ตระกูลเจินใน่ไม่กี่ปีมานี้มั่งคั่งขึ้นกว่าเดิมมาก มีการขยายลานบ้าน ข้าวของเครื่องใช้และของตกแต่งต่างๆล้วนพิถีพิถัน แม้แต่จำนวนบ่าวรับใช้ก็เพิ่มขึ้นไม่น้อยไม่ต้องพูดถึงเครื่องลายครามและถ้วยน้ำชา ล้วนเป็ของชั้นดีที่สุดในยามนี้
เมื่อนึกถึงชีวิตในยุคปัจจุบันก็กังวลว่าโจวเฉิงิจะติดต่อนางไม่ได้ เขาจะกังวลไหม? หากพูดถึงในยุคปัจจุบัน ทั้งชีวิตนี้ก็มีเพียงโจวเฉิงิคนเดียวที่ห่วงใยนาง หากนางรู้ว่าวาสนาของพวกเขาจะสั้นเช่นนี้นางคงจะปฏิบัติต่อเขาดีกว่านี้ และคงเหลือความเสียใจน้อยลง
ขณะที่นางอยู่ในภวังค์จู่ๆ ก็ได้ยินมารดาพูดขึ้นมา
“สิ่งของเหล่านี้ล้วนเป็ฮ่องเต้ให้คนส่งมาให้แม้ว่าเ้าจะถูกคุมขังในตำหนักลิ่วฉือ แต่ฮ่องเต้ทรงมีเมตตาต่อตระกูลเจินของเรามากใน่ไม่กี่ปีที่ผ่านมาบิดาและพี่ชายของเ้ายังได้รับหน้าที่สำคัญในราชสำนัก”
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว”
ลิ่วซีได้ค้นพบบางอย่างที่แท้อวิ๋นซู่ก็ไม่ได้บอกใครว่านางะโลงจากหน้าผาและเสียชีวิตเขาแค่บอกว่านางทำผิดและถูกขังไว้ในตำหนักลิ่วฉือ ไม่อนุญาตให้ใครออกและเข้าและไม่อนุญาตให้ใครเข้าใกล้ ไม่เช่นนั้น หากใครฝ่าฝืนจะถูกปะาทันที
“ลิ่วเอ๋อร์เ้าแอบออกมาจากตำหนักลิ่วฉือ หากถูกพบเข้า ผลจะเป็อย่างไร?”
แม่ทัพเจินเห็นลิ่วซีเขาย่อมดีใจ แต่กลับกังวลถึงปัญหาบางอย่างอย่างเลี่ยงไม่ได้ หลายปีมานี้ฮ่องเต้เกลียดลิ่วซีเข้ากระดูกดำแม้แต่ชื่อก็ห้ามเอ่ยถึง เขาย่อมรู้ดีที่สุดตอนนี้ได้เห็นลิ่วซี หน้าตาไม่เรียบร้อย ผมเผ้ากระเซอะกระเซิงร่างกายเกรอะไปด้วยฝุ่น ทั้งยังสวมชุดประหลาดจึงนึกว่านางต้องแอบหนีออกจากวังมาเป็แน่
เพราะคำพูดของบิดาทำให้บรรยากาศที่อบอุ่นชะงักค้างบิดามารดาพี่น้องต่างมองนางอย่างกังวลใจ หลังจากความยินดีที่ได้พบหน้าผ่านพ้นไปสีหน้าของหลายๆ คนจึงเริ่มสงบลง
ลิ่วซีรีบเอ่ยปลอบใจ
“ไม่เป็ไรตำหนักลิ่วฉือไม่มีใครเดินเข้าออกได้ ย่อมไม่มีคนรู้ว่าข้าไม่อยู่ข้าแค่คิดถึงพวกท่าน เลยอยากกลับมาหาพวกท่าน ไว้ค่อยหาโอกาสกลับเข้าไปก็ได้”
แม้ว่าลิ่วซีจะเอ่ยปลอบใจเช่นนี้แต่ในใจนางยังคงเป็กังวล การที่นางรีบกลับมาตระกูลเจินเช่นนี้ มันจะนำพาความตายมาสู่ครอบครัวของนางหรือไม่? นางคิดไม่รอบคอบเอง
“ซีเอ๋อร์พ่อทำผิดต่อเ้า ตลอดเวลาที่ผ่านมาพ่อช่วยเ้าออกมาจากตำหนักลิ่วฉือไม่ได้เลย”
