ตอนที่ 12 ดินแดนร้อยลี้
มู่จิ่นเหยียนที่ไม่ได้พบหน้าจินอวิ๋นเซียนมาแล้วหลายวัน คาดว่าตอนนี้นางคงยุ่งอยู่กับการเตรียมงานมงคล เพราะว่าเหลือเวลาอีกเพียงห้าวันเท่านั้น
จวนสกุลมู่นั้นนอกจากตกแต่งด้วยผ้าสีแดง ที่เหลือก็คือการเตรียมเรือนสำหรับคู่แต่งงานใหม่ นับั้แ่วันที่มู่จิ่นเหยียนกล่าวว่าจะทุบกำแพงเชื่อมเรือนทั้งสองเข้าด้วยกันนั้น
หลังจากที่จินอวิ๋นเซียนกลับตำหนักไปแล้วตนก็จัดการสั่งพ่อบ้านให้ตามหาช่างมาดำเนินการให้แล้วเสร็จ ตอนนี้ผ่านไปสิบกว่าวันทุกอย่างเริ่มจะเข้าที่เข้าทางบ้างแล้ว
เหลือเพียงแค่ห้าวันเท่านั้น ก็จะถึงงานมงคลสมรส ทุกสิ่งทุกอย่างที่ถูกเตรียมเอาไว้ให้ฮูหยินสามของสกุลมู่แปดในสิบส่วนล้วนเตรียมเสร็จสิ้นแล้ว
มู่จิ่นเหยียนที่ยุ่งอยู่กับการจัดเตรียมงานแต่งงานนั้น เกือบจะลืมเื่ของเผ่าจันทราไปเสียสนิท หากไม่มีขันทีจากในวังนำราชโองการของฮ่องเต้ให้ตนเข้าเฝ้า ที่สำนักโหรหลวง มู่จิ่นเหยียนที่นึกขึ้นได้ว่านอกจากรับหน้าที่ใหม่เป็ราชบุตรเขยแล้วนั้นก็ยังมีอีกหน้าที่หนึ่งที่ต้องทำ
ทันทีที่มู่จิ่นเหยียนก้าวเข้ามาในสำนักโหรหลวง ก็ได้แต่ตื่นตาตื่นใจกับข้าวของเครื่องใช้ที่อยู่ด้านใน ทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่ล้วนไว้ใช้สำหรับการทำนาย ดูปรากฏการณ์ต่างๆบนท้องฟ้า ไม่ว่าจะเป็เครื่องมือหน้าตาประหลาด ที่เขานั้นไม่เคยเห็นจากข้างนอกแน่นอน
รวมถึงอักขระอักษรต่างๆ ที่เขียนเอาไว้ ดูก็รู้ว่ามิใช่อักษรทั่วไปที่ใช้กันในแคว้นจิน หากจะบอกว่าเป็อักษรของแคว้นเหลียวก็คงจะไม่ใช่ ถึงแม้มู่จิ่นเหยียนจะมิใช่บัณฑิตแต่ลักษณะหน้าตาของอักษรแคว้นเหลียว เขาก็พอที่จะเคยผ่านตามาบ้าง
“ท่านราชบุตรเขย เชิญทางนี้ขอรับ”
หนุ่มน้อยอายุราวสิบขวบ สวมชุดขาวทั้งตัวราวกับนักพรตน้อย เชื้อเชิญให้มู่จิ่นเหยียนเดินเข้าไปในห้องด้านใน
ซึ่งในห้องนั้นปรากฏพระวรกายของฮ่องเต้องค์ปัจจุบันของแคว้นต้าจิน ท่านโหรหลวง และองค์หญิงเหวินเต๋อรออยู่แล้ว
“กระหม่อมมู่จิ่นเหยียน ถวายพระพรฝ่าา ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นหมื่นปี
