ลิขิตเทพพันธนาการมาร

    ตอนที่ 41 - รอยแยกที่ตื่นขึ้น

    เศษผ้าสีเงินถูกวางอยู่บนผืนผ้าขาวกลางลานหินตั้งแต่ก่อนฟ้าสาง ผู้คุมเวรใช้คีมไม้คีบมันขึ้นจากรอยแตกของหินโดยไม่มีใครกล้าแตะด้วยมือเปล่า และเมื่อแสงอาทิตย์แรกของวันลอดผ่านหมอกลงมา ทุกคนจึงเห็นชัดว่าขอบผ้าขาดไม่เรียบเหมือนถูกฉีกจากแรงกระชาก เส้นใยบางส่วนสะท้อนแสงเย็นจาง ๆ ราวกับยังมีหมอกค้างอยู่ในเนื้อผ้า ส่วนคราบเลือดแห้งตรงปลายผ้านั้นไม่มาก แต่ก็พอจะทำให้ค่ายทั้งค่ายเงียบลงได้โดยไม่ต้องมีคำสั่ง


    เย่กวงยืนอยู่เหนือผ้าขาว สีหน้าเรียบแต่เย็นกว่าเดิมเล็กน้อย ด้านข้างมีเย่คุน ผู้คุมคณะสองคน และหานเลี่ยซึ่งถูกเรียกมาเพราะคุ้นรอยในป่ามากกว่ารุ่นเยาว์ทั่วไป คราวนี้หานเลี่ยไม่ได้พูดก่อน เขาเพียงมองเศษผ้ากับรอยแตกบนหินนิ่ง ๆ ราวกับกำลังเทียบสิ่งที่เห็นกับประสบการณ์ทั้งหมดที่ตนเคยมี แล้วพบว่ามันไม่ตรงกับสิ่งใดเลย


    “พบด้านในแนวเชือก?” เย่กวงถาม


    ผู้คุมเวรพยักหน้า “ขอรับ ห่างจากจุดนอนของกลุ่มสนับสนุนไม่ถึงสิบห้าก้าว เชือกด้านนั้นไม่ขาด หลักไม่คลาย ไม่มีรอยเท้าจากด้านนอกเข้ามา”


    เย่คุนกวาดตามองวงค่ายหนึ่งรอบ ผู้ฝึกรุ่นเยาว์หลายคนพยายามยืนให้นิ่ง แต่ใบหน้าซีดลงอย่างปิดไม่มิด เย่หมิงอยู่ในกลุ่มปะทะ มือจับด้ามดาบไว้เหมือนเมื่อคืน ท่าทางแข็งกร้าวยังมีอยู่ ทว่าสายตากลับไม่ห่างจากเศษผ้าสีเงินบนผืนขาว เย่เฉิงยืนไม่ไกล สีหน้าเคร่งขรึม เขาไม่ได้มองเศษผ้านานนัก แต่มองตำแหน่งเชือก หลักไม้ ทางเดินฉุกเฉิน และคนในค่ายสลับกัน เหมือนกำลังวางลำดับความเสี่ยงในใจ


    เย่เทียนอยู่ในกลุ่มสนับสนุนตามคำสั่ง เขาไม่ได้ถูกเรียกเข้าไปดูใกล้ ๆ แม้เศษผ้านั้นจะพบใกล้จุดที่เขานอนที่สุดก็ตาม ความเย็นวูบเมื่อคืนยังไม่กลับมาอีก แต่คำว่า “ไม่ใช่ทางขึ้น” ยังติดอยู่ในหัวเหมือนเสียงสะท้อนจากร่องหินลึก เขาไม่รู้ว่ามันหมายถึงเส้นทางบนภูเขา หรือเส้นทางอะไรกันแน่ และเพราะไม่รู้ เขาจึงไม่พูดเพิ่ม เขารายงานสิ่งที่ควรรายงานไปแล้ว ที่เหลือต้องรอหลักฐาน ไม่ใช่ปล่อยให้ความกลัวแปลความแทนตา


