ตอนที่ 1.2
เหตุเกิดขึ้นในลิฟต์ตัวนั้น
“ฮู่ว...นึกว่าจะตายแล้วนะครับ”
หลังจากแน่ใจแล้วว่าประตูห้องเ้านายปิด ไม่มีทางได้ยินเสียงอะไร ตั้งใจจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก การเข้าห้องเย็นครั้งนี้เหมือนลดอายุไขเขาไปเกือบสิบปี
“คุณฟ้าไม่ฆ่าใครตายด้วยเื่แค่นี้หรอก” เลขาผู้อายุงานมากกว่ากลับไปนั่งยังโต๊ะทำงานของตนเองพลางเริ่มทำงานที่ค้างไว้ เธอเอ่ยขึ้นมาเสียงเรียบเหมือนเื่ในห้องไม่ได้ทำให้หวั่นกลัวแม้แต่น้อย
“แปลว่าเื่อื่นก็ไม่แน่หรือครับ!” คนซื่อถามด้วยความใ
“นายก็บ้านะ ทำงานมาเกือบจะครบปีแล้วไม่รู้หรือว่าเ้านายตัวเองเป็คนอย่างไร คุณฟ้าเธอไม่ร้ายถึงขั้นฆ่าคนได้หรอก”
“นั่นไง! ผมก็ว่าตัวเองดูคนถูก แต่มันก็อดกลัวไม่ได้อยู่ดี คุณฟ้าเธอดุจะตาย ยิ่งถ้าไปแตะเื่คุณท่านเธอยิ่งเหมือนอยากเข้ามาบีบคอให้ตายคามือ พี่อ้อมไม่น่าพูดเื่ครอบครัวเธอเลย เกือบโดนไล่ให้ไปทำงานกับคุณท่านแล้ว” ด้วยทำงานอย่างใกล้ชิด จึงรู้ว่าการพูดเื่ครอบครัวของเ้านายเปรียบเหมือนการเดินเข้าไปให้เธอฆ่าทิ้งเสียเปล่า
“เธอไม่ไล่พวกเราหรอก” ...เพราะไม่มีใครเข้าใจเธอนอกจากพวกเรา ประโยคหลังสาวิตรีเลือกที่จะไม่เอ่ยออกมาเพราะไม่รู้ว่าผู้ช่วยของเธอจะเข้าใจมากน้อยแค่ไหนว่าคุณอิงฟ้าที่แสนเก่งกาจ เ้านายที่ตั้งใจชื่นชมและนับถือเป็คนโดดเดี่ยวและน่าสงสารมากเพียงใด
“เอ่อ...แต่พูดก็พูดเถอะครับ คุณอิงฟ้าเป็เ้านายของพวกเรา เราควรฟังท่านก่อนคนอื่นนะครับ”
“พี่ยังถือคำสั่งของคุณฟ้าเป็เื่สำคัญสุด เพียงแต่บางเื่คุณฟ้าตัดสินด้วยอคติของเธอ ถ้าเราหวังดีกับเธอเราควรช่วยเธอตัดสินใจในบางเื่ที่เห็นสมควร”
“โดยการรับน้องของคุณฟ้ามาทำงานตำแหน่งสำคัญทั้งที่เพิ่งจบไม่ถึงเดือนหรือครับ” คนพูดลดเสียงลงกว่าเดิมเพราะกลัวว่าจะเล็ดลอดเข้าไปในห้องเ้านายเมื่อพูดคำว่า ‘น้อง’
“พี่ไม่ได้อยากทำแบบนั้นหรอก แต่ที่ทำเพราะอยากเตือนสติคุณฟ้าเท่านั้นว่าไม่ควรกีดกันสิ่งที่พวกเขาควรได้รับ ส่วนตำแหน่งผู้จัดการร้านอาหารพี่แค่แกล้งลงไปงั้นแหละ ให้คุณฟ้าโมโหจะได้ไม่ทำเป็เมินเฉยไม่สนใจเหมือนแล้วมา” คนสนิทรู้นิสัยของนายสาวดี ถ้าอยากเรียกร้องความสนใจจากเธอต้องทำให้เธอโมโหหรือหงุดหงิดให้ได้ก่อน ไม่งั้นเธอจะปล่อยผ่าน ไม่รู้ไม่เห็นและไม่เซ็นอนุมัติใด ๆ ทั้งนั้น อาจถึงกับเขี่ยแฟ้มนั้นทิ้งเลยด้วยซ้ำ
