แป้งร่ำไม่รู้ตัวเหมือนกันว่าพาหนะคันใหญ่ที่ขับออกมาแล่นอยู่บนท้องถนนนานเท่าไหร่ไม่รู้ตัวสักนิดว่ารถยนต์ของเธอวิ่งฝ่าความเร็วบนท้องถนนโล่ง...ข้างทางที่มองผ่านแม้จะเห็นตึกรามบ้านช่องเรียงอยู่ติดกันเป็นแถว แต่ภาพเหล่านั้นก็พร่ามัวหรือนั่นอาจเป็นเพราะม่านน้ำตาที่เอ่อท้น
เธอใช้หลังมือปาดน้ำใสกะพริบตารัวเร็วเพื่อขับไล่ความอัดอั้นที่สุมอยู่ในอก...นี่หรือคือเวลาที่เธอรอคอยนานนับสิบกว่าปี มันคุ้มค่ากับหัวใจของเธอหรือไม่ ที่ยังคงฝังจำกับเขาคนนั้นเขาซึ่งเป็นรักแรกของเธอ
‘พี่ปลา...ทำไมชอบมาดึงหางเปียของแป้งอยู่เรื่อยเลย’ เด็กหญิงแป้งร่ำขณะนั้นทำหน้าง้ำพลางโบกปัดมือของเด็กชายที่ยังคงดึงหางเปียเธอไม่หยุด
‘อยากรู้เหรอ...ไม่บอกหรอก’ พี่ปลาของเธอในตอนนั้นยังคงดึงหางเปียไม่หยุดแถมยังกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจที่ได้แกล้งเธอ
เขาแลบลิ้นปลิ้นตาใส่...เธอวิ่งกวดเท่าไหร่แต่ก็ไม่ทันเพราะขานั้นสั้นกว่า แต่ก็ไม่วายที่จะโบกไม้โบกมือหวังปัดให้โดนตัวเด็กชายตัวแสบแต่เมื่อเขาวิ่งเป็นวงกลมจนเธอเหนื่อยสิ่งที่เด็กหญิงอย่างเธอจะทำได้ก็คือ...ไม้ตาย
น้ำตาของเด็กขี้แยเรียกให้คุณแม่ของพี่ปลาออกมาดุ แล้วก็จับมือคนขี้แกล้งเอาไว้ไม่ให้ดิ้นก่อนจะถามว่าเกิดอะไรขึ้น
‘พี่เขาแกล้งอะไรลูก...ไหนบอกน้ามาซิเดี๋ยวน้าจะตีพี่เขาให้’
ยิ่งโดนถาม...เธอจำได้ว่าเอาแต่ร้องไห้ไม่รู้กลัวที่น้ำเสียงคุณกาญจนานั้นเข้มงวด หรือกลัวที่คุณแม่ของพี่ปลากำลังเงื้อมือตั้งท่าจะหวดก้นเขากันแน่
สุดท้ายเด็กชายก็ถูกฟาดด้วยมือไปสามครั้งจนเขาต้องแอ่นตัวไปข้างหน้า เหมือนกำลังกระเด้งขึ้น วินาทีนั้นเธอรู้สึกผิดที่ความขี้แยของเธอ ทำให้พี่ชายจอมแกล้งต้องโดนฟาด
เธอจำได้ว่าตัวเองได้แต่ยืนตาปริบๆเห็นแต่หน้าตาขุ่นเคืองในตัวเขา เข้าใจว่าคงจะโกรธเธอ เข้าใจเช่นนั้นมาตลอดและยังจดจำได้เสมอ แม้ว่าเรื่องราวเหล่านั้นจะผ่านพ้นมาเนิ่นนาน
ภาพเหตุการณ์ครั้งหนึ่งลอยวนไปมาอยู่นอกหน้าต่างรถบางครั้งมันรัวเร็วจนในหัวนั้นอึดอัดและบางครั้งภาพเหล่านั้นก็ทำให้รู้สึกอ่อนล้าและสับสน
