แม้หลินเสวี่ยจู๋จะรู้ดีว่าค่านิยมถือเป็นปัญหาใหญ่ในยุคนี้แต่ไม่คาดคิดว่าค่านิยมของฮูหยินผู้เฒ่าจะบิดเบี้ยวถึงเพียงนี้ ทั้งยังกล้าสั่งสอนลูกหลานเช่นนั้นอีก!
นางไม่กลัวว่าจะเลี้ยงดูหมาป่าตาขาวออกมาแล้วสักวันหมาป่าตัวนั้นจะแว้งกัดนางหรือ?
ไอ๊หยา หมาป่าตาขาวตัวนั้นถือกำเนิดแล้วเป็นหลินเฉิงคุนนั่นเอง แต่นางก็ยังพยายามที่จะสั่งสอนค่านิยมผิดๆ ให้หลินเสวี่ยอีอีกช่างยอดเยี่ยมเสียจริง!
หลินเสวี่ยจู๋ต้องการฟังต่อว่าผู้เฒ่าคนนี้คิดเห็นอย่างไรจึงเงี่ยหูฟังด้วยความตั้งใจ นางได้ยินฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ย “ผู้อาวุโสในครอบครัวหิวจนไส้กิ่วตอนนี้พี่สาวเจ้าก็ยังไม่กลับมา ทว่าเจ้ากลับไปกินอิ่มจากที่อื่นเจ้ามีกะจิตกะใจกินข้าวลงได้อย่างไร? นอกจากนี้ เจ้าเป็นแม่นางที่ยังไม่ออกเรือนนะเหตุใดถึงยอมให้บุรุษแบกเจ้ากลับมา? ไม่สมควรยิ่งนัก!”
น้ำเสียงของฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้เกรี้ยวกราดแต่คำพูดนี้สำหรับแม่นางน้อยที่อายุสิบกว่าปีอย่างหลินเสวี่ยอีแล้ว เรียกได้ว่าไม่ต่างไปจากการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงเลย
ยิ่งไปกว่านั้น การโยงไปถึงเรื่องบุรุษและสตรีย่อมไม่มีแม่นางน้อยคนใดที่ไม่สนใจ
หลินเสวี่ยอีถูกฮูหยินผู้เฒ่าต่อว่าเสียจนเงยหน้าไม่ขึ้น น้ำตาคลออยู่ในดวงตา
หลินเสวี่ยจู๋ทนฟังต่อไปไม่ไหวแล้วทว่ากลัวว่าจะปลุกหลินอวี่เซวียน นางจึงค่อยๆ ลุกขึ้นอย่างระมัดระวัง เมื่อเห็นว่าเด็กน้อยยังคงหลับอยู่นางก็ก้าวไปทางฮูหยินผู้เฒ่าแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ในเมื่อหลินเสวี่ยหลานไม่กลับมาทว่าบิดานางกลับกินข้าวได้ แล้วเหตุใดน้องสาวของนางถึงกินข้าวไม่ได้? ในเมื่อเป็นห่วงหลานสาวเหตุใดท่านถึงไม่ออกไปตามหาเล่า? นับตั้งแต่ออกเดินทาง ข้าเห็นพวกท่านที่เป็นผู้ใหญ่เอาแต่ทำตัวเกียจคร้านทั้งยังนั่งเฉยๆ รอแม่นางน้อยสองคนหาอาหารให้พวกท่าน เมื่อหาอาหารกลับมาก็แย่งกันกินเหตุใดท่านไม่พูดเรื่องนี้บ้างเล่า?”
ฮูหยินผู้เฒ่าได้ยินหลินเสวี่ยจู๋พูดเช่นนี้ก็ขบฟันด้วยความเกลียดชังแต่กลับไม่กล้าใช้ไม้แข็งต่อหน้านาง
เหตุผลประการแรกไม่มีคนในครอบครัวคอยสนับสนุนนาง
เหตุผลประการที่สองหากลูกสะใภ้กับหลานสาวถูกหลินเสวี่ยจู๋ทำร้ายจริงๆ เช่นนั้นการที่หญิงชราอย่างนางออกหน้าในเวลานี้จะไม่เป็นการส่งตนเองไปตายหรือ?เมื่อคิดถึงตรงนี้ฮูหยินผู้เฒ่าก็ถาม “ลูกสะใภ้กับหลานสาวข้าเล่า? เจ้าพาพวกนางไปที่ใด?”
“ท่านก็ถามพวกนางสิ”ดึกดื่นป่านนี้แล้ว หลินเสวี่ยจู๋ไม่มีความคิดที่จะต่อปากต่อคำกับผู้เฒ่า นางง่วงยิ่งนักทั้งยังไม่ต้องการรบกวนผู้อื่น จึงเอ่ยกับหลินเสวี่ยอีตามตรง “เด็กน้อยอยากไปกับพี่หญิงหรือไม่?”