เมื่อมารดาของนางได้ยินเช่นนั้นน้ำตาก็ไหลพรากออกมาทันที
“บิดากับพี่ชายของเ้าแม้ว่าจะสู้รบในสนามรบมาหลายครั้ง มีอำนาจในราชสำนักและได้รับคำชื่นชมจากฮ่องเต้แต่อย่างไรก็ตาม กลับไม่สามารถแม้แต่จะเอ่ยถึงเ้าต่อพระพักตร์ฮ่องเต้ได้ เมื่อสองสามปีก่อนบิดาเ้าก็ขอร้องแทนเ้า แต่ทันทีที่มีการเอ่ยนามของเ้าฮ่องเต้ทรงมีสีหน้าเคร่งขรึมและโกรธเคืองในทันทีทำให้เหล่าขุนนางและทหารในราชสำนักต่างต้องคุกเข่าลงแม้ว่าบิดาของเ้าจะควบม้าในสนามรบมาทั้งชีวิต มีการสู้รบแบบใดบ้างที่ยังไม่เคยเห็น?แต่หลังจากเห็นท่าทางของฮ่องเต้กลับมาเขาก็ป่วยหนัก สองปีมานี้ อารมณ์ของฮ่องเต้เปลี่ยนไปมากไม่มีใครในราชสำนักกล้าพูดกับพระองค์ ตราบใดที่มีคนขัดพระทัยโทษเบาก็จะถูกลดตำแหน่ง แต่หากโทษหนักก็จะถูกออกจากตำแหน่งพระองค์เป็อัจฉริยะในการปกครองใต้หล้า แต่ทรงเผด็จการและเย่อหยิ่งประชาชนทั่วไปในรัชสมัยนี้ต่างยกนิ้วให้ เพราะใต้หล้านี้สงบสุขชีวิตของราษฎรล้วนดีกว่ายามเป็รัชสมัยก่อนร้อยเท่า มีแค่กับพวกขุนนางอย่างเราๆเท่านั้น อย่างที่ว่าไว้อยู่ใกล้ฮ่องเต้เหมือนอยู่ใกล้เสือ”
มารดานางยังคงอยากจะพูดต่อแต่ถูกบิดาของนางห้ามเอาไว้เสียก่อน
“เป็สตรีใยต้องพูดให้มากความ”
มารดาของนางมองไปยังบิดาก่อนจะก้มหน้าแล้วมองไปที่ลิ่วซี แต่ยังอดไม่ได้ นางพูดต่ออีกว่า
“บิดาของเ้ากับพี่ชายเ้าไม่กล้าเอ่ยถึงเ้าต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้อีก คนในวังหลวงต่างเกรงกลัวตำหนักลิ่วฉือราวกับสัตว์ร้ายใครก็ตามที่ได้ยินเป็อันต้องหลีกเลี่ยง เราทำได้เพียงร้อนใจเท่านั้นนอกเหนือจากนั้นก็ไม่มีสิ่งใดที่สามารถทำได้! “
“ซีเอ๋อร์เ้าไปทำสิ่งใดผิดกันแน่ ถึงได้รับการปฏิบัติเช่นนี้? แม้ว่าในอดีตเ้าจะค่อนข้างเอาแต่ใจ แต่เ้าย่อมรู้ว่าอะไรสำคัญไม่สำคัญไม่มีทางทำเื่ที่นอกลู่นอกทางเด็ดขาด”
คำพูดของพวกเขาทำให้ลิ่วซีเข้าใจ ดูเหมือนว่าตระกูลเจินจะไม่ใช่สถานที่ที่นางจะอยู่นานๆ ได้ต้องหนีไปให้เร็วที่สุด นางไม่นึกว่าอวิ๋นซู่จะเกลียดชังนางถึงเพียงนี้
การมาของนางไม่้าให้บรรดาบ่าวไพร่รับรู้มากนัก ดังนั้นบิดามารดาของนางจึงจัดที่ให้นางไปนอนเร็วๆแต่ยังคงเป็ห้องนอนเก่าของนาง ในเรือนนั้นเปิดหน้าต่างไว้ ด้านนอกเป็สวนดอกไม้มีแมลงส่งเสียงร้องดังระงม บนท้องฟ้าเต็มไปด้วยดวงดาว นางนั่งริมหน้าต่าง ลมเย็นๆพัดโชยมา จนกระทั่งถึงยามนี้นางก็ยังรู้สึกแปลกๆ อยู่บ้าง