คารวะองค์หญิง ท่านโหรหลวง”
“ตามสบาย ที่นี่มีแต่คนกันเองทั้งนั้น เ้าไม่ต้องมากพิธี”
มู่จิ่นเหยียนได้แต่เงยหน้า ลุกขึ้นยืนหลังจากที่จินตงหยางฮ่องเต้กล่าวอนุญาต
“เ้าก็มานั่งตรงนี้ซะสิ”
จินตงหยางฮ่องเต้ องค์หญิงเหวินเต๋อ และท่านโหรหลวง ตอนนี้นั่งรายล้อมโต๊ะตรงกลางห้อง เหลือที่นั่งด้านข้างองค์หญิงเว้นว่างไว้ หลังจากที่จินตงหยางฮ่องเต้เชื้อเชิญ มู่จิ่นเหยียนก็ไม่โอ้เอ้ เดินเข้าไปนั่งตรงที่ว่างนั่งทันที
“เราเรียกเ้ามาวันนี้เพราะว่ามี ในอีกไม่กี่วันพวกเ้าทั้งสองคนจะแต่งงานกันแล้ว หลังจากนั้นอีกห้าวัน เราตัดสินใจจะให้พวกเ้าออกเดินทางกันทันทีเลย”
“เรียนท่านราชบุตรเขย จากที่ข้าน้อยศึกษาดวงดาวบนท้องฟ้า หลังจากที่คืนนั้นเกิดสุนัขกินดวงจันทร์ ซึ่งหลายร้อยปีจะเกิดเหตุการณ์นี้สักครั้งหนึ่ง
โบราณกล่าวว่าเหตุการณ์ประหลาดนี้อาจจะให้อำนาจหยินเสื่อมลง จนก่อให้เกิดเหตุการณ์ประหลาดต่างๆ ขึ้นได้
หลังจากวันนั้นข้าน้อยก็ได้รับข่าวลือแปลกๆ จากทางเมืองอี๋ชาง ว่าเกิดฝูงปลาหน้าตาแปลกประหลาดอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน ปรากฏขึ้นในแถบแม่น้ำหยุนเหอ
เกรงว่าที่เมืองอี๋ชางอาจจะได้รับผลกระทบจากคืนพระจันทร์ดับ จึงก่อนให้เกิดสัตว์น้ำหน้าตาประหลาดเ่าั้”
ท่านโหรที่ดูอย่างไร อายุอานามก็ไม่น่าจะเกินสี่สิบกล่าวถึงปรากฏการณ์แปลกประหลาดที่เขาได้รับข่าวสารเมื่อไม่นานมานี้
“ความหมายของท่านคือ เป็ไปได้ที่ปลาพวกนั้นจะเกี่ยวข้องกับเผ่าจันทรา เช่นนี้หรือ”
“อันที่จริงข้าน้อยก็ไม่มั่นใจขนาดนั้น เพียงแต่หลังจากที่ทูลฝ่าาเื่นี้แล้ว พระองค์ทรงดำริว่าบริเวณอี๋ชางอาจจะมีทางเข้าเผ่าจันทราก็เป็ไปได้”
“ถูกต้อง เื่นี้เราเตรียมจะเล่าให้เ้าฟังหลังจากแต่งงาน ครานั้นเรากับแม่ทัพมู่บิดาของเ้า ้าออกตามหาสุสานของราชวงศ์ก่อน ข่าวที่เราได้มาคือสุสานนี้ตั้งอยู่แถวดินแดนร้อยลี้ เพียงแต่มิรู้ว่าอยู่บริเวณใดกันแน่ เราและบิดาของเ้าจึงออกเดินทางเพื่อไปตามหาสุสานของราชวงศ์เก่าที่นั่น
เพียงแต่ระหว่างทางบริเวณเมืองอี๋ชาง เราก็พบกับเยว่เหมยหรือก็คือแม่ของอวิ๋นเซียนเข้าโดยบังเอิญ เราจะช่วยชีวิตนางเอาไว้”
