เพื่อเร่งความคืบหน้าในการตัดไม้และเพื่อประหยัดเวลาในการเดินทางไปกลับหลี่เกินเซิงและเลขาธิการเจียงจึงให้ทุกคนนำอาหารไปกินบนภูเขา
อย่างไรก็ตามตอนนี้อากาศร้อน การกินอาหารเย็นก็ไม่ใช่ปัญหา
ดังนั้นตั้งแต่เช้าที่ออกไปเขาก็ยังไม่ได้พบกับเจียวเจียวของเขาเลย คิดถึงเธอแทบขาดใจ
“เจียวเจียว ผมไปอาบน้ำก่อนนะ” เซียวหยวนหมิงมองเธอด้วยแววตาอาลัยอาวรณ์
ซูเจียวเจียวยิ้มมุมปากอย่างขบขันเมื่อเห็นแววตาอ้อนวอนของเขา “คนโง่เอ๊ยรีบไปอาบน้ำเถอะ ฉันเตรียมน้ำอุ่นไว้ให้ในห้องน้ำแล้วค่ะเสื้อผ้าของคุณก็วางไว้เรียบร้อยแล้ว มีกระติกน้ำร้อนอยู่ข้างในถ้าคิดว่าน้ำเย็นไปก็เติมเองนะคะ”
“ได้ครับ” เซียวหยวนหมิงพยักหน้าแล้วเดินเข้าไปในห้องน้ำ
ซูเจียวเจียวทอดกายลงบนเก้าอี้หวายในลานบ้านพลางโบกพัดคลายร้อน สายตาจับจ้องไปยังหมู่ดาวระยิบระยับที่ประดับท้องฟ้าได้ยินเสียงกบและจักจั่นประสานเสียงขับกล่อมจากภายนอก จิตใจสงบราวกับผืนน้ำ
ดูเหมือนว่าชีวิตเช่นนี้ก็ไม่เลวเลยใช้ชีวิตเรียบง่ายไปจนแก่ชราไปพร้อมกับคนที่รัก
ไม่มีความวุ่นวายของเมืองใหญ่ในยุคหลังและไม่มีความหรูหราฟุ้งเฟ้อที่ทำให้คนหลงระเริง…
ในยุคนี้ผู้คนต่างดำเนินชีวิตอย่างเชื่องช้าไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีวีแชต การส่งจดหมายฉบับหนึ่งต้องใช้เวลานานแสนนานความรักของคนหนึ่งต้องใช้ตลอดชีวิต การรอคอยคนหนึ่งก็ต้องใช้ตลอดชีวิตแต่นั่นคือความเรียบง่ายและความบริสุทธิ์ที่มีค่ายิ่ง
ขณะที่ซูเจียวเจียวกำลังคิดถึงเรื่องอื่นเสียงของเซียวหยวนหมิงก็ดังมาจากห้องน้ำ “เจียวเจียวช่วยหยิบของให้ผมหน่อยสิ”
ซูเจียวเจียวลุกขึ้นเดินไปที่หน้าห้องน้ำแล้วถาม “คุณจะเอาอะไรคะ?”
“กางเกงใน”
“ได้ค่ะ” ซูเจียวเจียวเดินไปสองก้าวแล้วหยุดชะงักด้วยความสงสัย “ฉันจำได้ว่าหยิบกางเกงให้คุณแล้วนี่คะ!”
“ไม่ได้หยิบให้สักหน่อย”
“เป็นไปไม่ได้ ฉันหยิบแล้วจริงๆ นะ” เธอขมวดคิ้วด้วยความสงสัย“คุณทำตกพื้นเองหรือเปล่าคะ?”
“ไม่ครับ ไม่เชื่อคุณก็เข้ามาดูสิ”
ซูเจียวเจียวกำลังจะเดินจากไปก็เห็นประตูห้องน้ำเปิดออกเล็กน้อย แล้วมือข้างหนึ่งก็ยื่นออกมาจับข้อมือของเธอแล้วดึงเธอเข้าไปในห้องน้ำ
แล้วประตูก็ถูกปิดลงเสียงดัง‘ปัง!’