    เย่กวงสั่งให้ผู้คุมตรวจแนวค่ายอีกครั้งอย่างละเอียด คราวนี้ไม่ใช่แค่เชือกและหลักไม้ แต่รวมถึงรอยแตกบนหิน ตำแหน่งที่ตั้งค่ายเมื่อคืน และผิวศิลาทุกช่วงที่เชื่อมกับแนวหมอกด้านนอก หานเลี่ยเดินประกบผู้คุมด้านตะวันตก เขาชี้จุดที่ดินผิดสี รอยฝุ่นผิดทาง หรือหินที่เหมือนถูกบางสิ่งขูดผ่าน จากนั้นผู้คุมจึงตรวจและรายงานต่อเย่กวงอีกที เย่กวงคุมคำสั่ง เย่คุนคุมคน ผู้คุมคณะตรวจพื้นที่ ส่วนหานเลี่ยเป็นตาคู่หนึ่งที่คุ้นทางป่ามากกว่าคนอื่น


    ผลตรวจทำให้บรรยากาศหนักกว่าเดิม ด้านนอกแนวเชือกไม่มีรอยเท้าชัด แต่บนหินดำหลายก้อนมีเส้นสีเงินบาง ๆ คล้ายเส้นผมฝังอยู่ใต้ผิวศิลา เส้นเหล่านั้นไม่ได้สว่างตลอดเวลา หากปรากฏเมื่อหมอกเคลื่อนผ่านพอดี ราวกับหินทั้งผืนมีอักษรบางอย่างซ่อนอยู่ใต้ผิวและตื่นขึ้นเพียงชั่วลมหายใจ ผู้คุมคนหนึ่งใช้ปลายพลองแตะหินด้านในที่มีรอยสีเงินจางที่สุด เสียงแห้ง ๆ ดังขึ้นเบา ๆ เหมือนเคาะเปลือกไม้ผุ ทั้งที่หินก้อนนั้นควรแน่นและแข็ง


    เย่กวงตัดสินใจทันที “ย้ายค่าย ไม่เดินลึกต่อ วันนี้ถอนกลับไปจุดพักเดิมก่อน ส่งรายงานให้เรือนกลางกับตระกูลหานตรวจเส้นทางใหม่”


    คำสั่งนั้นทำให้หลายคนลอบถอนหายใจ บางคนโล่งใจ บางคนผิดหวังที่ภารกิจภาคสนามถูกตัดสั้น แต่ไม่มีใครกล้าแย้ง หลังรอยสีเงินเข้ามาถึงด้านในแนวเชือก ต่อให้เป็นคนอยากพิสูจน์ตัวเองเพียงใดก็รู้ว่านี่ไม่ใช่สนามให้รุ่นเยาว์ฝืนแสดงความกล้า


    “เก็บเฉพาะของจำเป็น” เย่กวงกล่าวต่อ “กลุ่มสนับสนุนอยู่กลางวง กลุ่มปะทะซ้อนหน้าและหลัง ผู้คุมเปิดทางก่อน ของที่ถ่วงแถว ทิ้งไว้”


    เย่คุนหันมาทางกลุ่มสนับสนุน น้ำเสียงคราวนี้ไม่มีแววประชดเหลืออยู่เลย “เลือกของให้เหมือนเลือกชีวิต ถุงน้ำ ยา ผ้าพันแผล เสบียงเบา อย่างอื่นวางไว้ เราออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด”


    ไม่มีคำขู่ ไม่มีถ้อยคำจิกกัด แต่กลับทำให้คนที่ยืนนิ่งอยู่รีบขยับเร็วกว่าทุกครั้ง ค่ายที่เมื่อคืนเต็มไปด้วยความเงียบเริ่มถูกรื้ออย่างเร่งรัด เสียงเชือกถูกปลด เสียงผ้าถูกม้วน เสียงฝีเท้าสับสั้นบนหินดำดังประสานกับเสียงหมอกที่ไหลผ่านร่องหิน ทุกคนทำงานด้วยความระวังที่ปนความเร่งรีบ ไม่มีใครพูดถึงของที่ถูกทิ้งไว้ด้านหลัง เพราะในยามนั้นสิ่งของทุกชิ้นเบากว่าลมหายใจของคนเป็น


