ฤดูหนาวผ่านพ้นไป แต่ชื่อเสียงของนายท่านหลิน กับผักพลังวิญญาณยังแพร่กระจายไปอย่างต่อเนื่อง ดังไกลไปถึงเมืองหลวง
“ที่ข้าให้ไปสืบว่าผักวิญญาณที่มาจากเมืองเชียง มีความเป็นมายังไง ได้ความว่าอย่างไรบ้าง” นายท่านใหญ่ตระกูลหลินเอ่ยถามชายชุดดำที่คุกเข่ารายงานอยู่เบื้องหน้า
“ผักวิญญาณเหล่านี้ล้วนมาจากร้านขายสมุนไพรของหานเหลียงที่เป็นผู้ปรุงโอสถระดับสี่ขอรับ แต่ชาวบ้านต่างลือกันว่าผู้ที่นำผักมาส่งให้หานเหลียงคือนายท่านสกุลหลินแห่งหมู่บ้านป่าหมอก นามว่า หลินซานหยางขอรับ” เมื่อกล่าวรายงานจบเขาก้มหน้าลง
นายท่านหลินไท่หลง ชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินนามนี้อีกครั้ง “เขา…”
“ขอรับ ข้าตามไปสืบแล้ว เป็นคุณชายสามหลินซานหยางขอรับ” ชายชุดดำรายงาน
“เขาเดินได้แล้ว?” หลินไท่หลงเอ่ยถาม พร้อมครุ่นคิดบางอย่างในใจ
บุตรชายของเขาคนนี้เป็นคนมีพรสวรรค์อย่างมาก ตอนนั้นอายุเพียง 27 ปี ก็ได้เป็นถึงรองแม่ทัพของแค้นชิงหลง แต่น่าเสียดายโชคชะตาไม่เข้าข้างเขา บุตรสาวคนโตกลายเป็นเพียงขยะยังไม่พอ เขากลับต้องขาพิการเดินไม่ได้ไปอีกคน
“เรียนนายท่าน คุณชายสามโชคดีได้พบหมอเทวดารักษาขาจนเดินได้ ระดับลมปราณยังสูงขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้คุณหนูหลินจิ่นฮวาก็ฟื้นแล้วขอรับ แถมยังเป็นที่เรื่องลือไปทั่วว่านางเก่งกาจด้านการแพทย์อีกด้วยขอรับ” ชายชุดดำรายงานอีกครั้ง
“ดีแล้ว เจ้าออกไปได้” หลินไท่หลงรู้สึกผิดกับลูกชายคนนี้ หลังจากได้ยินว่าเขาหายดีแล้วก็โล่งใจ ในใจคิดอยากรับบุตรชายกลับมา แต่เกรงว่าชีวิตลูกชายจะอยู่ไม่เป็นสุข หากกลับมาที่ตระกูล
“พ่อคงไม่อาจรั้งให้เจ้ากลับมา ขอให้เจ้าได้ใช้ชีวิตดั่งที่ต้องการอย่างสงบสุขเถอะ” หลินไท่หยางเอ่ยกับสายลม หวังให้ลมช่วยพัดพาความรู้สึกผิดส่งไปให้ถึงบุตรชายคนเล็ก
ณ เรือนฮูหยินใหญ่ตระกูลหลิน
เพล้ง!!! เสียงถ้วยชากระทบพื้นแตกกระจาย
“เจ้าว่าไงนะ ไอ้เด็กสวะนั่นเดินได้แล้วอย่างนั้นหรือ” ฮูหญิงใหญ่ เย่ชิงเหยากล่าวอย่างโกรธจัด พร้อมปาถ้วยชาลงพื้น อย่างไม่พอใจ นางเกลียดมารดาของหลินซานหยาง ที่แย่งความรักจากสามีของนางไป แม้ฮูหยินรองจะตายไปแล้ว นางก็มิอาจปล่อยวางความเกลียดชังนี้ได้ เพราะฮูหยินรองได้ทิ้งบุตรชายไว้เป็นหนามยอกอกนางอีก นางรังเกียจหลินซานหยางที่มีความโดดเด่นข้ามหน้าข้ามตาบุตรชายนาง เมื่อรู้ว่าหลินซานหยางเดินได้จึงรู้สึกโมโห