“สุสานราชวงศ์ก่อน ดินแดนร้อยลี้ กระหม่อมมิเคยได้ยินเื่นี้จากท่านพี่เลยพ่ะย่ะค่ะ”
มู่จิ่นเหยียนคิดว่าเื่พวกนี้ถึงแม้เขาจะยังเล็ก แต่อย่างน้อยพี่ชายหรือมารดาของตนก็น่าจะเคยเล่าให้ฟังบ้าง แต่ตรงกันข้ามเขากลับเพิ่งจะได้ยินจากพระโอษฐ์ของฮ่องเต้เป็ครั้งแรก
“เ้าไม่เคยได้ยินก็ไม่แปลกหรอก สุสานราชวงศ์ก่อนเป็ที่เก็บไข่มุกปฐี ว่ากันว่าสุสานนี้ตั้งอยู่ในแถบดินแดนร้อยลี้ แต่น่าแปลกความทรงจำของเราจดจำได้แค่การเดินทางไปดินแดนร้อยลี้ แต่ไม่ยักจะมีความทรงจำภายในสุสาน
ไข่มุกปฐี เป็สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของบรรพชน เชื่อว่าอำนาจของมันจะทำให้บ้านเมืองอยู่ร่มเย็นเป็สุข เราตามหามันมานาน ตอนนั้น้าที่จะทูลเกล้าฯ ถวายให้เสด็จพ่อ แต่โชคร้ายที่เรามาไม่ทันเสด็จพ่อทรงตไปก่อน”
ครั้งสมัยที่จินตงหยางฮ่องเต้เป็เพียงองค์ชายพระองค์หนึ่ง ได้รับคำสั่งจากฮ่องเต้พระองค์ก่อนผู้เป็บิดา ออกตามหาไข่มุกปฐีในตำนานเพื่ออาศัยอำนาจของมันทำให้แคว้นจินสงบสุข
แต่ใครจะคาดคิดว่าหลังจากที่จินตงหยางได้ไข่มุกนั้นมาไว้ในมือ กลับได้รับข่าวร้ายจากในวัง เสด็จพ่อและเสด็จพี่รัชทายาทสิ้นพระชนม์จากน้ำมือของไส้ศึกแคว้นเหลียว
ทำให้หลังจากนั้นขุนนางทั้งหลายทูลเชิญจินตงหยางขึ้นครองราชย์บัลลังก์ต่อ และเริ่มทำากับแคว้นเหลียวนับแต่นั้นมา
“แล้วดินแดนร้อยลี้นี่อยู่ที่ใดกันแน่”
จินอวิ๋นเซียน ที่ได้ฟังที่มาที่ไปของเื่ก็งงงวยกับสิ่งที่ได้ยิน อีกทั้งยังไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มจากที่ใด
“เราเองก็ไม่รู้ รู้เพียงแต่ว่าตอนนั้นเราเจอมารดาของลูกาเ็หนัก เราก็ดูแลรักษานางจนหายดี ครั้นนางอยากตอบแทนเราจึงอาสาพาไปดินแดนร้อยลี้ ตามหาสุสานราชวงศ์ก่อน
นางพาเราขึ้นเขา เดินป่า ผ่านทะเลทราย เป็เวลาหลายสิบวัน แต่หลังจากนั้นความทรงจำเราก็เลือนรางเต็มที ไม่สามารถจดจำอะไรได้ จนกระทั่งเราได้ไข่มุกปฐีมา แล้วพามารดาของเ้ากลับมาเมืองหลวง
เรากับมารดาเ้ารักใคร่ชอบพอกันและกัน แต่ด้วยความที่มารดาเ้ามีที่มาที่ไปไม่ชัดเจน จึงไม่สามารถแต่งตั้งเป็ฮองเฮาได้ ทำได้แค่มอบตำแหน่งนางสนมให้
