บทที่3
กำไลหยกปริศนา
เซี่ยอันอวี่...ครั้งหนึ่งเคยเป็สถาปนิกนักออกแบบผู้ประสบความสำเร็จนางมีชีวิตที่คนมากมายใฝ่ฝัน มีหน้าที่การงานมั่นคง มีบ้านที่สวยงามในเมืองใหญ่มีเครื่องปรับอากาศที่เย็นฉ่ำ มีเตียงหนานุ่มและกาแฟหอมกรุ่นยามเช้า
แต่บัดนี้...นางกลับมายืนอยู่กลางดินแดนกันดารที่ไร้ซึ่งเงาไม้มีเพียงแสงแดดร้อนแรงและสายลมแห้งผากพัดฝุ่นให้คลุ้งไปทั่ว
นี่มันอะไรกัน...เหตุใดนางถึงมาอยู่ที่นี่?
ราวกับเคราะห์กรรมเล่นตลกเซี่ยอันอวี่รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหายไปต่อหน้าต่อตาและสิ่งที่เหลืออยู่คือความจริงอันโหดร้าย นางกำลังติดอยู่ในดินแดนที่ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตรอดได้อีกนานเท่าไร
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในใจอย่างบ้าบิ่นนางอยากจะเอาหัวโขกเสาตายให้รู้แล้วรู้รอดไป…
แต่นางก็ทำไม่ได้เพราะนี่คือชีวิตเดียวที่เหลืออยู่แล้ว นางไม่รู้เลยว่าถ้าเอาหัวโขกตายไปจะกลับไปยังโลกเดิมได้หรือไม่
...แล้วถ้ากลับไม่ได้ล่ะ?ไม่ใช่ว่าจะตายจริง ๆ อย่างนั้นหรือ?
เซี่ยอันอวี่ถอนหายใจยาวร่างบางไหล่ลู่ คอตกก้าวเดินเข้าไปภายในเรือนไม้ที่เรียกกันว่าจวนเ้าเมืองนั้นด้วยท่าทางหมดแรง
เพียงก้าวเข้าสู่ห้องโถงเสียงฝีเท้าสะท้อนบนพื้นไม้เก่าพร้อมกับกลุ่มฝุ่นฟุ้งขึ้นจากพื้นราวกับถูกปลุกให้ตื่นจากการหลับใหลนับสิบปี
นางเผลอสูดหายใจเข้าไปเต็มปอดและก็ต้องรีบยกมือขึ้นปิดปาก “แค่ก แค่ก...”
เสียงไอของนางดังก้องขึ้นในห้องโถงเงียบเชียบฝุ่นที่ลอยอยู่ในอากาศจับตัวหนาทึบตามขอบหน้าต่าง เสาไม้และข้าวของทุกชิ้นภายในห้อง ราวกับไม่มีใครเหยียบย่างเข้ามาเป็เวลานานมากแล้ว
สายตาของนางเหลือบไปเห็นเก้าอี้ไม้ตัวหนึ่งตั้งอยู่กลางห้องโถงมันผุพังจนโครงไม้เอียงไปข้างหนึ่ง ขาเก้าอี้ข้างหนึ่งแทบหลุดออกจากกัน
เซี่ยอันอวี่มองมันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ นางไม่กล้านั่งลง กลัวว่าหากทรุดกายลงไปร่างของนางจะตามเก้าอี้หักพังลงไปกองกับพื้นเสียเอง
ไม่มีทางเลือกนางหันหลังเดินออกจากห้องโถง และหย่อนกายลงนั่งตรงบันไดไม้หน้าประตูเรือนแทน
ลมทะเลทรายพัดวูบเข้ามาอีกระลอกทรายบางเบากระทบผิวแก้มและปลายผมของนาง เซี่ยอันอวี่หลับตาลงอย่างอ่อนแรง
แค่เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน...นางยังนั่งอยู่ในห้องแอร์เย็นฉ่ำท่ามกลางเสียงพัดลมแ่เบา กลิ่นกาแฟลอยอบอวลในอากาศ
แต่ตอนนี้นางกลับอยู่ท่ามกลางทะเลทรายที่แห้งแล้งและเปล่าเปลี่ยว
ภายในเรือนไม้เก่าที่เต็มไปด้วยฝุ่นกับความเงียบที่แทบจะบีบรัดหัวใจ
นางรู้สึกเหมือนตนเองกำลังจะบ้า...จริงๆ
เซี่ยอันอวี่นั่งเงียบอยู่นานราวกับให้สายลมร้อนของทะเลทรายช่วยพัดพาความสับสนออกไปจากหัวใจ
ในที่สุดนางก็เริ่มรวบรวมสติของตนเองทีละน้อย สูดหายใจเข้าช้า ๆ อย่างยากลำบาก ก่อนจะพึมพำออกมาเบาๆ
“อย่างแรก...ต้องรู้ก่อนว่าทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่...”