ซูเจียวเจียวถูกดันชิดกำแพงเธอเงยหน้าขึ้นก็สบเข้ากับดวงตาคู่หนึ่งที่ลึกซึ้งและแฝงรอยยิ้มดวงตาสีดำเป็นประกายของเขาอบอวลไปด้วยไอน้ำแต่ลึกเข้าไปในดวงตานั้นกลับแฝงไว้ด้วยความเจ้าเล่ห์ที่ชวนหลงใหล
ผมสั้นยุ่งเหยิงเปียกชุ่มไปด้วยหยดน้ำที่ร่วงหล่นไม่ขาดสายหยาดน้ำใสไหลลงมาตามหน้าผากที่เกลี้ยงเกลา ผ่านสันจมูกที่โด่งเป็นคมแล้วไหลลงมาตามคางที่งดงามสมบูรณ์แบบ ผ่านลูกกระเดือกที่นูนเด่นอย่างมีเสน่ห์ก่อนจะหายไปในอกที่ผอมเพรียวแต่แข็งแกร่งของเขา
ซูเจียวเจียวกลืนน้ำลายลงคออย่างไม่รู้ตัวรู้สึกปากแห้งผากไปหมด
ข้างล่างคือเรียวขาแกร่งที่ยาวตรง
“นี่คุณ!”
ใบหน้าของซูเจียวเจียวแดงก่ำทันทีเธอไม่กล้าแม้แต่จะมองลงไปข้างล่าง ดวงตาคู่สวยจ้องมองเขาด้วยความไม่พอใจนัก
เซียวหยวนหมิงยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์แล้วดันหญิงสาวชิดกำแพง “คุณคือภรรยาของผมนะ”
เขามีรูปร่างสูงใหญ่ในห้องน้ำแคบๆ แห่งนี้ กลับยิ่งส่งให้บรรยากาศรอบกายเต็มไปด้วยแรงกดดันเปี่ยมไปด้วยอำนาจและเสน่ห์ ยิ่งทำให้พื้นที่จำกัดนี้ดูอึดอัดคับแคบลงไปอีก
ซูเจียวเจียวเอื้อมมือไปบีบแก้มของเขาแล้วกระซิบข้างหูเขาเบาๆ ว่า “คุณนี่ใจกล้าขึ้นทุกวันจริงๆไม่รู้หรือไงว่าพี่สาวกำลังทำอาหารอยู่ในครัว? ถ้าเธอออกมาเห็นเข้าคุณไม่อายบ้างหรือไง?”
…
ในครัวเซียวหยวนซินเห็นว่าน้ำแกงไก่ใกล้จะเสร็จแล้วจึงเดินไปที่ลานบ้านเพื่อเรียกซูเจียวเจียวมากินข้าว แต่กลับไม่เห็นใครเลยมีเพียงแสงไฟจากตะเกียงน้ำมันก๊าดที่ลอดออกมาจากห้องน้ำ
“อาหมิง เห็นเจียวเจียวไหม?”
เซียวหยวนซินเดินเข้ามาใกล้แล้วถาม
ซูเจียวเจียวรู้สึกเหมือนหัวใจจะหลุดออกมาจากอกมันเต้นระรัวไม่เป็นจังหวะ
เธอตกใจจนไม่กล้าส่งเสียงใดๆออกมาเพราะกลัวว่าจะถูกจับได้ ไม่อย่างนั้นคงได้อับอายขายหน้าแน่
เซียวหยวนหมิงตะโกนออกไปข้างนอกอย่างหน้าไม่อายว่า“เหมือนเมื่อครู่ได้ยินเจียวเจียวบอกว่า จะไปดูที่ดินส่วนตัวน่ะครับ”
ข้างนอกมีเสียงบ่นพึมพำของเซียวหยวนซินด้วยความสงสัย“ดึกป่านนี้แล้ว เจียวเจียวจะไปที่ดินส่วนตัวทำไมกันนะ?”
แล้วเซียวหยวนซินก็ตะโกนอีกครั้ง“อาหมิง อาบน้ำเสร็จแล้วก็ยกกับข้าวไปที่ห้องโถงเลยนะเดี๋ยวฉันจะไปตามเจียวเจียว แล้วแวะไปรับหยวนหยวนที่บ้านป้าหวังข้างๆ ด้วย”
“ทราบแล้วครับ” เซียวหยวนหมิงตอบรับเสียงดังแต่ดวงตากลับจับจ้องไปยังซูเจียวเจียวที่หน้าแดงก่ำพิงกำแพงอยู่ไม่กะพริบ
“พี่สาวผมไปแล้ว”
ซูเจียวเจียว"…"
“คุณหลอกพี่สาวแบบนี้คิดดีแล้วจริงๆ เหรอคะ ระวังเธอตีคุณตายนะ!”
“พี่สาวผมไม่กล้าหรอก” เซียวหยวนหมิงหัวเราะเบาๆ
ครู่ต่อมาซูเจียวเจียวก็ออกมาจากห้องน้ำด้วยสีหน้ากระสับกระส่ายเมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่ในลานบ้าน เธอจึงถอนหายใจโล่งอก
แต่แขนของเธอปวดจะแย่อยู่แล้ว
ตาบ้านี่ยิ่งนานวันยิ่งร้ายกาจขึ้นเรื่อยๆ …
เธอชักจะรับมือไม่ไหวแล้วนะ!
