข้าเห็นแต่ความพยายามเต็มไปหมด” ทันทีที่เฟิงเฉินพูดจบประโยคมู่ตานที่ไม่คาดคิดว่าจะได้ยินประโยคเช่นนี้ก็หันกลับไปมองตอบสายตาที่จ้องมองมา
“ถูกต้องเ้าค่ะ ความพยายามของพวกเราเต็มไปหมดจริงๆ หากข้าไม่มีพี่เฟิงเฉินและเฟิงเออร์คอยช่วยคงไม่สามารถทำออกมาได้เช่นนี้เป็แน่” นี่เป็ครั้งแรกที่นางรู้สึกว่ามีคนเห็นในสิ่งที่นางทุ่มเทแรงกายแรงใจ และร่วมดื่มด่ำไปกับผลงานของนางอย่างจริงใจ
“ตอนนี้ข้าว่าข้าทำกระดาษที่ดีที่สุดสำเร็จแล้วเ้าค่ะ” รอยยิ้มที่สุขไปถึงดวงตาคู่นี้เผื่อแผ่ไปยังสองพี่น้องตระกูลเฟิงด้วยเช่นกัน