    ไม่นานนัก คณะก็เริ่มเคลื่อนออกจากค่ายเร็วกว่าที่หลายคนคาด กลุ่มสนับสนุนถูกบีบเข้าสู่วงกลาง กลุ่มปะทะซ้อนหน้าและหลัง ส่วนผู้คุมคณะเปิดทางด้วยระยะที่มองเห็นกันตลอด หมอกด้านนอกไม่ไหลตามลมเหมือนหมอกยามเช้าทั่วไป หากนิ่งราวกับผืนผ้าบางที่ถูกขึงไว้ระหว่างหินดำ เส้นสีเงินบนศิลาบางก้อนดับหายเมื่อคนเดินผ่าน ทว่าบางก้อนกลับสว่างขึ้นช้า ๆ ราวกับรับรู้ถึงฝีเท้า


    ทางที่ควรเป็นเส้นทางเดิมของเมื่อวานกลับดูแปลกตา หินบางแผ่นมีคราบหมอกจับเป็นน้ำสีเงินจาง ๆ พุ่มหนามเอนเข้าหาทางเดินเหมือนถูกแรงจากใต้ดินดันขึ้นมา และรอยขูดเรียบบนหินที่เคยพบเพียงไม่กี่แห่ง กลับเพิ่มขึ้นจนเหมือนมีบางสิ่งลากผ่านตลอดคืน เย่เทียนเดินอยู่ในวงกลางตามคำสั่ง เขามองพื้นเท่าที่จำเป็น มองหมอกเท่าที่ไม่ทำให้ใจเสีย และเริ่มรู้สึกชัดขึ้นว่า ภูเขาหินดำไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ที่พวกเขาเข้ามาแล้วกำลังจะออกไป


    มันเหมือนสิ่งที่เพิ่งตื่น และยังไม่ตัดสินใจว่าจะปล่อยพวกเขากลับหรือไม่


    ความเงียบของการถอนค่ายดำเนินไปได้ไม่ถึงครึ่งก้านธูป เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากพุ่มเตี้ยด้านล่างทางลาด ไม่ใช่เสียงฝีเท้าคน ไม่ใช่เสียงกิ่งไม้หักธรรมดา แต่เป็นเสียงหอบแห้ง ๆ สั้นถี่เหมือนสัตว์ที่หายใจผ่านคอเต็มไปด้วยเศษหิน กลุ่มหน้าไม่ทันหันกลับ กลุ่มท้ายก็เห็นเงาสีเทาดำพุ่งออกมาจากหมอกแล้ว


    มันเป็นสัตว์อสูรระดับต่ำชนิดหนึ่ง รูปร่างคล้ายหมาป่าหินที่เย่เทียนเคยได้ยินชื่อในการฝึก แต่สิ่งที่พุ่งออกมานั้นผิดจากคำบรรยายทุกอย่าง ขนสีเทาของมันจับตัวเป็นเกล็ดแข็ง ดวงตาไม่ใช่สีแดงหรือเหลืองแบบสัตว์ป่าทั่วไป หากมีแสงเงินซีดไหลวนอยู่ในรูม่านตา ริมปากมีฟองสีดำปนเศษหมอก ทุกครั้งที่กรงเล็บแตะหิน เส้นสีเงินบนพื้นจะวาบขึ้นเป็นรอยแตกเล็ก ๆ ราวกับมันไม่ได้วิ่งอยู่บนทางเดิน แต่ลากบางสิ่งจากใต้หินขึ้นมาด้วย


    “สัตว์อสูรปนเปื้อน!” ผู้คุมด้านข้างตะโกน


    เย่กวงสั่งทันที “ตั้งวง! กลุ่มสนับสนุนเข้ากลาง!”


    คำสั่งเดียวตัดผ่านความตื่นตระหนกเหมือนคมมีด กลุ่มปะทะด้านหลังขยับตามตำแหน่ง เย่เฉิงก้าวออกครึ่งช่วงตัว พลองสั้นตั้งเฉียงรับทางพุ่งของสัตว์อสูร เย่หมิงชักดาบออกมาในเวลาเดียวกัน สีหน้าของเขาซีดลงเล็กน้อยแต่ยังยืนอยู่ในแถว ไม่ได้หลุดตำแหน่ง


    หานเลี่ยซึ่งอยู่ด้านข้างเห็นกรงเล็บของสัตว์อสูรขูดผ่านหินดำ เส้นสีเงินใต้ผิวศิลาวาบขึ้นตามรอยแตะ สีหน้าของเขาตึงขึ้นทันที


    “ตรงที่มันเหยียบ เส้นเงินสว่างขึ้น ระวังพื้น!”