หลินเสวี่ยอีรู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่งนางเอาแต่กะพริบตาปริบๆ ไม่รู้ว่าควรพูดอะไร จากนั้นก็หันไปมองฮูหยินผู้เฒ่าโดยไม่รู้ตัวเมื่อเห็นท่านย่ามีสีหน้าทะมึนก็ก้มหน้าลง ไม่กล้าพูดจา
“ข้าถามเจ้าเจ้ามองนางทำไม?”หลินเสวี่ยจู๋ย่อตัวลงแล้วเอามือประคองใบหน้านางให้เงยหน้าขึ้นมาพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “พี่หญิงไม่ได้บังคับให้เจ้าตัดขาดจากครอบครัวตนเองเพียงแต่ขาเจ้าได้รับบาดเจ็บ พี่หญิงอยากให้เจ้านั่งรถม้าสักสองสามวัน”
หลินเสวี่ยอีนึกถึงตอนที่ตนเองขาแพลงตอนนั้นความเจ็บปวดเสียดแทงเข้าที่หัวใจ ทำให้นางอดไม่ได้ที่จะพยักหน้า
ความจริงแล้วอาการบาดเจ็บที่ข้อเท้าของนางไม่ได้มาจากอาการขาแพลงที่เกิดขึ้นเพราะติดตามกัวซื่อไปเท่านั้นแต่หลายวันมานี้นางประคองท่านย่าเดินตลอด ท่านย่ามักทิ้งน้ำหนักมาที่นางกับพี่สาวนางทนไม่ไหวมาตั้งนานแล้ว
ตอนนี้นางได้รับบาดเจ็บแต่กลับไม่มีคนในครอบครัวเข้ามาดูแลนางเลยสักคน นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพรุ่งนี้นางจะเดินอย่างไรโชคดีที่พี่หญิงมาหา
หลินเสวี่ยอียื่นมือไปหาหลินเสวี่ยจู๋ทว่ากลับต้องแปลกใจที่หลินเสวี่ยจู๋ย่อตัวลงแล้วหันหลังให้นาง
“พี่หญิงข้าเดินได้เจ้าค่ะ” หลินเสวี่ยอีละอายใจที่จะให้หลินเสวี่ยจู๋แบกนาง จึงรีบลุกขึ้นยืนผลลัพธ์คือ เมื่อนางลุกขึ้น ร่างก็โซเซไปชนกับแผ่นหลังของหลินเสวี่ยจู๋ทันที
หลินเสวี่ยจู๋รีบจับขาของนางเอาไว้แล้วแบกร่างนางขึ้นหลัง
‘พี่หญิงช่างแรงเยอะเหลือเกิน’ หลินเสวี่ยอีคิด หากตนเองเก่งกาจและมีแรงเยอะเหมือนพี่หญิงก็คงจะดี
หลินเสวี่ยจู๋เดินกลับไปยังค่ายพักแรกของครอบครัวตนเองก่อนจะวางหลินเสวี่ยอีไว้บนเสื่อฟางที่อยู่ใกล้กองไฟ จากนั้นก็ล้มตัวลงนอนข้างหลินอวี่เซวียน แล้วกอดเด็กน้อยไว้ในอ้อมแขนอย่างเบามืออีกครา
หลินเสวี่ยอีเห็นว่าเสื่อฟางผืนนี้มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษพวกนางสามพี่น้องนอนลงแล้วก็ยังมีที่ว่างเหลือเฟือ จึงอดไม่ได้ที่จะประหลาดใจ
แต่หลินเสวี่ยจู๋ไม่อยากอธิบายว่าเป็นเพราะตนเองนอนกลิ้งจนไปนอนอยู่ที่ข้างเท้าของหยวนซิวเมื่อแม่นมหม่าเห็นเข้าก็รวมกลุ่มกับคนอื่นๆ สานเสื่อฟางขนาดใหญ่ให้นาง
บางครั้งความเอาใจใส่ของคนในครอบครัวก็ทำให้นางขายหน้าอยู่บ้าง
หลังจากแม่นมหม่าสานเสื่อฟางขนาดใหญ่เสร็จทุกคนก็แทบจะรู้กันหมดแล้วว่านางนอนดิ้น
“นอนเถิด”หลินเสวี่ยจู๋ตบปุๆ ที่บ่าของหลินเสวี่ยอี ไม่เปิดโอกาสให้นางได้อ้าปากถาม จากนั้นก็เอาคางเกยบนศีรษะของหลินอวี่เซวียนแล้วผล็อยหลับไปทันที
ค่ำคืนนี้กลับไม่สงบสุขนัก
กลางดึกผู้คุมที่ออกไปตามหาคนก็กลับมาพร้อมเศษผ้าเปื้อนเลือดผืนหนึ่ง ฮูหยินผู้เฒ่ากับหลินเฉิงคุนบอกว่าเป็นเสื้อผ้าที่กัวซื่อสวมใส่
ด้วยเหตุนี้ ผู้คุมจึงคาดการณ์ว่ากัวซื่อถูกสัตว์ป่าจู่โจมและลบนางออกจากรายชื่อนักโทษ ส่วนเรื่องที่ว่าเหตุใดถูกสัตว์ป่าจู่โจมถึงไม่ทิ้งคราบโลหิตไว้มากนักพวกเขาไม่คิดที่จะสืบหา เพียงเอ่ยปากเตือนทุกคนว่าผู้ที่เดินเตร็ดเตร่ออกจากขบวนโดยพลการย่อมไม่มีจุดจบที่ดีเรื่องราวจึงจบลงอย่างรวดเร็ว
หลินเสวี่ยจู๋พลิกตัวนอนต่อไม่รู้ว่าหลับไปนานเพียงใด จู่ๆ ก็ถูกเสียงกรีดร้องปลุกให้ตื่น
“หมูป่า มีหมูป่า!ทุกคนรีบหลบเร็ว!”