นางหลับตาลงอีกครั้งพยายามประติดประต่อความทรงจำทั้งหมด ั้แ่จังหวะสุดท้ายในโลกเดิมการเดินทางแปลกประหลาดที่ไม่มีคำอธิบาย จนกระทั่งลืมตาขึ้นมาในร่างใหม่ ณดินแดนแห้งแล้งแห่งนี้
...ทว่าขณะความคิดกำลังไหลเวียนเซี่ยอันอวี่พลันรู้สึกถึงบางสิ่งที่ผิดแผกจากปกติ
ััเย็น ๆที่ข้อมือซ้ายทำให้นางลืมตาขึ้นอย่างฉับพลัน ดวงตาคู่งามเบิกกว้างด้วยความใ
นางก้มมองลงไปที่ข้อมือของตนเอง...และสิ่งที่ปรากฏแก่สายตา คือกำไลหยกที่สวมอยู่รอบข้อมืออย่างแแ่
กำไลเส้นนั้นเป็ลักษณะคล้ายลูกประคำหยกประกอบด้วยเม็ดหยกรูปทรงกลมที่ร้อยต่อกันอย่างแ่า แต่ละเม็ดมีสีแตกต่างกันไปั้แ่เขียวอ่อน ขาวนวล ชมพูอ่อน ไปจนถึงม่วงอมน้ำเงินสีสันของแต่ละเม็ดเปล่งประกายอย่างเงียบงันภายใต้แสงอาทิตย์
“อะไรกัน…” เซี่ยอันอวี่เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเล็กน้อยราวกับไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เห็น “มาได้ยังไง…”
ดวงตาของนางยังคงจับจ้องไปที่กำไลเส้นนั้นไม่วางตา
นางจำได้ดี นี่คือกำไลของนางเองที่เคยสวมอยู่เป็ประจำในโลกเดิม เป็ของที่นางได้รับมาจากใครบางคนเมื่อนานมาแล้วและไม่เคยถอดมันออกจากตัวเลยสักวันเดียว
แต่นั่นแหละคือประเด็น…
ในเมื่อร่างกายที่นางอาศัยอยู่ตอนนี้ไม่ใช่ร่างเดิมของนางแต่เป็ร่างของหญิงสาวจากโลกอีกใบ หากการทะลุมิติครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงแค่ “ดวงจิต” แล้วเหตุใดกำไลที่เป็ของจากโลกเดิม...ถึงได้ตามนางมาที่นี่?