ไม่นานหลังจากนั้นเซียวหยวนหมิงก็แต่งตัวเรียบร้อย ดูสดชื่นกระปรี้กระเปร่าออกมาจากห้องน้ำเช่นกันมือหนึ่งหิ้วถังเปล่า อีกมือถือตะเกียงน้ำมันก๊าด
“เอ๊ะ เจียวเจียวกลับมาตั้งแต่เมื่อไร? เมื่อครู่ฉันไปตามหาเธอทั่วที่ดินส่วนตัวแล้วแต่ไม่เห็นเลย”
เซียวหยวนซินจูงหลิวหยวนหยวนกลับมาเมื่อเห็นซูเจียวเจียวยืนอยู่ในลานบ้าน เธอก็อดไม่ได้ที่จะถามด้วยความสงสัย
โชคดีที่ลานบ้านกว้างมากและเธอก็ยืนหันหลังให้แสงตะเกียงน้ำมันก๊าดดังนั้นเซียวหยวนซินจึงมองไม่เห็นใบหน้าที่แดงก่ำของซูเจียวเจียว
ซูเจียวเจียวตอบอย่างกระสับกระส่ายว่า“ฉันกำลังจะไปที่ดินส่วนตัวค่ะแต่เดินไปครึ่งทางแล้วพบว่าทางมืดเกินไป ก็เลยกลับมาก่อน”
เซียวหยวนซิน“แล้วทำไมฉันถึงไม่เจอคุณระหว่างทางล่ะเนี่ย?”
“ฉันเดินอ้อมไปอีกทางหนึ่งค่ะ” ซูเจียวเจียวกลัวว่าเซียวหยวนซินจะถามต่อจึงรีบเปลี่ยนเรื่อง “พี่หยวนซินคะ น้ำแกงไก่เสร็จแล้วพวกเรากินข้าวได้แล้วใช่ไหม? เดี๋ยวฉันจะยกกับข้าวออกไปเองค่ะ”
โชคดีที่เซียวหยวนซินไม่ถามต่อ“มือเธอยังเจ็บอยู่เลย ให้ฉันยกกับข้าวเองดีกว่า”
พูดจบเซียวหยวนซินก็เดินเข้าครัวไปยกกับข้าว
ซูเจียวเจียวมองมือซ้ายที่บาดเจ็บและถูกพันผ้าไว้แล้วมองมือขวาที่เพิ่งออกกำลังกายเสร็จ ซึ่งตอนนี้ปวดเมื่อยไปหมดเธอช่างลำบากเหลือเกิน…
ไม่นานนักอาหารก็วางอยู่บนโต๊ะทั้งหมด ซูเจียวเจียว เซียวหยวนหมิง เซียวหยวนซินและหลิวหยวนหยวนสี่คนนั่งประจำที่
หลิวหยวนหยวนร้องด้วยความยินดี“โห! น้ำแกงไก่วันนี้หอมจังเลยค่ะ!”
ซูเจียวเจียวกล่าวว่า“เพราะน้ำแกงไก่วันนี้ใส่เห็ดหลินจือลงไปด้วยนะ” เธอหันไปมองเซียวหยวนหมิง แล้วพูดต่อ “ฉันเห็นว่ามีเห็ดหลินจือห้าดอกเลยกะว่าจะเก็บไว้ทานเองหนึ่งดอก ที่เหลือก็เก็บไว้ค่ะ”
“คุณจัดการได้เลย ไม่ต้องถามผมก็ได้” แววตาของเซียวหยวนหมิงอ่อนโยนราวกับเป็นคนละคนกับเขาที่ดุดันแข็งกร้าวเมื่อครู่
ระหว่างที่พูดเขาก็ตักน้ำแกงไก่ชามใหญ่มาวางตรงหน้าซูเจียวเจียว ซึ่งมีน่องไก่ชิ้นใหญ่อยู่ด้วย“เจียวเจียว คุณทำงานหนักแล้ว กินเยอะๆ นะ”
ซูเจียวเจียวมุมปากกระตุก
เซียวหยวนหมิงคีบน่องไก่อีกชิ้นให้หลิวหยวนหยวน
เซียวหยวนหมิงและเซียวหยวนซินต่างก็ได้รับปีกไก่คนละชิ้นเช่นเคยและต่างก็ตักน้ำแกงไก่และเนื้อไก่ชามใหญ่คนละชาม
น้ำแกงไก่ที่ใส่เห็ดหลินจือตังกุย และพุทราจีน แต่ปริมาณที่ใส่ไม่มากนัก มีกลิ่นหอมของยาจางๆ แต่ก็ไม่ฉุนอร่อยล้ำเกินบรรยาย