มายทิชเชอร์คุณครูสุดสวย

    ตอนที่ 32 เชฟของฉัน

    “โว้ยยย!” ฉินเฉาถูกปลุกเสียงโหวกเหวกโวยวายแต่เช้า


    “ยังเช้าอยู่เลย อย่าเพิ่งมารบกวนกันจะได้ไหม!” ทันใดนั้นสามีหนุ่มที่อยู่ข้างห้องก็ตะโกนเสียงดังกลับมา


    ส่วนภรรยาก็ดุร้ายก็ว่องไวไม่แพ้กัน เธอตบผนังแล้วคำราม


    “ดูหนังโป๊อยู่หรือไง เงียบ ๆ หน่อย!”


    “ปัง ๆ ๆ พวกบ้า ใครจะดูหนังโป๊แต่เช้ากันหา!” ทันใดนั้นฉินเฉาก็โมโห เขากระโดดขึ้นจากโซฟา แล้วฟาดฝ่ามือไปที่ผนังสวนกลับไปบ้าง


    ได้ยินแค่เสียง ‘ปัง’ ดังออกมาจากผนัง ทันทีที่เขาฟาดฝ่ามือสวนกลับ ฝาผนังก็บุ๋มลงไปเป็นรอยฝ่ามือ ในเวลานี้ทั้งตัวของฉินเฉาเต็มไปด้วยฝุ่นละออง


    “เฮ้ยยย อะไรกันวะ! เป็นไปได้ยังไง?” เขามองไปที่ผนังที่บุ๋มเป็นรอยฝ่ามือ เขาที่ฝ่ามือของตัวเองทั้งมีความสุข ทั้งประหลาดใจในเวลาเดียวกัน ทันใดนั้นเขาก็เข้าใจว่าร่างกายได้ดูดซับวิญญาณของภูตผี ในที่สุดก็ข้ามผ่านมันไปได้ เขาได้เข้าสู่ขั้น ‘หลอมวิญญาณ’


    ในตอนนี้สามารถบอกได้ว่าเขาเป็นผู้ฝึกตนอย่างแท้จริงแล้ว การที่เขามีวิญญาณปีศาจ ถึงแม้ว่าร่างกายจะไม่เปลี่ยนเป็นปีศาจก็ได้ แต่เขาก็สามารถใช้ความแข็งแกร่งของมันได้


    เขาไม่ได้รู้สึกประหลาดใจต่อไป หลังจากนั้นประตูห้องนอนก็เปิดออกเสียงดัง สาวสวยในชุดนอนสีชมพูคลุมร่างกายด้วยชุดบางเบาคว้าหมอนพุ่งออกมาจากข้างใน แล้วฟาดหมอนใส่หัวฉินเฉา


    “อีตาบ้า นายมันไม่ใช่คน!”


    “เดี๋ยว ๆ ใจเย็นก่อน ๆ!” หน้าของฉินเฉาก็ถูกฟาดไปไม่รู้กี่ครั้ง เขาถอยหลังก้าวแล้วก้าวเล่า เพื่อหนีจากการโจมตีอันบ้าคลั่งของซูจี


    “เดี๋ยวสิคุณ คุณทำอะไร? ผมยังไม่ได้ทำอะไรคุณเลยนะ คุณลืมไปแล้วหรือไง!?”


    “ไอ้คนเลว ไม่คิดเลยว่านายจะเป็นพวกชอบฉวยโอกาสแบบนี้ นายแอบลักหลับฉันใช่ไหม นะ...นายทำอะไรฉันบ้างบอกมานะ!” ในระหว่างที่ทั้งตีทั้งด่าทอ ซูจีก็น้ำตาอาบน้ำไปด้วย ไม่ว่าเธอจะทุบตีเขาไปหลายครั้งแล้วก็ตาม ดูเหมือนเธอมีพลังเหลือเฟือแบบไม่จำกัด ประมาณว่าเธอต้องการใช้พลังทั้งหมดที่มี ฉีกกระชากร่างของฉินเฉาออกเป็นชิ้น ๆ


    ช่วงเวลาสุดแสนชุลมุน แม้แต่เวลาหยุดหายใจยังไม่มี ฉินเฉาจะเอาเวลาที่ไหนมาอธิบายทุกอย่างให้เธอฟัง