ความรู้สึกตึงเครียดค่อย ๆพุ่งสูงขึ้นในใจ นางขมวดคิ้วแน่นจ้องมองกำไลหยกบนข้อมือราวกับหวังจะให้มันเปิดปากพูดกับนางได้
“มัน...มาได้ยังไงกันแน่…”
นางหลับตาลงครู่หนึ่ง พยายามดึงความทรงจำเก่าออกมาจากมุมลึกในหัวใจว่ากำไลเส้นนี้มีที่มาอย่างไรและใน่เวลาสุดท้ายก่อนที่นางจะหลุดมิตินั้น...เกิดอะไรขึ้นกันแน่
“นี่...เหมือนจะเป็ของคุณยาย...”เซี่ยอันอวี่พึมพำกับตนเองดวงตายังคงจับจ้องไปที่กำไลหยกบนข้อมือที่เงางามท่ามกลางแสงอาทิตย์ทะเลทราย
ในอดีตนางจำได้ว่าแม่ของตนเคยยื่นกำไลเส้นนี้มาให้อย่างจริงจัง พร้อมกำชับว่า “ใส่ไว้อย่าให้ห่างตัว...นี่เป็ของตกทอดจากแม่ของแม่ ของคุณยาย”
ในตอนนั้นเซี่ยอันอวี่ไม่ได้คิดอะไรนอกจากรู้สึกว่ากำไลเส้นนี้ สวยมาก ตัวกำไลร้อยด้วยลูกประคำหยกหลายเม็ดทว่าแต่ละเม็ดกลับมีสีแตกต่างกันไป สีเขียวอ่อน สีขาวขุ่น ชมพูอมส้ม ม่วงเข้มไล่เฉดราวกับเป็สายรุ้งที่กลั่นออกมาจากธรรมชาติ สีสันเ่าั้ดูแปลกตาแต่เม็ดหยกกลับกลมกลึงและเปล่งแสงจาง ๆ อย่างนุ่มนวลทำให้นางหลงใหลจนสวมไว้ตลอดเวลา
บัดนี้...มันกลับกลายเป็สิ่งเดียวที่ติดตัวนางมาจากโลกเดิม
เซี่ยอันอวี่เริ่มคิดอย่างเป็ระบบหากต้องหาเบาะแสเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนในตอนนี้กำไลเส้นนี้คงเป็จุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด
นางยกข้อมือขึ้นมาอย่างระวังแล้วใช้นิ้วไล้ััไปตามลูกหยกทีละเม็ด
ปลายนิ้วกวาดผ่านเม็ดหยกที่เรียงรายด้วยจังหวะสม่ำเสมอกระทั่ง…
พรึบ!
“เอ๋!!” เสียงหลุดออกจากปากโดยไม่รู้ตัว
ลูกหยกเม็ดหนึ่งเม็ดที่มีสีเขียวเข้ม พลันส่องแสงขึ้นอย่างกะทันหัน แสงสีเขียวสว่างไสวเจิดจ้าทว่ากลับเย็นตา ราวกับมีแสงจันทร์สาดลงบนมรกตกลางคืน
ดวงตาของเซี่ยอันอวี่เบิกกว้าง ใจเต้นโครมคราม “เฮ้ย ๆ ๆ อะไรอ่ะ!”
นางรีบสะบัดข้อมือรัว ๆ อย่างใพร้อมกับพยายามดึงกำไลออกด้วยสองมืออย่างรีบร้อน
“ปลดไม่ออก!” เสียงของนางสั่นพร่าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
แสงจากลูกหยกสีเขียวยังไม่ดับลงและดูเหมือนจะยิ่งเรืองรองขึ้นเรื่อย ๆ เซี่ยอันอวี่หลับตาปี๋นางแทบจะเห็นภาพแขนขาดลอยมาในหัว
“มือของฉัน...อ๊ากกกก!”
เสียงร้องของนางดังลั่นขณะที่นางหดแขนแนบอกราวกับกำลังรอให้ขาดนางโดนะเิจนขาด
“เอ๋...ไม่มีอะไรเกิดขึ้น...งั้นเหรอ?”
เซี่ยอันอวี่ค่อย ๆลืมตาขึ้นอย่างระวัง หลังจากที่หลับตาปี๋ไปพร้อมเสียงร้องลั่นด้วยความหวาดกลัว
เมื่อลืมตาขึ้นแล้วพบว่าร่างของตนยังอยู่ครบทั้งแขนขาไม่มีะเิ ไม่มีแสงวาบ ไม่มีความเ็ปใด ๆ นางถึงกับถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก
แต่ความโล่งอกนั้นยังไม่ทันได้จางหายทันใดนั้น ภาพบางอย่างก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าท่ามกลางแสงสีเขียวอ่อนที่ยังไม่จาง
“เฮ้ย!”