ตอนนี้นางกำลังฝันอยู่หรือเปล่าหรือชีวิตยี่สิบกว่าปีในยุคปัจจุบันของนางเป็ความฝัน? ระหว่างสิ่งที่เหมือนกับความจริงและฝันนี้ นางยังรู้สึกเหลือเชื่อคนเรามีชาติก่อนจริงๆ หรือว่านางจะย้อนกลับมายังชาติที่แล้วของนางจริงๆ
นางนั่งอยู่ชั้นบนของอาคารความทรงจำมากมายไหลทะลักเข้ามาในหัวของนาง อวิ๋นซู่เคยนั่งตรงนี้นางเคยแอบพาเขามาที่นี่ และเป็เวลากลางคืนเช่นนี้ ที่เขาสัญญาว่าจะใช้ชีวิตกับนาง
ยามนั้นเขายังเป็องค์ชายสามฉลาดและกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ กล้าหาญและดุดันติดตามอดีตฮ่องเต้ไปโจมตีเมืองยึดแคว้นทั่วสารทิศ อายุยังน้อยแต่กล้าหาญและมีแผนการทว่าเพราะชาติกำเนิดนั้นเทียบไม่ได้กับองค์ชายองค์อื่นๆและยิ่งไม่มีทางที่จะเทียบกับองค์ชายใหญ่ได้เพราะมารดาของเขาเป็เพียงนางกำนัลในวัง ก่อนจะสิ้นใจก็ไร้ชื่อไร้ฐานะฮ่องเต้องค์ก่อนไม่เคยให้ความสำคัญเขา
ลิ่วซีจำวันสารทจีนปีนั้นได้อวิ๋นซู่ขี่ม้าพานางไปที่ชานเมือง ทิ้งกระดาษเงินลงบนแม่น้ำเขาชี้ไปที่แม่น้ำแล้วกล่าวกับนาง
“สักวันข้าจะสร้างสุสานราชวงศ์ให้กับนาง ให้ใต้หล้านี้มาคำนับต่อนาง”
ตอนนั้นมารดาของเขาเป็แค่นางกำนัลหลังจากสิ้นใจแม้แต่ที่ฝังศพก็ไม่มี ยามนั้นที่อวิ๋นซู่กล่าวเช่นนี้ลิ่วซีไม่เข้าใจสายตาของเขา ชีวิตของเขาถูกบงการด้วยความเกลียดชัง ทะเยอทะยานทั้งหมดนี้ล้วนฝังลึกไว้ในใจของเขา
หรือลิ่วซีอาจจะเข้าใจแต่ไม่กล้ายอมรับ
ดังนั้นต่อมาขณะที่เขา้าแต่งงานกับองค์หญิงแคว้นเป่ยเจวี๋ย ชางรั่วอวี้ เป็พระชายานางไม่กินไม่ดื่ม ใช้ความตายมาข่มขู่
“เ้าจำได้หรือไม่ตอนที่เ้าพาข้าเข้าวังมา เ้าสัญญากับข้าว่าอย่างไร จะมอบชีวิตที่สุขสบายกับข้า”
เขาพูด
“อาซีนี่เป็เพียงแผนการเฉพาะหน้า ข้าอยากให้เ้ามีชีวิตที่มีความสุขและสบายแต่ข้าจำเป็ต้องแย่งชิงสิ่งที่ควรแย่งชิงแม้ว่าในราชสำนักจะมีขุนนางใหญ่แอบให้การสนับสนุนข้าแต่เสด็จพ่อไม่มีทางยกบัลลังก์แก่ข้า องค์ชายคนอื่นๆ ต่างจับตามองดูข้ามีดวงตากี่คู่ที่จ้องมาที่ข้า หวังให้ข้าทำผิดพลาดเพื่อที่ข้าจะไม่มีทางฟื้นคืนมาได้ตลอดไป ข้าต้องแต่งงานกับแคว้นเป่ยเจวี๋ยข้าจำเป็ต้องได้รับการสนับสนุนจากกองกำลังทหารของพวกเขา อาซี เ้าให้เวลาข้านะ”
ตอนนั้นลิ่วซีเข้าใจแล้ว ความทะเยอทะยานของเขายิ่งรู้จักเขายิ่งรู้ว่าในใจของเขานั้นแผ่นดินสำคัญกว่าหญิงงามและชางรั่วอวี้นั่นก็เป็หญิงงามที่ล่มเมือง