ภาพเหตุการณ์ในอดีตหยุดกึกลงเมื่อเสียงเคาะกระจกรถดังขึ้น...แป้งร่ำถึงรู้สึกตัวว่าตอนนี้เธอกำลังจอดรถเข้าข้างทางเธอเงยหน้าขึ้นจากการซวนซบอยู่หลังพวงมาลัยรถ นี่เธอไม่รู้ตัวแม้กระทั่งว่ารถมาจอดอยู่ที่ไหนตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังก้มหน้าร้องไห้อย่างเอาเป็นเอาตาย
แป้งร่ำเงยหน้าขึ้นทั้งที่แก้มสองข้างยังคงเปียกชื้นมองผ่านกระจกรถไปก็เห็นนายตำรวจคนหนึ่งกำลังค้อมตัวมองข้างกระจกรถ แล้วริมฝีปากกำลังขยับเหมือนพูดอะไรบางอย่างเธอเอามือปาดน้ำตาลวกๆ ก่อนจะลดกระจกลง
คำแรกที่ตำรวจหนุ่มนายนั้นเอ่ยถามก็คือ“มีอะไรให้ผมช่วยไหมครับ”
หญิงสาวคิดอะไรไม่ออกนึกพาลอยากจะตะโกนใส่หน้านายตำรวจผู้หวังดีตรงหน้าเหลือเกิน ‘อย่ามายุ่งกับฉันได้ไหม...คนกำลังอกหักคนกำลังเสียใจ คุณเป็นใครกัน จะมาช่วยอะไรได้ หรือว่าจะมาช่วยดามใจฉันล่ะ’
ทำได้เพียงแค่คิดนายตำรวจหนุ่มตรงหน้ายื่นผ้าเช็ดหน้าผืนบางสีเทาหม่นส่งมาให้.เธอส่ายหน้าปฏิเสธความหวังดี แม้คำพูดที่เขาเอ่ยก็แทบไม่ได้ยิน
“รับไว้เถอะครับ...เช็ดน้ำตาซะก่อนตอนนี้หน้าตาคุณดูไม่จืดเลยนะครับ ไม่เชื่อก็ลองส่องกระจกดู”
แป้งร่ำยื่นมือไปรับผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นคลี่ออกก่อนจะซับเข้าไปที่วงหน้าเปียกชื้นหันไปมองหน้าผู้หวังดี ก็เห็นเขายิ้มให้อย่างกันเอง...คนกำลังใจเสียหัวใจจึงชื้นขึ้น
ท่ามกลางความเศร้าเสียใจแม้เพียงรอยยิ้มเล็กๆจากคนแปลกหน้า ก็ทำให้หัวใจคลายทุกข์ได้กระนั้นหรือ...
“ผมร้อยตำรวจโทก้องภพครับ...”ชายหนุ่มที่แต่งเครื่องแบบนายตำรวจเต็มยศแนะนำชื่อ พร้อมกับบอกสถานีตำรวจท้องที่ซึ่งตัวเองสังกัดอยู่
แล้วประโยคถัดไปที่ทำให้แป้งร่ำรู้สึกประหลาดใจและคุ้นชินในคราเดียวกันก็ออกมาจากปากของเขา “เราเคยรู้จักกันมาก่อนไหมครับทำไมผมถึงรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาคุณจังเลย เหมือนกับว่าเราน่าจะเคยรู้จักกันที่ไหน”
ชายหนุ่มตรงหน้ายังคงทำท่าครุ่นคิดแต่คนถูกถามกลับนึกไม่ออกเพียงแต่รู้สึกบ้างเช่นกันว่าตำรวจหนุ่มดูคุ้นตาอย่างที่พูด
เธอจึงแนะนำตนเอง “ฉันชื่อแป้งร่ำ”
“แป้งร่ำ...คุณชื่อแป้งร่ำ”เขาพูดชื่อเธอซ้ำสองครั้ง พร้อมกับทำหัวคิ้วย่นขึ้น
น้ำตาเมื่อครู่เริ่มเหือดแห้งลงไปกลับมีรอยยิ้มแต้มอยู่มุมปากเมื่อทำท่านึกไปถึงความคุ้นเคยที่ฝ่ายชายอ้างถึง...แล้วเพียงครู่เขาก็ทำท่าตื่นเต้นเหมือนนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้