    หมาป่าหินปนเปื้อนพุ่งชนแนวปะทะแรก เสียงกรงเล็บกระทบพลองดังแข็งเหมือนเหล็กขูดหิน ผู้คุมคนหนึ่งกดพลองลงบ่าเย่เฉิงช่วยแบ่งแรง เย่เฉิงกัดฟันรับไว้ได้หนึ่งจังหวะ แต่แรงกระแทกนั้นหนักเกินสัตว์อสูรต่ำปกติอย่างชัดเจน เย่หมิงแทงดาบเข้าข้างลำตัวของมัน ดาบติดเกล็ดหินจนเกิดประกาย แต่ไม่ลึกพอจะหยุด สัตว์อสูรสะบัดตัวอย่างบ้าคลั่ง ฟองดำจากปากกระเด็นลงบนหิน


    ทันทีที่ฟองดำแตะผิวศิลา เส้นสีเงินใต้หินก้อนนั้นลุกวาบขึ้นราวกับถูกเติมเชื้อไฟ เสียงซู่เบา ๆ ดังจากพื้น เย่กวงเห็นปฏิกิริยานั้นก่อนใคร ดวงตาเขาเย็นลง


    “อย่าให้เลือดกับฟองมันแตะพื้นอีก ถอยซ้าย!”


    คำสั่งยังไม่ทันส่งถึงท้ายคณะทั้งหมด พื้นด้านขวาของกลุ่มสนับสนุนก็สั่นขึ้นก่อน หินดำแผ่นหนึ่งที่เมื่อคืนดูปกติปรากฏรอยวงจาง ๆ ขึ้นมาเหมือนดวงตาที่เพิ่งลืมเปิด เส้นสีเงินวิ่งตามรอยวงนั้นหนึ่งรอบ ก่อนแยกเป็นอักขระบิดเบี้ยวที่ไม่มีใครในคณะอ่านออก หมอกสีดำเทาเริ่มซึมขึ้นจากรอยแตก ไม่ได้ลอยขึ้นอย่างหมอกธรรมดา แต่เหมือนน้ำเย็นที่ไหลย้อนจากใต้ดิน


    เย่เทียนอยู่ใกล้จุดนั้นที่สุด เขาเห็นอักขระตื่นขึ้นก่อนคนข้าง ๆ ครึ่งลมหายใจ ผู้ฝึกกลุ่มสนับสนุนคนหนึ่งถอยช้ากว่าคนอื่นและกำลังจะเหยียบลงกลางวงอักขระพอดี เย่เทียนไม่คิดนาน มือข้างหนึ่งคว้าแขนอีกฝ่ายแล้วเหวี่ยงกลับเข้ากลางวง


    “ถอย!”


    คำเดียวพอแล้ว


    เด็กคนนั้นล้มกลิ้งไปชนคนด้านหลัง รอดจากการเหยียบลงกลางวงสีเงินเพียงเสี้ยวเดียว แต่เย่เทียนกลับเป็นคนเสียหลักแทน หินดำใต้เท้าเขายุบลงพร้อมเสียงแตกยาว รอยสีเงินแยกออกเป็นอักขระบิดเบี้ยว และหมอกดำพุ่งขึ้นมารัดข้อเท้าเขาในพริบตา


    เสียงสตรีเมื่อคืนเหมือนดังซ้ำในหัว


    ไม่ใช่ทางขึ้น


    เย่เทียนไม่รู้ว่าทำไมประโยคนั้นผุดขึ้นมาในจังหวะนี้ เขารู้เพียงว่าถ้าฝืนกระโดดขึ้นตามสัญชาตญาณ เท้าของเขาจะดันลงบนหินที่กำลังแตกพอดี เขาจึงไม่กระโจน ไม่ตะเกียกตะกายแบบคนเสียหลัก แต่กดลมหายใจลงต่ำในเสี้ยวลมหายใจเดียว ปล่อยน้ำหนักตัวให้เอียงตามแรงยุบ พยายามดึงตนเองออกจากจุดที่หมอกดำกำลังบิดขึ้นมา ทว่ารอยแยกใต้เท้ากลับตอบสนองราวกับถูกปลุกด้วยการขัดขืนเพียงเล็กน้อย