“อย่างนี้เอง...เพราะถ้าไม่ใช่ตำแหน่งใหญ่ เธอจะยกเลิกทันทีและทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่เรียกพวกเราเข้าไปตำหนิเหมือนเมื่อกี้”
“ใช่ แล้วพวกเราก็ไม่สามารถโต้แย้งอะไรได้นอกจากทำตามคำสั่ง”
“แต่ว่า...ตอนนี้คุณเมฆกับคุณฝนยังถูกปฏิเสธอยู่ดีนะครับ”
สาวิตรียิ้มเหมือนถูกใจกับคำถามของผู้ช่วย “ยกเลิกก็จริง แต่เธอจะเก็บคำพูดของพี่ไปทบทวนและสุดท้ายเธอจะยอมให้พวกเขาเข้ามาทำงานที่นี่ในที่สุด เพราะเธอถือเหตุและผลเป็หลักและจะไม่ยอมใช้อคติของตัวเองมาตัดสินเื่งาน แม้บางทีเธอจะทำแบบนั้นโดยไม่รู้ตัวก็ตามนะ” คุณอ้อมยิ้มอย่างเอ็นดู แม้เ้านายคนนี้จะมีอคติกับครอบครัวแต่เมื่อเป็เื่ที่สำคัญ เธอจะเลือกเหตุและผลก่อนอารมณ์เสมอ
เวลาผ่านไปจนราวสิบเก้านาฬิกา อิงฟ้าหรือนภาสินีเดินทางออกจากบริษัทเพื่อมุ่งตรงไปยังร้านอาหารที่ชอบไปเป็ประจำ ปกติเธอจะเลิกงานไม่เกินหกโมงเย็น ยกเว้นบางวันที่้าใช้ความคิดกับตัวเองเงียบ ๆ จึงอยู่ทำงานต่อจนดึกแล้วไปนั่งจิบไวน์เล่นในร้านอาหารอย่างเช่นวันนี้
เธอเดินออกจากลิฟต์เมื่อตัวเลขโชว์ว่าขึ้นมาถึงชั้นบนสุดของโรงแรมแล้ว ชั้นดาดฟ้านี้ถูกออกแบบให้เป็ร้านอาหารกึ่งบาร์ ตลอดทั้งร้านเต็มไปด้วยดอกไม้เลื้อยสวยงามส่งกลิ่นหอม มันเป็สิ่งหนึ่งที่เธอชอบมากในร้านนี้ เธอก้าวพาส้นสูงเกือบสี่นิ้วตรงไปยังมุมนั่งประจำ มุมโซฟาริมระเบียงดาดฟ้าถูกจัดไว้สำหรับสองที่ แต่เธอมักใช้เพียงที่เดียวเสมอ ใบหน้าหวานหันมองยังชายสวมชุดทักซิโด้สีดำยืนประจำตำแหน่งของบาร์เทนเดอร์ เขามองเธอและพยักหน้าให้เป็เชิงรับรู้ก่อนจะลงมือจัดการเครื่องดื่มประจำให้
“คุณอิงฟ้าควรเชื่อฟังคำสั่งของท่านนะคะ น้อง ๆ ของคุณเพิ่งเรียนจบมาควรได้ทำงานในบริษัทของครอบครัวจะได้ช่วยกันทำให้บริษัทเติบโต”