เขาบอกว่า
“อาซีชีวิตข้าเกิดในราชวงศ์ ั้แ่เกิดมา วิชาที่ได้ร่ำเรียนนั้นคือการแย่งชิงจะทำอย่างไรให้ตัวเองได้มาซึ่งอำนาจในราชสำนัก”
จากการตัดสินใจของเขานางเองก็ไร้หนทาง
สุดท้ายเขาก็แต่งงานกับชางรั่วอวี้แผนการที่พาไปสู่ความสำเร็จนั้นยังคงเป็เหตุผลหลัก กระทั่งชางรั่วอวี้ตั้งครรภ์
ลิ่วซีในตอนนั้นนางมีนิสัยแข็งกระด้างและเอาแต่ใจตัวเอง นางจะยอมปล่อยชางรั่วอวี้ไปได้อย่างไรเป็ที่ทราบกันดีว่านางสร้างความลำบากให้กับชางรั่วอวี้ไปทุกหนแห่ง
ในตอนแรกอวิ๋นซู่ยังตามใจนางมาก ไม่ว่านางจะทำอย่างไรกับชางรั่วอวี้ เขาก็ไม่เคยสนใจ จนกระทั่งชางรั่วอวี้แท้งโดยบังเอิญและปิ่นปักผมดอกโบตั๋นหยกสีขาวของนางปักลงไปที่อกของชางรั่วอวี้เขากลับกลายเป็คนโเี้ บ้าคลั่ง ไม่เลือกปฏิบัติ กระทั่งเหตุผลใดๆเขาก็ไม่เอ่ยถาม กักขังนางไว้ในตำหนักลิ่วฉือ
นางร้องไห้และโวยวาย
“ข้าไม่ได้ทำร้ายนางนางหกล้มไปเอง ปิ่นหยกนั่นก็เป็นางที่ปักอกตัวเอง นางเป็สตรีร้ายกาจ”
แต่ทั้งหมดก็ไร้ประโยชน์สายตาที่อวิ๋นซู่มองมาที่นางในคือสายตาไร้ซึ่งความอ่อนโยนและความรักเขามองนางอย่างเ็า ไม่ว่านางจะร้องไห้อย่างไร ก็ไม่ช่วยบรรเทาเลยแม้สักนิด
ท่าทางที่น่าสงสารของชางรั่วอวี้นั้นกลับได้รับการทะนุถนอมจากบุรุษมากกว่าเมื่อเทียบกับการร้องไห้โวยวายของนาง นอกจากนี้เื้ันางยังมีอ๋องจากแคว้นเป่ยเจวี๋ยมาเรียกร้องหาความยุติธรรมแทนนาง
ไม่มีใครสนใจความเป็ความตายของลิ่วซีในตำหนักลิ่วฉือ มีเพียงตะเกียงไฟคอยอยู่เป็สหายและในที่สุดนางก็สูญเสียเืเนื้อของอวิ๋นซู่ไปจากนั้นนางะโลงจากหน้าผาและเสียชีวิต
พอคิดถึงวันเ่าั้นางยังคงหนาวสั่น ยิ่งกว่านั้นตอนนี้นางสุขุมและควบคุมตนเองได้มากกว่าเมื่อก่อนและนางก็มีประสบการณ์ชีวิตมากมาย นางไม่ยกบุรุษเป็ศูนย์กลางอีกต่อไปและไม่้าใช้ชีวิตร่วมกับใครอีก
นาง้าอยู่ด้วยตัวเอง
นางอยู่ในตระกูลเจินได้ไม่นานนักและไม่อาจลากครอบครัวเข้ามาเกี่ยวข้องได้ ให้อวิ๋นซู่คิดต่อไปว่านางตายไปแล้วและให้ทุกคนคิดว่านางยังอยู่ในตำหนักลิ่วฉือต่อไป
สองวันต่อมานางคุยกับบิดามารดาและพี่ชายของนาง พูดถึงเื่ต่างๆ ในอดีตแต่นางยังคงปิดปากเงียบไม่พูดถึงเื่อวิ๋นซู่
อยู่ๆนางก็นึกถึงคนคนหนึ่ง จึงเอ่ยถาม
“ท่านพ่อท่านทำากับแคว้นเสวียนมาหลายปี เคยเห็นองค์รัชทายาทแคว้นเสวียนหรือไม่?”