เสียงอุทานหลุดจากปากของเซี่ยอันอวี่อีกครั้งคราวนี้ปนทั้งใและสับสน
“จะ...เ้า...เ้า...”เสียงของนางตะกุกตะกักลมหายใจแทบสะดุดเมื่อจ้องมองสิ่งที่ลอยอยู่เบื้องหน้า
ตรงหน้าของนาง ในตอนนี้ปรากฏสิ่งมีชีวิตบางอย่าง มีขนาดเพียงแค่หนึ่งฝ่ามือของผู้ใหญ่ลอยอยู่กลางอบทที่3
กำไลหยกปริศนา
เซี่ยอันอวี่...ครั้งหนึ่งเคยเป็สถาปนิกนักออกแบบผู้ประสบความสำเร็จนางมีชีวิตที่คนมากมายใฝ่ฝัน มีหน้าที่การงานมั่นคง มีบ้านที่สวยงามในเมืองใหญ่มีเครื่องปรับอากาศที่เย็นฉ่ำ มีเตียงหนานุ่มและกาแฟหอมกรุ่นยามเช้า
แต่บัดนี้...นางกลับมายืนอยู่กลางดินแดนกันดารที่ไร้ซึ่งเงาไม้มีเพียงแสงแดดร้อนแรงและสายลมแห้งผากพัดฝุ่นให้คลุ้งไปทั่ว
นี่มันอะไรกัน...เหตุใดนางถึงมาอยู่ที่นี่?
ราวกับเคราะห์กรรมเล่นตลกเซี่ยอันอวี่รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหายไปต่อหน้าต่อตาและสิ่งที่เหลืออยู่คือความจริงอันโหดร้าย นางกำลังติดอยู่ในดินแดนที่ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตรอดได้อีกนานเท่าไร
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในใจอย่างบ้าบิ่นนางอยากจะเอาหัวโขกเสาตายให้รู้แล้วรู้รอดไป…
แต่นางก็ทำไม่ได้เพราะนี่คือชีวิตเดียวที่เหลืออยู่แล้ว นางไม่รู้เลยว่าถ้าเอาหัวโขกตายไปจะกลับไปยังโลกเดิมได้หรือไม่
...แล้วถ้ากลับไม่ได้ล่ะ?ไม่ใช่ว่าจะตายจริง ๆ อย่างนั้นหรือ?
เซี่ยอันอวี่ถอนหายใจยาวร่างบางไหล่ลู่ คอตกก้าวเดินเข้าไปภายในเรือนไม้ที่เรียกกันว่าจวนเ้าเมืองนั้นด้วยท่าทางหมดแรง
เพียงก้าวเข้าสู่ห้องโถงเสียงฝีเท้าสะท้อนบนพื้นไม้เก่าพร้อมกับกลุ่มฝุ่นฟุ้งขึ้นจากพื้นราวกับถูกปลุกให้ตื่นจากการหลับใหลนับสิบปี
นางเผลอสูดหายใจเข้าไปเต็มปอดและก็ต้องรีบยกมือขึ้นปิดปาก “แค่ก แค่ก...”