    ครืนนน—


    รอยวงสีเงินแตกออกเหมือนเปลือกไข่ที่มีความมืดซ่อนอยู่ข้างใน หมอกดำพุ่งขึ้นเป็นเส้นบิดพันรอบขา เขาถอยออกได้ครึ่งก้าว แต่ขอบหินด้านหลังกลับร้าวตามลึกลงไปอีก สัตว์อสูรปนเปื้อนที่แนวปะทะถูกผู้คุมฟาดถอยมาในเวลาเดียวกัน ร่างของมันกระแทกหินดำอีกก้อน ฟองดำและเลือดสีคล้ำกระเด็นลงบนเส้นเงินที่กำลังตื่น ทั้งพื้นทางช่วงท้ายคณะสั่นสะเทือนราวกับมีสัตว์ยักษ์พลิกตัวอยู่ใต้ภูเขา


    “เย่เทียน!” เย่คุนคำราม


    จากนั้นพุ่งเข้ามาเร็วที่สุดในบรรดาคนทั้งหมด เขาไม่สนใจหมอกดำที่ซึมขึ้นจากรอยแตก ใช้พลองสั้นตอกลงบนหินด้านหนึ่งเพื่อยันตัว แล้วเอื้อมมือคว้าเย่เทียน เย่เทียนเองก็ยื่นมือกลับ แต่ขอบหินระหว่างทั้งสองแตกหักลงก่อนปลายนิ้วจะถึงกัน พื้นทั้งผืนยุบเป็นปากรอยแยกแคบยาว หมอกดำภายในหมุนวนเป็นเกลียว และในเกลียวนั้นมีอักขระสีเงินนับสิบเส้นแล่นผ่านเหมือนปลาที่ว่ายอยู่ในน้ำลึก


    เย่คุนคว้าได้เพียงสายถุงผ้าของเย่เทียน สายผ้าขาดดังแควก ป้ายไม้คำว่า “สำรอง” ที่ผูกอยู่ข้างเอวหลุดติดมือเย่คุนมา พร้อมเศษผ้าส่วนหนึ่ง ส่วนร่างของเย่เทียนร่วงลงไปในรอยแยกโดยไม่มีเสียงกระแทกกลับขึ้นมา


    โลกทั้งใบของท้ายคณะเงียบไปหนึ่งลมหายใจ


    จากนั้นเสียงหมอกก็ดังขึ้นแทน ไม่ใช่เสียงลม ไม่ใช่เสียงน้ำ แต่เป็นเสียงเหมือนคนนับร้อยกระซิบอยู่ใต้หินดำพร้อมกัน รอยแยกไม่ได้เปิดกว้างมากนัก ทว่าความมืดข้างในลึกจนแสงโคมของผู้คุมส่องลงไปแล้วถูกกลืนหายทันที เย่คุนทำท่าจะกระโจนตาม แต่เย่กวงตะโกนสั่งอย่างเด็ดขาด


    “จับเขาไว้!”


    ผู้คุมสองคนเข้าล็อกเย่คุนจากด้านหลัง เย่คุนสะบัดไหล่จนคนหนึ่งเกือบหลุด “ปล่อย!”


    เย่กวงเดินมาถึงขอบรอยแยกด้วยใบหน้าแข็งราวศิลา “หมอกกัดเชือกแล้ว!”


    เพื่อพิสูจน์คำสั่งของเขา ผู้คุมอีกคนโยนเชือกเส้นหนึ่งลงไปเพียงชั่วครู่ เมื่อดึงกลับขึ้นมา ปลายเชือกก็เปื่อยยุ่ยเป็นสีเทาดำเหมือนถูกไฟเย็นเผา เย่กวงใบหน้าซีดอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เขามองรอยแตกบนหินแล้วพูดเสียงแหบ “ถอยออกมาจากรอยแยก อันตราย”


    เย่คุนหันไปมองเขาเหมือนอยากด่า แต่สิ่งที่อยู่ใต้เท้าทุกคนตอบแทนก่อน เส้นสีเงินรอบรอยแยกแล่นวาบอีกครั้ง หินด้านข้างทรุดลงไปเล็กน้อย ผู้คุมที่ยืนใกล้ที่สุดรีบถอยตามคำสั่งเย่กวง หากช้ากว่านั้นเพียงนิดเดียว ขาของเขาอาจหายไปพร้อมขอบหิน