หลินเสวี่ยจู๋แทบจะดีดตัวลุกขึ้นทันทีมือข้างหนึ่งอุ้มหลินอวี่เซวียน มืออีกข้างคว้าหลินเสวี่ยอีก่อนจะวิ่งไปที่ข้างรถม้าของผู้คุม
หมูป่าวิ่งมาจากทางอื่นพุ่งเข้าหาผู้คนที่เพิ่งตื่นจนพวกเขาวิ่งหนีกระเจิง
เนื่องจากคนสกุลหลินอยู่ค่อนข้างห่างจึงไม่อยู่ในขอบเขตการโจมตีของหมูป่า ทำให้หลบหนีทัน
มีเพียงหยวนซิวที่เดินไม่สะดวกและยังคงนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่
“พี่ชาย!”ลู่โม่พุ่งเข้าไปใกล้ คิดที่จะแบกหยวนซิวขึ้นมา
เหยียนต้ากับสามพี่น้องสกุลหูรีบหันกลับมา คิดที่จะไปช่วยเหลือ
จู่ๆหมูป่าก็เปลี่ยนทิศทาง พุ่งไปหาพวกเหยียนต้าทันที กีบเท้าหมูช่างแข็งแกร่งและทรงพลังเวลากระทบพื้นก่อให้เกิดเสียงดังตึงตัง
หูอี้ถ่งหลบไม่ทันถูกเขี้ยวหมูป่าแทงทะลุเข้าที่น่อง โชคดีที่น้องชายทั้งสองของเขาช่วยเหลือได้ทันเวลาลากเขาออกไปอย่างรวดเร็ว
เหยียนต้าเห็นสถานการณ์ไม่สู้ดีจึงรีบหลบไปยังทิศทางอื่น
ในช่วงเวลาวิกฤติ พวกเขาล้วนตอบสนองตามสัญชาตญาณ
แต่หมูป่าไม่ได้หยุดวิ่ง มันพุ่งตรงมาทางลู่โม่กับหยวนซิว
ลู่โม่แบกหยวนซิวขึ้นหลังไม่ทันก็ได้แต่กัดฟันเอาตัวขวางอยู่ด้านหน้าของหยวนซิว เมื่อเห็นว่าเขี้ยวของหมูป่ากำลังจะแทงทะลุท้องของลู่โม่ลู่ซื่อก็ส่งเสียงอุทาน
ในเวลาเดียวกัน จู่ๆร่างของลู่โม่ก็ล้มไปด้านข้าง เผยให้เห็นหยวนซิวที่อยู่ด้านหลังของเขา
ฉึก!
ตามมาด้วยเสียงอะไรบางอย่างแทงทะลุเนื้อโลหิตสาดกระเซ็นไปทั่ว
หลายคนเอามือปิดตาด้วยความหวาดกลัว
ลู่ซื่อแข้งขาอ่อนแรงจนเกือบเป็นลมทว่าถูกเหวินซิ่วชิงกับหลินเจียย่วนคว้าเอาไว้ได้
ขบวนเนรเทศตกอยู่ในความโกลาหลแต่หลินเสวี่ยจู๋กลับมองเห็นเหตุการณ์ได้อย่างชัดเจน
ขณะที่เขี้ยวหมูป่ากำลังจะแทงทะลุร่างของหยวนซิวเขาที่ทั้งสองมือถือหอกไม้ไผ่เอาไว้สองเล่ม ก็แทงปลายหอกเข้าไปที่ดวงตาทั้งสองข้างของหมูป่าหอกแทงลึกเข้าไปในส่วนหัวของหมูป่าถึงหนึ่งฉื่อ[1]ภายใต้แรงเฉื่อยของหมูป่าที่พุ่งมาข้างหน้า
โลหิตที่ไหลรินนั้นพุ่งออกมาจากดวงตาของหมูป่า
.............................
[1] หนึ่งฉื่อเท่ากับ 33.33 เซนติเมตร