“ข้าน่าจะส่งคนไปจัดการพวกมันแต่แรก ไม่น่าปล่อยให้มันมีชีวิตรอดเลย หากท่านพ่อรู้ แล้วรับมันกลับมาล่ะท่านแม่ ข้าไม่ยอมนะ” คุณชายใหญ่หลินต้าหยางกล่าวกับมารดาอย่าเอาแต่ใจ
“แม่ไม่มีทางยอม” เย่ชิงเหยาเอ่ย พร้อมสายตาโหดเหี้ยม
หลินซานหยางนั้นเป็นเพียงบุตรชายของภรรยารอง แต่กลับโดดเด่นกว่าบุตรชายภรรยาเอกอย่างเขา ทำให้หลินต้าหยางอิจฉาอย่างมาก เขากลัวว่าบิดาจะยกตำแหน่งผู้นำตระกูลให้กับน้องชาย เขาเกลียดชังน้องชายผู้นี้มาก
ครั้งแรกที่รู้ว่าน้องชายขาพิการเขาดีใจมาก เขาและมารดาจึงสร้างเรื่องยุยงให้บิดาส่งน้องชายออกไปอยู่ที่ห่างไกล โดยสร้างเรื่องว่า ป่าหมอกอาถรรพ์ที่เป็นหมู่บ้านที่ฮูหญิงรองเคยอาศัยอยู่ มีพลังวิญญาณสูง เหมาะแก่การรักษาตัวของน้องชาย
เขาอาสาเป็นคนพาน้องชายและครอบครัวไปส่งที่นั่น และโกหกบิดาว่าจะให้คนดูแลน้องชายอย่างดี แต่ไม่คิดเลยว่าหลินซานหยางจะหายแล้วจริงๆ วันนี้เขาจึงโกรธมาก
…
ทางด้านหมู่บ้านป่าหมอก ที่ลานหน้าเรือนใหญ่สกุลหลิน สมาชิกทุกคนมารวมตัวกันที่นี่พร้อมคุกเข่า
“หลินซานหยาง รับราชโองการ คุณชายหลินซานหยางมีคุณธรรมน้ำใจ ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก บริจาคอาหารเลี้ยงผู้ประสบภัยหนาว จนทุกคนผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ จึงขอมอบหยกขาวพิสุทธิ์ 1 ก้อน ทองคำ 1 ชั่ง และขอเชิญคุณชายและครอบครัวเข้าเมืองหลวงสักครั้งเพื่อร่วมงานฉลองฤดูเพาะปลูกที่จัดขึ้นในหนึ่งเดือนข้างหน้า จบราชโองการ” ลู่กงกงอ่านราชโองการของฮ่องเต้แคว้นชิงหลง
“ข้าหลินซานหยางน้อมรับราชโองการขอรับ” หลินซานหยางกล่าวพร้อมยื่นมือไปรับราชโองการจากลู่กงกง
“ท่านลุกขึ้นเถอะ ฝ่าบาทตรัสว่าอยากพบท่านเป็นการส่วนพระองค์ ทรงอยากแลกเปลี่ยนเรื่องพืชผลพลังวิญญาณของท่าน” ลู่กงกงกระซิบบอก
ฮ่องเต้รัชกาลปัจจุบันแท้จริงพระองค์กับหลินซานหยางเป็นสหายกันตั้งแต่สมัยศึกษาในสำนักยุทธ์ พอพระองค์ขึ้นครองราชย์ หลินซานหยางก็สมัครรับราชการทหาร และด้วยผลงานที่โดดเด่น จึงได้เลื่อนตำแหน่งเป็นถึงรองแม่ทัพ