    “เดี๋ยว ๆ ๆ เดี๋ยวก่อนสิคุณ ๆ คิดมากไปแล้ว!” ฉินเฉาชักเริ่มโมโห เขาแย่งหมอนจากมือเธอ แต่ไม่ว่าซูจียังจับหมอนไว้แน่น โดยเหมือนทั้งเขาและเธอ จึงเปิดศึกแย่งหมอนบนโซฟา เสื้อของเธอถลกขึ้น เปิดเผยผิวขาวของเธอ ระหว่างแย่งชิงหน้าอกใหญ่โตมโหฬารของเธอก็ขับเคลื่อนตามแรงโน้มถ่วงไปด้วย


    “อะแฮ่ม ๆ” ฉินเฉาหักห้ามความปรารถนา บังคับตัวเองให้หันไปทางอื่น


    “เล่นอะไรของนาย!” ซูจีสังเกตเห็นว่าเสื้อของเธอถลกขึ้น หน้าเธอแดงก่ำจากนั้นก็รีบดึงเสื้อลง แล้วถามขึ้นด้วยน้ำเสียงคาดโทษว่า


    “ถ้านายทำเรื่องลามกจกเปรตกับฉัน แล้วนายถอดเสื้อผ้าฉันออกทำไม?”


    หลังจากที่พูดออกไปดูเหมือนหน้าของเธอจะแดงกว่าเก่า เสียงของเธอเบาหวิวเหมือนกับยุง


    “นั่นไง ๆ มีหลักฐานอยู่ มีรอยเลือดอยู่ในห้องนอน เนี่ย ๆ เนี่ยไง”


    “รอยเลือด?” ฉินเฉารู้สึกทั้งหมดงงทั้งตกใจกับสิ่งที่เธอพูด เขาหยุดคิดสักพัก หรือว่าจะเป็นสิ่งนั้น! เขาวิ่งเข้าไปในห้องนอน เมื่อเห็นรอยเลือดบนพื้น ทันใดนั้นเขาไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี


    “เฮ้อออ อาเจ๊นั่นมันเลือดกำเดาโผ้มมมม โอเค๊!” จากนั้นเขาก็ออกจากห้องนอน แล้วมองซูจีที่กำลังหน้าแดงราวลูกแอปเปิล “ผมสาบาน ผมไม่ได้ฉวยโอกาสคุณแม้แต่น้อย คนหมดสติต่างชาติที่ผมช่วยคุณไว้เมื่อวาน ส่วนเรื่องเสื้อผ้าคุณก็เป็นคนถอดมันเอง นี่คุณไม่รู้ตัวหรือยังไงว่าคุณเป็นพวกนอนแล้วละเมอโหดมาก ๆ?”


    “เอ๋… มันก็ใช่แหละ ฉันชอบเดินละเมอ” ซูจีอ้าปากหวอเป็นรูปตัวโอพอเขาพูดถึงเรื่องนี้ หลังจากนั้นก็เอามือกุมหน้าตัวเองแล้วพูดว่า “ฉันลืมเรื่องนี้ได้ยังไง ขอโทษจริง ๆ ที่เข้าใจนายผิดไป”


    ทันใดนั้นเธอก็จำบางสิ่งได้ พร้อมกับหน้าแดงก่ำ เธอใช้เท้ากระโดดเตะฉินเฉาขึ้นคร่อมร่างพร้อมกับบีบคอเขา


    “พูดมาเดี๋ยวนี้ว่านายเห็นไปแค่ไหนแล้ว!”


    “อ่อก อ่อก∼” ทันใดนั้นฉินเฉาก็ถูกซูจีจู่โจมอย่างไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น เขาชักเริ่มรู้สึกโมโหจึงตะโกนด้วยเสียงแหบแห้งว่า “ผะ ผมไม่เห็นอะไรเลย ผมเป็นสุภาพบุรุษผู้ทรงเกียรตินะ”