เครื่องดื่มเย็น ๆ ทำให้อิงฟ้ายอมทบทวนคำพูดของเลขาอย่างไร้อคติ เถียงไม่ได้ว่าคุณอ้อมพูดถูก เธอไม่มีสิทธิ์กีดกันสิ่งที่เด็กพวกนั้นควรได้รับ ในเมื่อพวกเขาเป็ลูกอีกคนของเ้าของบริษัทก็ควรมีส่วนร่วมในการทำงาน แม้จะขัดใจอย่างมากแต่เธอไม่อยากใช้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล
หลังจากนั่งเล่นคนเดียวอยู่เกือบสองชั่วโมง อิงฟ้าคิดว่าถึงเวลาที่ควรกลับบ้านได้แล้วจึงเรียกพนักงานมาเช็กบิล รายการในใบเสร็จไม่มีอะไรมากนอกจากเครื่องดื่มไม่กี่แก้วและผลไม้หนึ่งจาน เธอเพียงอยากมาผ่อนคลายไม่ได้เน้นดื่มอะไรมากมาย สติจึงยังอยู่ครบและสามารถขับรถกลับบ้านได้อย่างที่เคยทำเป็ประจำ
เมื่อเสร็จธุระเื่ค่าใช้จ่ายเรียบร้อยแล้ว แขนเรียวจึงคว้ากระเป๋าถือคู่ใจมาแนบกายแล้วเดินไปยังลิฟต์ ตรงประตูลิฟต์เธอเห็นมีชายหญิงคู่หนึ่งก้าวเข้าไปด้านในแล้ว คิดว่าคงเดินไปไม่ทันจึงไม่เร่งรีบและก้าวไปเรื่อย พลางเก็บบรรยากาศของท้องฟ้ายามค่ำคืนคนเดียวจนมาถึงจุดหมายจึงได้รู้ว่าประตูลิฟต์ยังเปิดรออยู่ เธอมั่นใจว่ามันยังไม่ลงไปยังชั้นล่างแล้วเพิ่งขึ้นมา เพราะเธอจำชายหญิงคู่นี้ได้ว่าเป็คนที่เธอเห็นเมื่อสักครู่
อิงฟ้าก้าวขายาวเข้าไปยังลิฟต์อย่างเกรงใจที่ปล่อยให้ทั้งคู่รอ เธอไม่คิดว่าพวกเขาเห็นเธอและรอเธออยู่จึงรู้สึกซาบซึ้งและอยากเอ่ยขอบคุณสักเล็กน้อย คิดดังนั้นพอประตูห้องโดยสารปิดลงเธอจึงหันไปจะเอ่ยขอบคุณ เพียงแต่ต้องกลืนคำพูดลงคอแทบไม่ทัน เมื่อหันไปเห็นคู่รักแสนใจดีคู่นั้นกำลังจูบกันอย่างดูดดื่ม หรือความจริงแล้วพวกเขาไม่ได้รอเธอแต่กำลังจูบกันเพลินจนลืมปิดประตูลิฟต์กันแน่
“อืม...”
เสียงงึมงำที่ได้ยินยืนยันว่าพวกเขายังคงไม่เลิกรา สาวโชคร้ายอย่างอิงฟ้าจึงได้แต่ยืนเฉยทำเป็ไม่เห็นอะไร ในใจภาวนาให้ถึงชั้นล่างสุดเสียที มันอาจเป็เื่ปกติที่ต้องพบเจอเมื่อมาสถานที่แบบนี้ สาวโสดสนิทอย่างเธอจึงเมินพวกเขาไปอย่างพยายามเข้าใจ
“อืม...ซันอย่าแกล้งสิคะ”
เสียงหวานกระซิบข้างหูของชายหนุ่ม แม้จะเป็เสียงกระซิบแต่คนที่อาศัยโดยสารไปด้วยก็ได้ยินอย่างชัดเจน ความอดทนที่พยายามเก็บไว้อย่างเข้าใจเริ่มใกล้สิ้นสุดลงเมื่อภาพสะท้อนในลิฟต์แสดงให้เห็นว่าฝ่ายชายเอื้อมมือข้างหนึ่งค่อย ๆ รูดซิปด้านหน้าตรงกลางอกของสาวสวยลงช้า ๆ
ขวับ!