“นั่นแป้งจริงๆด้วย”
เขานึกออกอย่างนั้นหรือว่าเธอเป็นใครแต่ทำไมเธอกลับจำเขาไม่ได้ หรือว่านายตำรวจหนุ่มตรงหน้าแอบขี้ตู่
“ผมครับ...นายก้องที่ชอบดึงเปียของน้องแป้งไง”
แม้ยังนึกไม่ออก...ว่าชายหนุ่มที่ชื่อก้องภพนี้เป็นใครแต่ประโยคสุดท้ายที่เขาพูด ทำเอาเธอตกตะลึงเพราะมันช่างคล้ายกับเรื่องราวในวัยเด็กที่อยู่ในความทรงจำของเธอ...แต่ผู้ชายที่ชอบดึงเปียเธอก็คือกัลปพฤกษ์...ไม่ใช่ก้องภพ
“คุณเป็นใครคะ...ทำไมถึงรู้จักฉัน”
แววตาของแป้งร่ำใคร่รู้และคงแจ่มแจ้งขึ้น หากไม่มีเสียงโทรศัพท์ของใครคนหนึ่งขึ้นมาขัดจังหวะหญิงสาวขอตัวรับโทรศัพท์หน้าจอมีชื่อของคุณปรารถนากะพริบเป็นระยะ...มารดาของเธอโทรมาและเธอก็รู้ว่าเรื่องที่จะพูด คงหนีไม่พ้นเรื่องของกัลปพฤกษ์
เธอเดาผิด...เมื่อประโยคแรกทางปลายสายเอ่ยขึ้นและเสียงคนพูดไม่ใช่เสียงของคุณปรารถนา แต่เป็นเสียงของปิ่นมุก น้องสาวของเธอ
น้ำเสียงของปิ่นมุกร้อนรนจนเธอลืมความสนใจชายหนุ่มชื่อก้องภพไปชั่วขณะและตกใจจนมือไม้สั่นปากสั่น เมื่อน้องสาวของเธอบอกข่าวร้าย
“พี่แป้ง...พี่แป้งอยู่ที่ไหนรีบมาด่วน ตอนนี้แม่ประสบอุบัติเหตุ”
ปิ่นมุกพูดไปร้องไห้ไปน้ำเสียงขาดห้วงไม่เป็นคำ...ไม่ต่างจากเธอมือข้างที่ถือโทรศัพท์อ่อนแรงจนจับเครื่องมือสื่อสารนั้นไม่อยู่ร่วงหล่นลงบนหน้าตัก
หัวสมองมึนชา...ดั่งพายุลูกที่สองลูกที่สามกำลังเคลื่อนที่ด้วยความแรงลมขนานใหญ่...วินาทีนี้นึกห่วงมารดาจับใจทำตัวไม่ถูก ไม่ได้ยินเสียงของนายตำรวจหนุ่มสักนิดว่าเขากำลังพูดอะไรและก็ไม่รู้ตัวเลยว่าทำไมถึงยอมลุกออกจากที่นั่งคนขับย้ายมานั่งเบาะด้านข้างคนขับตั้งแต่เมื่อไหร่
ไม่รู้ทำไมถึงไว้ใจให้ผู้ชายที่ไม่รู้จักมักคุ้นขึ้นมานั่งแทนที่คนขับ หรือเป็นเพราะเครื่องแบบนายตำรวจที่น่าเชื่อถือดูแลทุกข์สุขของประชาชนหรือเป็นเพราะความรู้สึกอันคุ้นเคยบางอย่างที่เคยก่อเกิด
นายตำรวจหนุ่มขึ้นไปนั่งแทนที่คนขับหลังจากประคองหญิงสาวออกจากตัวรถ เพื่อไปนั่งเบาะด้านข้างแป้งร่ำหันไปมองหน้าผู้ชายแปลกหน้า ไม่เข้าใจตัวเอง...ได้แต่นั่งนิ่งดวงตาเหม่อลอย ตอบคำถามชายหนุ่มได้เพียงอย่างเดียว ว่าตอนนี้จะไปที่ไหน
‘ขออย่าให้แม่เป็นอะไรเลย’
..........................................