สิ่งที่ลิ่วซีคิดก็คือถ้าหากนางไม่มีที่ไปจริงๆ บางทีนางอาจจะหนีไปหาเหย่เลี่ยได้ เช่นเดียวกับทุกครั้งที่ผ่านมา ตราบใดที่นางตกอยู่ในอันตรายเหย่เลี่ยมักจะปรากฏตัวขึ้น
เหย่เลี่ยเหย่เลี่ย ดูเหมือนว่าเื่สำคัญเื่หนึ่งจะถูกลืมไปแล้ว คล้ายจะนึกออกแต่ก็ลืมไปจนนึกไม่ออก เลือนรางนักและใบหน้าของเหย่เลี่ยก็ทับซ้อนกับใบหน้าของไต้ซืออู๋เสวียน
แคว้นเสวียนเป็แคว้นที่ลึกลับแต่มีสีสันเชี่ยวชาญด้านการแพทย์ ยาพิษ คาถาและราษฎรพวกเขาเคารพผู้ปกครองแคว้นของของพวกเขามาก
หลังจากฟังคำถามของลิ่วซีแล้วแม่ทัพเจินก็ครุ่นคิดก่อนจะพูด
“ตอนที่ไปแคว้นเสวียนเมื่อสองปีก่อนข้าเห็นเขาอยู่หลายครั้งจากที่ไกลๆ ตอนแรกคิดว่าเขาเป็เพียงบัณฑิตที่เจียมเนื้อเจียมตัวจึงไม่เห็นเขาในสายตา แต่หลังจากรบสองสามครั้ง กลับทำให้พวกเราใมากกลุ่มของเขามีระเบียบวินัยและจิติญญาของทหารสูงนัก ไม่ว่าทหารหรือผู้นำทัพต่างเชื่อฟังคำสั่งการของเขา ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเรามีคนในราชสำนักมากกว่า ด้วยความสามารถของข้าเกรงว่าคงพ่ายแพ้กับเขาไปแล้วข้าชื่นชมคนอย่างเขามาก หากแคว้นเสวียนได้เขาเป็ผู้นำทัพเกรงว่าแคว้นและราชวงศ์พวกเราคงถูกกดดันเป็แน่?”
แม่ทัพเจินไม่กระดากอายที่จะเอ่ยชมคู่ต่อสู้อย่างเปิดเผยและลิ่วซีก็มีความสุขที่ได้ยินเื่นี้ ไม่ว่าฐานะของนางกับเหย่เลี่ยจะเป็อย่างไรแต่ในใจของนาง เขาถือว่าเป็สหายสนิทของนาง
“แต่เสียดายที่เหย่เลี่ยไม่สนใจในอำนาจเขารักอิสระและรักการท่องใต้หล้า”
แม่ทัพเจินมองลิ่วซีก่อนจะพูดต่อ
“ซีเอ๋อร์ข้ารู้ว่าพวกเ้ามีมิตรภาพที่ดีต่อกัน ตอนเด็กๆเ้าติดตามข้าทำาจนถึงแคว้นเสวียน และถูกจับเป็ตัวประกันดังนั้นเ้าถึงได้รู้จักเขาและได้รับการปกป้องจากเขา ทำให้ไม่ได้รับความลำบากอะไรพ่อเองก็รู้สึกขอบคุณเขามาก แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งสองแคว้นของเราเป็ศัตรูกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่เ้าอยู่ในวังหลวง จะต้องระวังให้มาก”
“ข้ารู้”
ตอนนั้นที่นางยังอยู่ในวังลิ่วซีปิดบังเื่นี้มาตลอด และอวิ๋นซู่ก็ไม่รู้ว่านางมีมิตรภาพที่ดีกับเหย่เลี่ยหลังจากที่เข้าไปในตำหนักลิ่วฉือ เวลากลางคืนเหย่เลี่ยมักจะหลีกเลี่ยงอุทยานหลวงเพื่อมาเยี่ยมนางพร้อมสุราข้าวอุ่นๆดื่มสุราและพูดคุยกับเขา เป็ชีวิตที่มีความสุขมาก
พอนึกขึ้นมาตอนนี้แล้วหัวใจนางพลันมีกระแสอบอุ่นไหลเวียนในโลหิต ลิ่วซีตอนนั้น เหย่เลี่ยในตอนนี้ช่างดีเหลือเกิน
แต่ตอนนี้หลังจากที่บิดาของนางเอ่ยเตือนขึ้นมา แคว้นเสวียนนางก็ไปไม่ได้ไม่เช่นนั้นนางจะถูกตั้งข้อหาฏอย่างแน่นอนซึ่งย่อมจะได้รับโทษปะาชีวิตเก้าชั่วโคตร!