    “ฉันไม่เชื่อนาย!” ซูจีเหวี่ยงหมัดของเธอใส่หน้าอกฉินเฉา ไม่ต้องคิดเลยผู้หญิงคนนี้แข็งแรงขนาดไหน เธอต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญคาราเต้แน่เลย โชคดีที่ฉินเฉามีร่างกายของผู้ฝึกตน ถ้าเป็นคนอื่น ป่านนี้คงกระอักเลือดไปสามครั้งแล้ว แต่เขาไม่ได้รู้สึกเจ็บแต่อย่างใด ยิ่งรู้สึกเหมือนพวกเขากำลังร่วมรักกันด้วยซ้ำ


    “จริง ๆ ถ้าฉันโกหก ขอให้ฉันเป็นหมันเลยเอ้า” หลังจากฉินเฉาสาบานที่ผู้ชายส่วนใหญ่ล้วนหวาดกลัว ซูจีชะงักเธอต้องเชื่ออย่างช่วยไม่ได้พร้อมกับหยุดทำร้ายฉินเฉา “ฉันบอกแล้ว มันไม่เห็นของดีอะไรแม้แต่น้อย” แต่ในใจของฉินเฉากลับคิดอีกอย่าง


    “ว่าแต่...คุณจะให้ผมลุกขึ้นได้หรือยัง” ฉินเฉาชี้ไปที่ซูจีที่ยังคงคร่อมเขาอยู่ แม้ความรู้สึกนุ่ม ๆ นี้จะรู้สึกดีมาก ๆ ก็เถอะ


    หน้าของซูจีแดงราวกับลูกตำลึง เธอลุกออกจากร่างฉินเฉากระโดดขึ้นไปบนโซฟาที่อยู่ใกล้ ๆ “ในเมื่อนายกล้าสาบาน งั้นครั้งนี้ฉันจะเชื่อนายก็ได้”


    เมื่อฉินเฉาจะเป็นฝ่ายลุกขึ้นบ้างผู้หญิงคนนี้ก็ใจเย็นลง “ก็ใช่น่ะสิ!” ทันใดนั้นฉินเฉาก็ล้มลงพื้นด้วยความกลัว เมื่อเห็นสิ่งนี้ ซูจีก็ปิดปากหัวเราะแล้วพูดว่า “นายเป็นอะไร? ฉันไม่ใช่ปีศาจสักหน่อย ทำไมต้องทำท่ากลัวฉันขนาดนั้นด้วย?”


    “ถ้าคุณเป็นปีศาจจริง ๆ ผมคงไม่กลัว” ฉินเฉานึกถึงโรซี่ เขาลุกขึ้นแล้วพูดว่า “คุณเป็นหัวหน้าของฉัน”


    จากนั้นเขาก็เห็นซูจีมีสีหน้าแปลก ๆ เมื่อคำว่าหัวหน้าหลุดออกมาจากปากของเขา


    “แหมม ผมหมายถึงคุณเป็นเจ้านายของผม”


    “เชอะ นายอย่าพูดอย่างนั้นกับฉัน” ซูจีกลอกตาของเธอ แล้วถามฉินเฉาอย่างร่าเริงว่า “ทำไมนายขี้ขลาดจัง ใช่คนเดียวกับที่จับผีเมื่อวานหรือเปล่า? เมื่อวานมันมีผีจริง ๆ ใช่มั้ย? ฉันรู้สึกงง ๆ แล้วก็สลบไป อย่าบอกนะว่านายแอบวางยาฉันใช่มั้ย?”


    “จะบ้าหรือไงห๊ะ!” ต่อหน้าสาวสวยฉินเฉายังพยายามควบคุมภาษาที่สี่อย่างมาก เขากระแอมไอแล้วพูดว่า “ผงผีที่ไหนกัน เมื่อวานมีผู้ชายมาตามก่อกวนคุณน่ะ แต่ผมจัดการสั่งสอนมันไปแล้ว คุณนั่นแหละขี้ขลาดอย่ามาโบ้ยคนอื่น


    “ใครขี้ขลาดกันยะ!?” เธอพูดแบบนี้ฉินเฉาก็เงียบ เธอเถียงต่อ “ฉันไม่ได้ขี้ขลาดสักหน่อย กล้ามากกว่าผู้ชายส่วนใหญ่ด้วยซ้ำ เล่าเรื่องเมื่อวานมาเลยฉันจำได้ว่า นายพาฉันขี่จักรยานบินได้ใช่ไหม?”