จากที่ตั้งใจเมินเฉยไปเสีย เห็นทีจะทนไม่ได้แล้ว นภาสินีคิดว่าเธอควรได้รับความเกรงใจกลับมาบางอย่างที่เธอมอบความเกรงใจให้พวกเขา แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นมันมากเกินไปแล้ว พวกเขาจะนัวเนียกันในลิฟต์ทั้งที่มีคนยืนอยู่ทนโท่เชียวหรือ ดวงตาคู่สวยที่มักมองทุกคนด้วยความเ็าส่งความไม่พอใจไปยังคนสองคน
ด้วยความที่สาวเดรสสีแดงเพลิงหันหลังให้เธออยู่ จึงมีเพียงชายหนุ่มที่ได้รับสายตาไม่ชอบใจของอิงฟ้าไปคนเดียวเต็ม ๆ เธอไม่แปลกใจเลยว่าทำไมสาวตรงหน้าถึงซบแผลงอกกว้างของคนรักอย่างหวงแหนเพราะเขาจัดอยู่ในกลุ่มคนหน้าตาดีเป็อย่างมาก ตาที่มองตอบเธอแม้จะเป็ตาชั้นเดียวแต่กลมโตมีเสน่ห์อย่างคนเ้าเล่ห์ จมูกโด่ง เรียวปากสวยบวมขึ้นเล็กน้อยจากจูบมาราธอนเมื่อครู่ บวกกลับผิวขาวอมชมพูสะอาดตาอย่างคนเ้าสำอาง มองรวมแล้วเป็ผู้ชายหล่อร้ายเหมือนพระเอกเกาหลีเชียวล่ะ ชายหนุ่มคนหล่อเมื่อเห็นว่ามีสาวสวยมองเขาอย่างไม่พอใจจึงส่งยิ้มและยักคิ้วเป็เชิงท้าทายตอบกลับแล้วรั้งสาวของตนเข้ามาจูบอีกครั้งอย่างไม่ลดละ การกระทำที่ได้รับทำให้เ้าของใบหน้าหวานที่มักเรียบเฉยตลอดเวลาขมวดคิ้วทำหน้าบึ้งอย่างโมโห
คนไร้มารยาท! เธอกำลังจะอ้าปากด่าไปตามใจคิดสักประโยคสองประโยคให้พวกเขาสำนึกเสียบ้าง
ครืด...ครืด...
แต่ต้องหยุดสิ่งที่จะทำไว้ก่อนเมื่อโทรศัพท์มือถือส่งเสียงร้องให้เ้าของรับสาย อิงฟ้าเก็บกดอารมณ์โกรธปรับน้ำเสียงตัวเองให้ปกติแล้วรับสายเพื่อนสนิท
“ว่าไงต้า”
[อกหัก มาหาหน่อยยยยย] อีกแล้ว! เธอพูดกับตัวเองในใจ เมื่อปลายสายตอบกลับมาเสียงสดใส
“อยู่ไหน”
[อยู่โรงแรมที่ฟ้าชอบมาอ่ะ แต่อยู่ชั้น3 โซนที่เปิดเป็ผับ ฟ้าอยู่แถวนี้มั้ย มารวมกลุ่มกันหน่อยนะ คิดถึง] เสียงหวานของเพื่อนอีกคนคงแย่งโทรศัพท์คนอกหักมาคุยต่อแทน อิงฟ้ายื่นนิ้วไปกดปุ่มตามชั้นที่เพื่อนบอก ตอนแรกเธอตั้งใจจะลงไปชั้นใต้ดินเพื่อขับรถกลับบ้าน แต่คงต้องไปอีกชั้นแทน
“อยู่โรงแรมนี้พอดี เดี๋ยวไปนะ” กดตัดสายพอดีกับที่ประตูห้องโดยสารเปิดออกเมื่อถึงชั้นที่กด เธอก้าวออกจากลิฟต์แต่ไม่ลืมจะทิ้งคำลาไว้ด้วยน้ำเสียงเรียบตามที่เธอมักใช่ดุพนักงาน
“พวกคุณควรให้ความสำคัญเื่มารยาทบ้างนะคะ”
................................................
พี่ซันกลัวน้องเมินแบบวันก่อนเลยต้องทำตัวให้น้องจดจำ โดนดุ โดนด่าก็ยังดีกว่าไม่อยู่ในสายตาอะเนอะ วันนี้พอแค่นี้ก่อนเจอกันอีกทีพรุ่งนี้ห้าโมงเย็นเวลาเดิมนะคะ