แต่หลังจากนั้นนางก็ไม่ได้พูดถึงเผ่าจันทราเลย จนกระทั่งนางตั้งครรภ์และคลอดเ้าออกมา จนถึงวาระสุดท้ายที่นางยอมเปิดปากเล่าเื่คำสาป แต่นางก็ทนอยู่ได้ไม่กี่วันก็จากโลกนี้ไป”
ฟังมาถึงตรงนี้ จินอวิ๋นเซียนก็รับรู้แล้วว่ามารดาของตน้าเก็บรักษาชีวิตน้อยๆ นี้เอาไว้ ถึงยอมเสี่ยงคลอดนางออกมาทั้งที่รู้ว่าตัวของจินอวิ๋นเซียนจะได้รับคำสาป แต่คำสาปนี้กลับต้องแลกมาด้วยชีวิตมารดา
ความอัดอั้นตันใจที่ไม่เคยได้รับรู้มาก่อน ทำให้น้ำตาใสหยดไหลลงมาข้างแก้ม ซึ่งเ้าตัวก็ไม่มีวี่แววว่าจะเช็ดมันออกไป
มู่จิ่นเหยียนที่นั่งอยู่ด้านข้าง เห็นจินอวิ๋นเซียนกำลังร้องไห้เงียบแต่กลับไม่เช็ดน้ำตา จึงล้วงเอามาเช็ดหน้าของตนออกมายื่นไปซับหยาดน้ำใสนั้นออกจากแก้มของนางแทน
การกระทำอันอ่อนโยนของมู่จิ่นเหยียนตกอยู่ในสายพระเนตรของจินตงหยางฮ่องเต้ พระองค์ทรงรู้สึกดีพระทัยไม่น้อย กับคนที่พระองค์เลือกนั้นจะสามารถดูแลและเป็ห่วงเป็ใยบุตรของพระองค์
จินตงหยางฮ่องเต้ทรงทำเหมือนไม่เห็นการกระทำนั้น ปล่อยเลยตามเลยให้มู่จิ่นเหยียนดูแล
แต่กลับกลายเป็จินอวิ๋นเซียนเองที่ได้รับการกระทำที่อ่อนโยนนั้น กลับรู้สึกกระดากอายแทน จนต้องกลับมาส่งตาค้อนดุให้เ้าของผ้าเช็ดหน้านั้น
“เ้าทำอะไรเนี่ย”
“ก็พระองค์ร้องไห้ ไม่เห็นเช็ดน้ำตาสักที กระหม่อมก็เลยช่วย”
มู่จิ่นเหยียนตอบออกมาอย่างคนไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้ง แต่กลับกลายเป็จินอวิ๋นเซียนเองที่หน้าเริ่มเปลี่ยนสี
“เอาล่ะ งั้นเราจะขอพูดเื่ที่เรียกพวกเ้าสองคนมาวันนี้แล้วกัน”
จินตงหยางฮ่องเต้หลังจากทรงตรัสเื่ราวเมื่อครั้งอดีตแล้ว ก็เริ่มกล่าวถึงเื่สำคัญที่เรียกจินอวิ๋นเซียนและมู่จิ่นเหยียนมาในวันนี้
“สิ่งที่พวกเ้าต้องเริ่มต้นคือการหาสุสานราชวงศ์เก่าให้เจอในดินแดนร้อยลี้ เพื่อหาทางเข้าเผ่าจันทรา เพราะว่าจากที่เรารู้สึก เหมือนกับว่าเยว่เหมยมารดาของเ้า จะคุ้นเคยกับพื้นที่ตรงนั้นอยู่ไม่น้อย ตลอดเวลาที่นางนำทาง นางมิจำเป็ต้องอาศัยแผนที่ใดๆ เลย