เสียงไอของนางดังก้องขึ้นในห้องโถงเงียบเชียบฝุ่นที่ลอยอยู่ในอากาศจับตัวหนาทึบตามขอบหน้าต่าง เสาไม้และข้าวของทุกชิ้นภายในห้อง ราวกับไม่มีใครเหยียบย่างเข้ามาเป็เวลานานมากแล้ว
สายตาของนางเหลือบไปเห็นเก้าอี้ไม้ตัวหนึ่งตั้งอยู่กลางห้องโถงมันผุพังจนโครงไม้เอียงไปข้างหนึ่ง ขาเก้าอี้ข้างหนึ่งแทบหลุดออกจากกัน
เซี่ยอันอวี่มองมันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ นางไม่กล้านั่งลง กลัวว่าหากทรุดกายลงไปร่างของนางจะตามเก้าอี้หักพังลงไปกองกับพื้นเสียเอง
ไม่มีทางเลือกนางหันหลังเดินออกจากห้องโถง และหย่อนกายลงนั่งตรงบันไดไม้หน้าประตูเรือนแทน
ลมทะเลทรายพัดวูบเข้ามาอีกระลอกทรายบางเบากระทบผิวแก้มและปลายผมของนาง เซี่ยอันอวี่หลับตาลงอย่างอ่อนแรง
แค่เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน...นางยังนั่งอยู่ในห้องแอร์เย็นฉ่ำท่ามกลางเสียงพัดลมแ่เบา กลิ่นกาแฟลอยอบอวลในอากาศ
แต่ตอนนี้นางกลับอยู่ท่ามกลางทะเลทรายที่แห้งแล้งและเปล่าเปลี่ยว
ภายในเรือนไม้เก่าที่เต็มไปด้วยฝุ่นกับความเงียบที่แทบจะบีบรัดหัวใจ
นางรู้สึกเหมือนตนเองกำลังจะบ้า...จริงๆ
เซี่ยอันอวี่นั่งเงียบอยู่นานราวกับให้สายลมร้อนของทะเลทรายช่วยพัดพาความสับสนออกไปจากหัวใจ
ในที่สุดนางก็เริ่มรวบรวมสติของตนเองทีละน้อย สูดหายใจเข้าช้า ๆ อย่างยากลำบาก ก่อนจะพึมพำออกมาเบาๆ
“อย่างแรก...ต้องรู้ก่อนว่าทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่...”
นางหลับตาลงอีกครั้งพยายามประติดประต่อความทรงจำทั้งหมด ั้แ่จังหวะสุดท้ายในโลกเดิมการเดินทางแปลกประหลาดที่ไม่มีคำอธิบาย จนกระทั่งลืมตาขึ้นมาในร่างใหม่ ณดินแดนแห้งแล้งแห่งนี้
...ทว่าขณะความคิดกำลังไหลเวียนเซี่ยอันอวี่พลันรู้สึกถึงบางสิ่งที่ผิดแผกจากปกติ
ััเย็น ๆที่ข้อมือซ้ายทำให้นางลืมตาขึ้นอย่างฉับพลัน ดวงตาคู่งามเบิกกว้างด้วยความใ
นางก้มมองลงไปที่ข้อมือของตนเอง...และสิ่งที่ปรากฏแก่สายตา คือกำไลหยกที่สวมอยู่รอบข้อมืออย่างแแ่
กำไลเส้นนั้นเป็ลักษณะคล้ายลูกประคำหยกประกอบด้วยเม็ดหยกรูปทรงกลมที่ร้อยต่อกันอย่างแ่า แต่ละเม็ดมีสีแตกต่างกันไปั้แ่เขียวอ่อน ขาวนวล ชมพูอ่อน ไปจนถึงม่วงอมน้ำเงินสีสันของแต่ละเม็ดเปล่งประกายอย่างเงียบงันภายใต้แสงอาทิตย์
“อะไรกัน…” เซี่ยอันอวี่เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเล็กน้อยราวกับไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เห็น “มาได้ยังไง…”
ดวงตาของนางยังคงจับจ้องไปที่กำไลเส้นนั้นไม่วางตา
นางจำได้ดี นี่คือกำไลของนางเองที่เคยสวมอยู่เป็ประจำในโลกเดิม เป็ของที่นางได้รับมาจากใครบางคนเมื่อนานมาแล้วและไม่เคยถอดมันออกจากตัวเลยสักวันเดียว
แต่นั่นแหละคือประเด็น…
ในเมื่อร่างกายที่นางอาศัยอยู่ตอนนี้ไม่ใช่ร่างเดิมของนางแต่เป็ร่างของหญิงสาวจากโลกอีกใบ หากการทะลุมิติครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงแค่ “ดวงจิต” แล้วเหตุใดกำไลที่เป็ของจากโลกเดิม...ถึงได้ตามนางมาที่นี่?