    เสียงของเย่เทียนไม่ดังกลับมา ไม่มีเสียงร่างกระแทกพื้น ไม่มีเสียงร้องขอความช่วยเหลือ มีเพียงหมอกดำที่หมุนอยู่ใต้รอยแยกและป้ายไม้ “สำรอง” ในมือเย่คุนที่สั่นจนเห็นชัด


    เย่กวงกัดกรามแน่น ก่อนสั่งด้วยน้ำเสียงที่คนทั้งคณะไม่มีวันลืม “ถอยออกจากรอยแยกสิบก้าว ตั้งวงป้องกันใหม่ กำจัดสัตว์อสูรปนเปื้อนให้จบ แล้วถอนออกจากเขตนี้ทันที”


    “เย่กวง!” เย่คุนหันขวับ


    “ข้ารู้ว่าเจ้าคิดอะไร” เย่กวงพูดโดยไม่หลบตา “แต่รอยแยกยังไม่หยุด ถ้าเจ้าลงไปตอนนี้ คนที่เหลืออาจไม่ได้กลับไปสักคน”


    ประโยคนั้นเหมือนพลองหนักฟาดลงกลางอก เย่คุนกำป้ายไม้ในมือแน่นจนข้อนิ้วขาว แต่เขาไม่อาจเถียงได้ เพราะเส้นสีเงินรอบรอยแยกยังวิ่งอยู่ และหมอกดำกำลังกัดขอบหินให้กว้างขึ้นทีละนิด


    ด้านหลัง เสียงสัตว์อสูรปนเปื้อนคำรามขึ้นอีกครั้ง ผู้คุมกับกลุ่มปะทะต้องหันกลับไปรับมือ เย่เฉิงก้าวเข้าตำแหน่งแทนช่องว่างที่แตกออก เย่หมิงเองก็ยกดาบขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีคำพูดประชด ไม่มีสายตาดูถูก มีเพียงความตระหนักว่าคนที่เขาเคยเหยียดว่าเป็นตัวถ่วงเพิ่งหายไปต่อหน้าทุกคนเพราะช่วยคนในกลุ่มสนับสนุนไม่ให้ตกลงไปก่อน


    เย่คุนหลับตาลงเพียงครู่เดียว เมื่อเปิดขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของเขาแดงกว่าปกติ แต่เสียงกลับห้วนและแข็งเหมือนเดิม


    “กลุ่มสนับสนุน เข้ากลางวง เดี๋ยวนี้”


    คำสั่งนั้นดึงคนที่กำลังช็อกกลับสู่ความเป็นจริง เด็กที่เย่เทียนช่วยไว้ร้องไห้โดยไม่มีเสียง แต่ยังถูกเพื่อนลากเข้ากลางวงตามคำสั่ง หานเลี่ยช่วยผู้คุมชี้ทางเลี่ยงหินที่มีเส้นเงิน ส่วนเย่กวงคุมวงป้องกันให้ถอยออกจากรอยแยกทีละช่วง ไม่ปล่อยให้ความตื่นตระหนกทำให้คนตายเพิ่ม


    ในขณะที่คณะด้านบนต่อสู้เพื่อถอนตัวออกจากเขตหมอกดำ ร่างของเย่เทียนยังคงร่วงลงไปในความมืดที่ไร้เสียง ลมเย็นบาดผิวเหมือนใบมีดเล็กนับพัน เขาพยายามเอื้อมมือคว้าหิน แต่ปลายนิ้วสัมผัสได้เพียงหมอกและเศษแสงสีเงินที่แตกกระจายรอบตัว ความเจ็บจากไหล่ ขา และหลังปะทุขึ้นพร้อมกัน ทว่าก่อนสติจะขาด เขาเห็นแสงหนึ่งอยู่ลึกลงไปเบื้องล่าง


    แสงนั้นไม่ใช่ไฟ ไม่ใช่แสงอาทิตย์ แต่เป็นสีเงินเย็นเหมือนจันทร์ที่จมอยู่ใต้หุบเขา


    เสียงสตรีแผ่วเบาดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ใกล้กว่าความฝันเมื่อคืน แต่ยังไกลราวกับมาจากอีกฟากของลิขิต


    “...บอกแล้ว...ไม่ใช่ทางขึ้น...”


    จากนั้นความมืดก็กลืนเขาทั้งตัว

    คล้ายกับเรื่องลิขิตเทพพันธนาการมาร ที่คุณอ่าน