ตามตำนานเล่าว่าดินแดนร้อยลี้อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ไร้ผู้คนสัญจรหรืออาศัย เราตามเยว่เหมยเดินเข้าไปในป่าลึกกลางหุบเขาฉินหลิงของอี๋ชาง จนกระทั่งถึงพื้นที่กว้างใหญ่ที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ มองไปทิศใดก็ขาวโพลนไปหมด มิจำแนกแยกแยะทิศทางได้ อีกอย่างลมพายุบริเวณนั้นก็พัดผ่านอากาศหนาวเย็นจนเสียดเข้ากระดูก
แต่หลังจากที่ได้ไข่มุกปฐี เรากลับรู้สึกว่าบรรยากาศรอบด้านเต็มไปด้วยความอบอุ่นของแสงแดด ต้นไม้ใบหญ้าเขียวขจี ได้ยินเสียงนกร้อง เสียงลำธารน้ำ
พวกเราเดินตามแม่น้ำหยุนเหอกลับเข้ามาในเมืองและเดินทางต่อจนถึงเมืองหลวง”
“ความหมายของเสด็จพ่อคือ พวกลูกควรจะเริ่มเดินทางตั้งต้นที่อี๋ชาง ใช่หรือไม่เพคะ”
“ถูกต้อง เพียงแต่อี๋ชางอยู่ไกลจากเมืองหลวง พ่อเลยอยากให้มู่จิ่นเหยียนเตรียมตัวให้พร้อม หนทางอีกยาวไกล อันตรายรอบด้าน”
“กระหม่อมรับพระบัญชา นับจากวันนี้กระหม่อมจะศึกษาเื่เมืองอี๋ชางอย่างละเอียด และจะเตรียมตัวเตรียมกายให้พร้อมพ่ะย่ะค่ะ”
มู่จิ่นเหยียนทูลตอบจินตงหยางฮ่องเต้ด้วยความมั่นใจ ตัวเขานั้นมิได้กังวลกับการต้องนอนกลางดินกินกลางทราย เพียงแต่ครั้งนี้นำเสด็จองค์หญิงเหวินเต๋อไปด้วย ก็ควรที่จะเตรียมความพร้อมเอาไว้แต่เนิ่นๆ
“นอกจากจะเตรียมรับมือกับสิ่งที่มองเห็น ข้าน้อยอยากให้ท่านราชบุตรเขยเตรียมรับมือกับสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยขอรับ”
เป็เสียงของท่านโหรหลวงที่กล่าวทักท้วงขึ้นมา จริงที่เื่ราวของเผ่าจันทราเป็สิ่งที่ไม่สามารถพิสูจน์หรือบอกกล่าวด้วยเหตุผลต่างๆ ได้ อีกทั้งความเปลี่ยนแปลงของจินอวิ๋นเซียนก็ปรากฏให้เห็น
สิ่งนี่เป็การบ่งชี้ที่ชัดเจนได้ดีที่สุดว่า การเดินทางของพวกเขาในครั้งนี้ต้องเผชิญกับสิ่งที่เหนือธรรมชาติอย่างแน่นอน
“ท่านโหร หมายความว่าอย่างไร”
“หลังจากวันนี้จนถึงวันเดินทาง ข้าน้อยจะเป็ผู้สอนท่านราชบุตรเขยเื่สิ่งลี้ลับต่างๆ รวมถึงวิธีการป้องกันอันตรายด้วยขอรับ ขอให้ท่านตั้งใจศึกษามันเป็อย่างดี”
“อืม ข้าเข้าใจแล้ว”