ความรู้สึกตึงเครียดค่อย ๆพุ่งสูงขึ้นในใจ นางขมวดคิ้วแน่นจ้องมองกำไลหยกบนข้อมือราวกับหวังจะให้มันเปิดปากพูดกับนางได้
“มัน...มาได้ยังไงกันแน่…”
นางหลับตาลงครู่หนึ่ง พยายามดึงความทรงจำเก่าออกมาจากมุมลึกในหัวใจว่ากำไลเส้นนี้มีที่มาอย่างไรและใน่เวลาสุดท้ายก่อนที่นางจะหลุดมิตินั้น...เกิดอะไรขึ้นกันแน่
“นี่...เหมือนจะเป็ของคุณยาย...”เซี่ยอันอวี่พึมพำกับตนเองดวงตายังคงจับจ้องไปที่กำไลหยกบนข้อมือที่เงางามท่ามกลางแสงอาทิตย์ทะเลทราย
ในอดีตนางจำได้ว่าแม่ของตนเคยยื่นกำไลเส้นนี้มาให้อย่างจริงจัง พร้อมกำชับว่า “ใส่ไว้อย่าให้ห่างตัว...นี่เป็ของตกทอดจากแม่ของแม่ ของคุณยาย”
ในตอนนั้นเซี่ยอันอวี่ไม่ได้คิดอะไรนอกจากรู้สึกว่ากำไลเส้นนี้ สวยมาก ตัวกำไลร้อยด้วยลูกประคำหยกหลายเม็ดทว่าแต่ละเม็ดกลับมีสีแตกต่างกันไป สีเขียวอ่อน สีขาวขุ่น ชมพูอมส้ม ม่วงเข้มไล่เฉดราวกับเป็สายรุ้งที่กลั่นออกมาจากธรรมชาติ สีสันเ่าั้ดูแปลกตาแต่เม็ดหยกกลับกลมกลึงและเปล่งแสงจาง ๆ อย่างนุ่มนวลทำให้นางหลงใหลจนสวมไว้ตลอดเวลา
บัดนี้...มันกลับกลายเป็สิ่งเดียวที่ติดตัวนางมาจากโลกเดิม
เซี่ยอันอวี่เริ่มคิดอย่างเป็ระบบหากต้องหาเบาะแสเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนในตอนนี้กำไลเส้นนี้คงเป็จุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด
นางยกข้อมือขึ้นมาอย่างระวังแล้วใช้นิ้วไล้ััไปตามลูกหยกทีละเม็ด
ปลายนิ้วกวาดผ่านเม็ดหยกที่เรียงรายด้วยจังหวะสม่ำเสมอกระทั่ง…
พรึบ!
“เอ๋!!” เสียงหลุดออกจากปากโดยไม่รู้ตัว
ลูกหยกเม็ดหนึ่งเม็ดที่มีสีเขียวเข้ม พลันส่องแสงขึ้นอย่างกะทันหัน แสงสีเขียวสว่างไสวเจิดจ้าทว่ากลับเย็นตา ราวกับมีแสงจันทร์สาดลงบนมรกตกลางคืน
ดวงตาของเซี่ยอันอวี่เบิกกว้าง ใจเต้นโครมคราม “เฮ้ย ๆ ๆ อะไรอ่ะ!”
นางรีบสะบัดข้อมือรัว ๆ อย่างใพร้อมกับพยายามดึงกำไลออกด้วยสองมืออย่างรีบร้อน
“ปลดไม่ออก!” เสียงของนางสั่นพร่าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
แสงจากลูกหยกสีเขียวยังไม่ดับลงและดูเหมือนจะยิ่งเรืองรองขึ้นเรื่อย ๆ เซี่ยอันอวี่หลับตาปี๋นางแทบจะเห็นภาพแขนขาดลอยมาในหัว
“มือของฉัน...อ๊ากกกก!”