ในตอนที่พระองค์ทราบว่าสหายบาดเจ็บพิการในสนามรบ พระองค์ได้ส่งหมอหลวงที่เก่งที่สุดมารักษาเขา แต่ก็ไม่อาจช่วยอะไรได้ จึงมอบเงินทองจำนวนมาก ให้กับตระกูลหลินเพื่อเป็นการชดเชยครอบครัวของสหาย
เมื่อทราบข่าวคราวของสหายว่าหายดีแล้วพระองค์จึงอยากพบเพื่อพูดคุยเป็นการส่วนตัว และยังมีเรื่องของผักพลังวิญญาณที่สหายสามารถผลิตได้จำนวนมากอีกด้วย
“ขอบคุณลู่กงกงที่อุตส่าห์เดินทางมาไกล เชิญลู่กงกงดื่มชาด้านในก่อนขอรับ” หลินซานหยางมอบถุงที่ใส่เงินจำนวนหนึ่งเป็นค่าน้ำร้อนน้ำชาให้ลู่กงกงตามธรรมเนียม
“ไม่เป็นไรคุณชาย เสร็จธุระแล้วข้าขอตัวก่อน” ลู่กงกงรับถุงเงินแล้วกล่าวขอตัว
เมื่อลู่กงกงกลับไปแล้วทุกคนจึงเข้าไปที่เรือนใหญ่เพื่อหาลือกัน
“หยกขาวนี่เป็นหยกชั้นดีเนื้อบริสุทธิ์มาก เจ้าเก็บไว้ อาจได้ใช้ประโยชน์” หลินซานหยางมอบหยกให้บุตรสาว
“ให้ข้าจะดีหรือเจ้าคะ ทำไมท่านพ่อไม่เก็บไว้ล่ะเจ้าคะ” จิ่นฮวาปฏิเสธ
“เจ้าสมควรได้รับมัน สิ่งดีๆ เหล่านี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้ถ้าไม่มีเจ้า” บิดากล่าวและทักคนก็พยักหน้าเห็นด้วย
“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านพ่อ ข้าต้องใช้มันอย่างมีประโยชน์แน่นอน” เมื่อฟังคำบิดา จิ่นฮวาจึงยอมรับหยกขาวพิสุทธิ์ก้อนนี้ไว้
หยกขาวพิสุทธิ์เป็นสื่อนำพลังวิญญาณที่ดีมากสามารถนำไปใช้ทำอุปกรณ์พลังวิญญาณได้ จิ่นฮวาคิดว่านางจะต้องนำไปศึกษาอย่างละเอียดอีกทีค่อยตัดสินใจว่าจะใช้ทำสิ่งใด
“ลู่กงกงกระซิบบอกพ่อว่า ฝ่าบาทต้องการแลกเปลี่ยนเรื่องผักวิญญาณของเรา พ่อว่าพระองค์ต้องถามแน่ว่าเราปลูกผักวิญญาณจำนวนมากได้อย่างไร” บิดาเอ่ยอย่างกังวล
“เอาเช่นนี้ดีหรือไม่เจ้าคะ ท่านพ่อก็อ้างกับพระองค์ไปว่าหมอเทวดาที่รักษาท่านพ่อให้ของวิเศษบางอย่างแก่เรา ที่ทำให้สามารถปลูกพืชผักพลังวิญญาณได้” จิ่นฮวาเสนอ
"เช่นนั้นก็ดีหากพระองค์ขอดูก็บอกว่าของสิ่งนี้ฝังไว้กลางสวน เพื่อส่งพลังให้พืชดูดซับ ไม่อาจนำออกไปได้” บิดาและบุตรสาวมีความคิดเห็นตรงกัน หลังจากปรึกษากันจนได้ข้อตกลงแล้วจึงแยกย้ายไปทำงานของตนเอง