การกลับมายังยุคนี้อย่างกะทันหันนางไม่คิดว่าจะกลับไปยังยุคปัจจุบันไม่ได้อีก
เพื่อครอบครัว ทำได้เพียงต้องโกหก
“พรุ่งนี้ข้าจะกลับวังแล้วครั้งนี้ ไม่รู้ว่าจะได้เจอกันอีกเมื่อไร!”
“เ้ากลับไปรอพ่อหาหนทางช่วยเ้าออกมา แม้ว่าฮ่องเต้ประสงค์จะปะาข้าข้าก็จะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อช่วยเ้า!”
“อย่าทำเยี่ยงนั้นเลย! แม้ว่าตำหนักลิ่วฉือจะเงียบเหงาไปสักหน่อยแต่ชีวิตของข้าก็สงบสุข ข้าไม่้าต่อสู้กับใครชีวิตข้ามีความสุขมากกว่าเมื่อก่อน แค่เราได้พบกันน้อยลงเท่านั้น ไม่เป็ไร…ข้ารู้ว่าพวกท่านมีชีวิตที่ดีก็พอแล้ว!”
ลิ่วซีหยุดบิดาและพี่ชายของนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อไม่ให้พวกเขาหาทางช่วยเหลือนาง มิฉะนั้นความลับจะถูกเปิดเผย
มารดาของนางฟังแล้วก็น้ำตาซึม
“ซีเอ๋อร์ ลำบากเ้าแล้ว!”
แค่ประโยคนี้ลิ่วซีก็เกือบควบคุมน้ำตาไม่ได้ เมื่อปีนั้นพวกเขาเคยเกลี้ยกล่อมนางวังหลังนั้นไม่ใช่สถานที่ที่ดีนัก ด้วยนิสัยของนางไม่ช้าก็เร็วต้องเกิดเื่ทว่าตอนนั้นนางก็ยึดถือความรักเล็กๆ ที่อวิ๋นซู่มีต่อนาง ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำก้าวเข้าไปในตำหนักลึกหลังกำแพงสีแดงอย่างมั่นใจแต่สุดท้ายก็ยังตกอยู่ในสภาพเช่นนี้
พี่ชายดื่มสุราไปด้วยใบหน้าโศกเศร้า
“ถ้าปีนั้นเป็องค์รัชทายาทขึ้นครองราชย์บางทีน้องพี่อาจไม่ต้องทนทุกข์แบบนี้ก็ได้ องค์รัชทายาทอ่อนโยนและอ่อนน้อมถ่อมตนใช้คุณธรรมโน้มน้าวใจผู้คน...”
แม่ทัพเจินเอ่ยห้ามปรามเขาอย่างเข้มงวด
“อย่าพูดไร้สาระ!”
หัวใจของลิ่วซีกระจ่างขึ้นทันทีต้องมีขุนนางผู้ซื่อสัตย์หลายคนที่ยังคงสนับสนุนองค์ชายใหญ่ในราชสำนักดูเหมือนว่าสถานะของอวิ๋นซู่จะยังไม่มั่นคง