    “ชิ! ยังจะมากล้าพูดว่าตัวเองไม่ขี้ขลาดอีก!” ทันใดนั้นฉินเฉาก็พูดออกมา “คุณกลัวจะสลบไปเลยละ! ใครจะบ้าปั่นจักรยานบินได้ คุณฝันได้หรือไง?”


    “นะ นาย” ซูจีบุ้ยปากแล้วพยักหน้า แล้วเธอก็นึกว่าอยากขึ้นมาได้เธอเลยเตะใส่ขาฉินเฉาไปครั้งหนึ่ง พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงโมโหว่า “นายนั่นแหละที่กลัว! ฉันกล้ามากกว่านายอีกยะ”


    .........


    “ฉันหิวแล้ว ที่นี่มีอะไรให้กินบ้าง?” หลังจากพยายามเถียงฉอด ๆ ทันใดนั้นซูจีก็ห่อเหี่ยวเหมือนมะเขือเผา ทรุดตัวลงบนโซฟาอย่างคนหมดเรี่ยวหมดแรง “คุณนายคนนี้หิวแล้ว ฉันยังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เมื่อคืน หาอะไรให้ฉันกินหน่อยสิ”


    “เมื่อคืนคุณกินไข่ข้นกับมะเขือเทศไปแล้วนี่” ฉินเฉาเหงื่อตกพูดกับซูจี


    “อย่ามาตลกน่า ฉันไม่รู้วิธีทำอาหารด้วยซ้ำ!” ซูจีกลอกตาของเธอ พร้อมกับนิ้วเท้าอันคล่องแคล่วหนีบรีโมตเปิดทีวี


    “รีบไปเอาอาหารมาได้แล้ว คุณนายคนนี้หิวมาก ถ้าความหิวนี้ทำให้หน้าอกฉันเล็กลงล่ะก็ นายต้องรับผิดชอบ”


    “โอเค๊ ๆ งั้นปล่อยให้คุณหิวคนคลั่งไม่ได้ดีกว่า” ฉินเฉาส่งยิ้มที่ชั่วร้ายออกมา “เมื่อหน้าอกของเธอเล็กลง ฉันจะรับผิดชอบเอง”


    “ไปตายซะ!” ซูจีเริ่มอาละวาดอีกครั้ง “ฉันหิวแล้ว ฉันหิวแล้ว! ที่นี่ไม่มีร้านข้างทางใกล้ ๆ เลยเหรอ!”


    “ร้านข้างทางจะไปมีได้ยังไง” ฉินเฉายอมแพ้สาวสวยนางนี้ นอกจากนี้เธอยังเป็นน้องสาวของเจ้านาย ถ้าเขาดูแลเธอไม่ดีคงโดนตัดเงินเดือน


    จากนั้นเขาก็ไปที่ห้องครัวแล้วเริ่มเตรียมอาหารเช้า สาวน้อยมักชอบกินหวาน ดังนั้นฉินเฉาจึงต้มโจ๊กมันหวาน


    “นี่ คุณทำอาหารไม่เป็นจริง ๆ เหรอ?” ฉินเฉาโผล่หัวออกมาจากห้องครัว มองดูเจ้านายน้อยที่กำลังนั่งอยู่บนโซฟาดูทีวี แล้วพูดว่า “เมื่อคืนคุณทำไข่ข้นกับมะเขือเทศชัด ๆ แล้วคุณก็ทำได้ดีมากด้วย”


    “อีบ้าบื้อนายจะไปรู้อะไร?” ซูจีค้อนเขาขวับ ขณะที่ชำเลืองมองรีโมต เธอเปลี่ยนช่องอย่างรวดเร็ว “ต่อให้ผู้หญิงจะรู้วิธีทำอาหาร พวกเธอก็จะปฏิเสธมัน หลังจากแต่งงานพวกเธอจะได้ไม่ต้องทำอาหาร”


    “ให้ตายเถอะ” ฉินเฉาเต็มเหงื่อตก เขาไม่พูดอะไรอีก แล้วทำอาหารต่อไป


    เหนือสิ่งอื่นใด พ่อแม่ของฉินเฉาสอนเขาให้ทำอาหาร ไม่นานกลิ่นหอมของโจ๊กมันหวานก็โชยออกมาจากครัว แล้วมาถึงตรงหน้าซูจี เจ้านายน้อยสูดกลิ่นของมัน เธออดตามกลิ่นของมันไปที่ครัวไม่ได้