เสียงร้องของนางดังลั่นขณะที่นางหดแขนแนบอกราวกับกำลังรอให้ขาดนางโดนะเิจนขาด
“เอ๋...ไม่มีอะไรเกิดขึ้น...งั้นเหรอ?”
เซี่ยอันอวี่ค่อย ๆลืมตาขึ้นอย่างระวัง หลังจากที่หลับตาปี๋ไปพร้อมเสียงร้องลั่นด้วยความหวาดกลัว
เมื่อลืมตาขึ้นแล้วพบว่าร่างของตนยังอยู่ครบทั้งแขนขาไม่มีะเิ ไม่มีแสงวาบ ไม่มีความเ็ปใด ๆ นางถึงกับถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก
แต่ความโล่งอกนั้นยังไม่ทันได้จางหายทันใดนั้น ภาพบางอย่างก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าท่ามกลางแสงสีเขียวอ่อนที่ยังไม่จาง
“เฮ้ย!”
เสียงอุทานหลุดจากปากของเซี่ยอันอวี่อีกครั้งคราวนี้ปนทั้งใและสับสน
“จะ...เ้า...เ้า...”เสียงของนางตะกุกตะกักลมหายใจแทบสะดุดเมื่อจ้องมองสิ่งที่ลอยอยู่เบื้องหน้า
ตรงหน้าของนาง ในตอนนี้ปรากฏสิ่งมีชีวิตบางอย่าง มีขนาดเพียงแค่หนึ่งฝ่ามือของผู้ใหญ่ลอยอยู่กลางอากาศในระดับสายตา
มันดูคล้ายมนุษย์ แต่มีขนาดเล็กจิ๋วผิวเนียนขาวราวหิมะ สวมอาภรณ์จีนโบราณสีขาวสะอาดประดับลายหยกจาง ๆปลายแขนเสื้อพริ้วไหวตามแรงลมเล็กน้อย
เส้นผมยาวสีเขียวมรกตไหลเลยบ่ามัดรวบหลวม ๆ ด้านหลังเป็ปมหนึ่ง ดวงตากลมโตสีเดียวกันกับเส้นผมสว่างสดใสและฉายแววขี้เล่นในขณะเดียวกัน
ใบหน้าของเขาดูเยาว์วัยเหมือนเด็กหนุ่มอายุไม่เกินสิบห้าปีแต่กลับเต็มไปด้วยชีวิตชีวาเกินกว่าจะเป็เพียงภาพลวงตา
เ้าตัวลอยอยู่ตรงหน้าเซี่ยอันอวี่มือเล็กไขว้หลัง ยิ้มกว้าง และเอียงคอน้อย ๆ อย่างเป็กันเองากาศในระดับสายตา
มันดูคล้ายมนุษย์ แต่มีขนาดเล็กจิ๋วผิวเนียนขาวราวหิมะ สวมอาภรณ์จีนโบราณสีขาวสะอาดประดับลายหยกจาง ๆปลายแขนเสื้อพริ้วไหวตามแรงลมเล็กน้อย
เส้นผมยาวสีเขียวมรกตไหลเลยบ่ามัดรวบหลวม ๆ ด้านหลังเป็ปมหนึ่ง ดวงตากลมโตสีเดียวกันกับเส้นผมสว่างสดใสและฉายแววขี้เล่นในขณะเดียวกัน
ใบหน้าของเขาดูเยาว์วัยเหมือนเด็กหนุ่มอายุไม่เกินสิบห้าปีแต่กลับเต็มไปด้วยชีวิตชีวาเกินกว่าจะเป็เพียงภาพลวงตา
เ้าตัวลอยอยู่ตรงหน้าเซี่ยอันอวี่มือเล็กไขว้หลัง ยิ้มกว้าง และเอียงคอน้อย ๆ อย่างเป็กันเอง