“ขอบพระคุณเซียนน้อยที่ช่วยชีวิต โปรดอภัยที่ก่อนหน้านี้ข้าเสียมารยาท” นางพูดพรางคิดว่าคนตรงหน้าเป็เพียงเซียนที่ดูแลตำหนัก์เท่านั้น หารู้ไม่ว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้านางคือ เทพอัคคี รัชทายาทแห่งดินแดน์ที่ทุกเผ่าต่างเกรงกลัว
“ข้าเกรงว่าจะรบกวนท่านเกินไป ข้าขอตัว ขอบคุณท่านเซียนที่ช่วยเหลือ” เสวียนฮวาดันตัวลุกขึ้น ความเ็ปแทรกเข้ามาที่ข้อเท้าทันที
“ หายดีก่อนค่อยไป “ เขาพูดก่อนจะเดินจากไป นางทิ้งตัวลงอีกครั้ง
“เทพอัคคี วันนี้จิ่งเจาทำขนมไหว้พระจันทร์มาฝากท่าน “ เสียงอ่อนนุ่มของเทพธิดาองค์หนึ่งดังขึ้นในตำหนักเฟิ่งหวง
“ อาหารที่แดน์มิได้ขาดเหลืออันใด ไม่จำเป็ต้องลำบากองค์หญิงจิ่งเจาแห่งเผ่าวิหคถึงเพียงนั้น “ เมื่อสิ้นเสียงนางจึงคิดน้อยใจที่ซวี่เฟิ่งทำตัวห่างเหินกับนางถึงเพียงนี้
“งั้น…ข้าวางไว้ตรงนี้นะ “ นางได้รับเพียงการพยักหน้ารับรู้
“ อากาศที่ดินแดน์ต่างไปจากภพเซียนจริงๆ “ เสวียนฮวาที่กำลังเดินเล่นในสวนดอกไม้ของตำหนักเฟิ่งหวงกล่าวขึ้น “ จะเสียก็แต่อากาศร้อนไปหน่อย นี่ไม่ใช่ฤดูที่หิมะตกหรอกหรือ “
เสียงคำรามอันหน้าหวาดกลัวดังก้องขึ้น นางตื่นตระหนกจนล้มลงไปกองกับพื้น แผ่นดินสั่นไหวราวธรณีพิโรธ ต้นไม้โยกคลอน ความกลัวเริ่มแทรกเข้ามาในใจ ทันใดนั้น ฉงฉีที่ดุร้ายปรากฎตัวต่อหน้านาง ตาของมันแดงก่ำดั่งเก็บความแค้นมาเป็หมื่นปี เสวียนฮวาลุกขึ้นใช้พลังที่มีทั้งหมดเพื่อปราบฉงฉี พลังอันน้อยนิดของนางมิอาจทำอะไรฉงฉีได้เพียงน้อย กลับเป็ตัวนางเองที่โดนพิษของฉงฉี ขณะที่ฉงฉีกำลังจะใช้เท้าเหยียบนางให้จมธรณี ก็มีศรเพลิงลอยมาปักอกของเ้าสัตว์ดุร้าย เสียงคำรามดังกึกก้องเืสีเขียวย้อยหยดลงบนพื้น มันเปลี่ยนจุดสนใจทันที
“เซียนน้อย….”
เทพอัคคีง้างธนูเพลิงประจำกายอีกครั้ง ฉงฉีเห็นดังนั้นจึงได้คำรามเสียงดังกึกก้องกระทืบเท้าบินจากไป
ซวี่เฟิ่งปรี่เข้าไปรับตัวเสวียนฮวาที่หมดแรงกำลังจะล้มลง
“เ้าไม่เป็ไร ใช่มั้ย”
สติสุดท้ายของนางเห็นเพียงใบหน้าของเขาที่ดูคุ้นเคยยิ่งนัก
วินาทีสบตา ดั่งแสงจันทราสาดส่อง นัยตาดั่งดวงดาวระยิบระยับ ด้ายแดงปรากฎ โชคชะตาได้เริ่มขึ้นแล้ว………………..