    “ไหนคุณบอกว่าจะไม่เข้ามาในครัวไงล่ะ แล้วเข้ามาทำไม?” ฉินเฉามองสาวน้อยโลภมาก


    “มันช่วยไม่ได้นี่ ก็เค้าหิวแล้วอ่ะ” จากนั้นช่องของเธอร้องจ๊อก ๆ เมื่อเห็นฉินเฉาเหล่ตามอง เจ้านายน้อยกลอกตามองบนพร้อมกับคว้าเอากระทะที่อยู่ข้าง ๆ ฟาดตบเข้าที่หัว


    “ตาบ้ากาม มองอะไรของนาย”


    “ก็ช่วยไม่ได้นี่” ฉินเฉายิ้ม ยั่วทำให้ซูจียิ่งโมโห


    “นี่แน่ ๆ ตายซะ! ตายซะ!”


    ……..


    เขาต้มโจ๊กมันหวานกับทอดไข่ แม้ว่านี่จะเป็นข้าวเช้าธรรมดา แต่ซูจีก็ไม่รู้ว่าทำไมมันถึงมีรสหวานเป็นพิเศษ


    “ไม่เลว ๆ” เจ้านายน้อยคนนี้ตบไหล่ฉินเฉาอย่างพอใจ ขณะที่เขาไม่ทันมองเธอก็ขโมยไข่ดาวจากจานรีบยัดเข้าไปในปากของเธอ ระหว่างที่กำลังเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อยเธอพูดว่า “ทำไมนายไม่ลาออกจากยามแล้วมาทำงานเป็นเชฟของฉันเลยล่ะ ฉันจะจ่ายให้นาย สัก... 20000 หยวนต่อเดือนเป็นไง!”


    “อะไรนะ!” ฉินเฉาพ่นโจ๊กที่เพิ่งกินออกจากปาก “แค่เป็นเชฟ คุณจะจ่ายให้ผมขนาดนั้น?”


    “ไม่พอเหรอ?” ซูจีจับแก้วน้ำขึ้นดื่ม แล้วพูดว่า “เชฟที่บ้านฉัน พวกเขาได้เงินเดือน ๆ ละล้าน ว่าไง... ไม่ลองคิดอีกทีเหรอ?”


    “ขอผ่าน” ฉินเฉารู้สึกสนใจจริง ๆ แต่ในที่สุด เขาก็ส่ายหัว “ผมไม่อยากเป็นเชฟตลอดชีวิต วันหนึ่งวันใดคุณเกิดไม่ชอบขึ้นมาแล้วไล่ผมออก ผมก็แย่น่ะสิ ถึงเงินเดือนยามของผมจะน้อยนิดเทียบไม่ได้กับเชฟของคุณ แต่อย่างน้อยผมก็ไม่ต้องกังวลเรื่องอาหาร เสื้อผ้า แล้วที่อยู่อาศัย แล้วยังไม่ต้องกังวลเรื่องถูกเลิกจ้างด้วย”


    “นาย! นาย! นายบื้อเอ๊ย ทำไมเป็นคนมักน้อยขนาดนี้นะ” ซูจีไม่พอใจฉินเฉา ผู้ซึ่งไม่ตอบรับความคาดหวังของเธอ ด้วยเพราะเธอต้องการผลักดันเขามากขึ้นกว่านี้ ขณะที่มองดูฉินเฉากินโจ๊ก เธอก็พูดว่า “อุตส่าห์ยื่นข้อเสนอยอดเยี่ยมขนาดนี้ไป ยังไม่ยอมรับผิด นายนี่มันซื่อบื้อจริง ๆ เลย! เดี๋ยวฉันจะไปบอกกับพี่สาวให้ไล่นายออก มาดูกันว่านายจะยังไม่อยากเป็นเชฟอีกมั้ย!”


    “เอ้า? คุณที่มันเอาแต่ใจตัวเองจริง ๆ คิดว่าจะสั่งผมได้เหรอ? หึหึ สาวน้อยอย่างคุณเชื่อฟังผู้รู้อย่างผมจะดีกว่า”


    จบตอน#