จินอวิ๋นเซียนที่นั่งฟังอยู่ด้านข้าง รู้สึกว่าเหตุใดการเดินทางครั้งนี้จึงมีแต่มู่จิ่นเหยียนที่ต้องเตรียมตัว แล้วตัวนางเล่ามิต้องทำสิ่งใดเลยหรือ อย่างน้อยให้นางเตรียมตัวเผื่อจะได้มีประโยชน์ในวันข้างหน้า
“ท่านโหร หากข้าจะมาเรียนกับราชบุตรเขยด้วยจะได้หรือไม่”
ยังไม่ทันที่ท่านโหรหลวงจะให้คำตอบ มู่จิ่นเหยียนที่คิดว่าเื่นี้อาจจะเหลือบ่ากว่าแรงขององค์หญิงจึงได้บอกปฏิเสธออกมา
“แค่เตรียมงานแต่ง พระองค์ก็ต้องเหนื่อยแล้ว ไม่ต้องมาเรียนกับกระหม่อมหรอก”
“ข้าจะเรียน”
จินตงหยางและท่านโหรได้แต่มองพระพักตร์ขององค์หญิงเหวินเต๋อ ที่เชิดหน้าขึ้นท้าทายท่านราชบุตรเขยั้แ่ยังไม่ได้แต่งงานกัน ดูท่าทางแล้วราชบุตรเขยคงต้องยอมเสียมากกว่าคราวนี้
“เอาแบบนี้แล้วกัน ท่านโหรก็ใช้เวลา่เช้าสั่งสอนพวกเขาสองคน ส่วนตอนบ่ายหากอวิ๋นเซียนไม่ติดธุระจะอยู่ต่อก็ไม่ว่ากัน”
“พ่ะย่ะค่ะ/พ่ะย่ะค่ะ/เพคะ”
สุดท้ายเป็จินตงหยางฮ่องเต้ที่ออกคำสั่งยุติการปะทะทางสายตาของคนทั้งคู่ หากมิให้จินอวิ๋นเซียนมาร่วมเรียนด้วยเกรงว่าวันนี้ก็คงมิได้ข้อยุติ
หลังจากที่ฮ่องเต้และท่านโหรหลวง อธิบายเื่ราวต่างๆ ให้คนทั้งคู่ฟังแล้ว จินตงหยางฮ่องเต้จึงเสด็จกลับตำหนักส่วนพระองค์
ปล่อยให้มู่จิ่นเหยียนเดินไปส่งองค์หญิงเหวินเต๋อเพียงลำพัง
“ถ้าไม่มีรับสั่งอื่น เช่นนั้นกระหม่อมทูลลา”
มู่จิ่นเหยียนหลังจากที่ได้เื่ราวทั้งหมด จิตใจของตนได้พุ่งกลับไปที่จวนสกุลมู่นานแล้ว เขาหวังว่ากลับไปถึงจวนจะต้องหาบันทึกเก่าของท่านพ่อ เผื่อบางครั้งอาจจะมีเื่ราวของแดนร้อยลี้อยู่บ้าง
แต่ไม่ทันคิดว่าจินอวิ๋นเซียนจะไม่ปล่อยให้ตนได้กลับจวนสกุลมู่อย่างง่ายดาย
“ไหนไหนก็ออกมาแล้ว พาข้าไปฝึกขี่ม้าจะได้หรือไม่”
“เหตุใดท่านจึงอยากขี่ม้านัก”
“ต่อไปต้องเดินทาง หากขี่ม้าเป็ก็จะดีกว่ามิใช่หรือ”
ซึ่งเหตุผลที่จินอวิ๋นเซียนพูดมานั่นก็ฟังขึ้น ดูสมเหตุสมผล เพียงแต่การขี่ม้าจำต้องฝึกฝนเป็ระยะเวลานาน มิใช่ขี่เพียงครั้งสองครั้งก็จะสามารถควบม้าได้
“พ่ะย่ะค่ะ”
“งั้นข้าไปเปลี่ยนชุด เ้าไปรอข้าที่ลานฝึก”
“พ่ะย่ะค่ะ”
มู่จิ่นเหยียนได้แต่ตอบรับมิสามารถโต้แย้งได้ ดูท่าทางแล้วหนทางไปอี๋ชางก็คงเป็แบบนี้ไม่ต่างกัน