เฉินจิ้งเจียมิได้เข้าไปดูคนบนเตียงแต่อย่างใดนั่งลงบนเก้าอี้ปักยื่นมือเทชาด้วยตัวเอง พลางยกจิบอย่างเชื่องช้า
แม้แต่กำยานกล่อมประสาทคุณภาพสูงอย่างกำยานกล่อมวิญญาณแบบนี้ยังใช้ได้เฉินจิ้งเจียขมวดคิ้วเคร่งใคร่สงสัยแท้จริงแล้วใครอยู่เบื้องหลังจ้าวอี๋เหนียงกันแน่?
การคาดเดานี้ทำให้เฉินจิ้งเจียตื่นระวังตัวขึ้นเช่นกันหรือว่าโศกนาฏกรรมในชาติก่อนของนางล้วนเป็นแผนของคนเบื้องหลังผู้นี้ทั้งสิ้น?
เป็นครั้งแรกที่เฉินจิ้งเจียรู้สึกว่าชาติที่ตนเกิดใหม่นั้นมิได้ช่วยตนในสภาพการณ์ของตัวเองในตอนนี้แม้แต่น้อย
จ้าวอี๋เหนียงที่นอนรอบนเตียงมาเนิ่นนานไม่เห็นเฉินจิ้งเจียเข้ามาเสียทีก็เป็นอันขมวดคิ้วอย่างฉงนใจ
เฉินจิ้งเจียหาใช่เฉินจิ้งเจียที่โง่เขลาดังแต่ก่อนแล้วจริงๆ
ชั่วเวลานั้นนางอดที่จะลอบปรีดาขึ้นเสียมิได้โชคดีที่ตนคิดแผนการอันแยบยลนี้ขึ้นได้ ต่อให้เฉินจิ้งเจียมีความสามารถแล้วอย่างไรคอยกระทั่งนางเร้นออกจากราชวงศ์ต้าเซี่ยไปไกลลิบตาแล้วต่อให้เป็นจวนป๋อชางโหวแล้วอย่างไร ท้ายสุดนางจะยังสอดมือยุ่งได้อีกหรือ?
ทางเฉินอี้เหอก็เดินทางมาหาเผยฉางชิงถึงหน้าห้องเช่นกันไม่ต้องให้เด็กรับใช้เข้าไปเรียก ก็ยกมือเคาะประตูด้วยตนเอง
ชั่ววินาทีที่เผยฉางชิงออกมาก็เห็นแววคุกรุ่นบนหน้าเฉินอี้เหอ“แม่ทัพเฉินมาหาข้าน้อยเผยมีเรื่องอันใดหรือขอรับ?”
เมื่อนึกถึงสิ่งที่เฉินจิ้งเจียบอกไว้ความหวงในใจเฉินอี้เหอพลันตีตื้นขึ้น น้องสาวเขาโตแล้วมีเรื่องอะไรไม่ยอมบอกตนแต่กลับยอมคุยกับคนนอกเสียอย่างนั้น
“เมื่อครู่เจียเอ๋อร์บอกว่าหากข้าสงสัยเรื่องใดให้มาถามเจ้าให้กระจ่างเจ้ากับเจียเอ๋อร์ปิดบังอะไรข้ากับท่านพ่อไว้กันแน่?” เฉินอี้เหอถามตรงประเด็นทันที
หากแต่เผยฉางชิงกลับขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง พร้อมถามเรื่องราวจากเฉินอี้เหออย่างละเอียดถึงได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในที่สุด
“เช่นนั้นยามนี้เจียเอ๋อร์อยู่ในห้องจ้าวอี๋เหนียงอย่างนั้นหรือขอรับ?” เผยฉางชิงถาม
เฉินอี้เหอพยักหน้า“นางตามแม่นมซุนไป คงไม่ไปที่ไหนอื่นหรอก”
คำพูดเขายังไม่ทันจบดีเผยฉางชิงก็รีบร้อนปรี่ออกไปทันใด “แม่ทัพเฉินพวกเรารีบไปคุ้มกันที่ฝั่งจ้าวอี๋เหนียง หากข้าน้อยเผยเดาไม่ผิดคืนนี้เจียเอ๋อร์ต้องเกิดเรื่องเป็นแน่ขอรับ”
เมื่อได้ยินว่าจะเกิดเรื่องกับเฉินจิ้งเจียเฉินอี้เหอก็ไม่สนใจเรื่องน้อยใจหวงน้องสาวกับเผยฉางชิงอีกต่อไปเร่งฝีเท้าตามเขามุ่งหน้าไปรอบนอกเรือนจ้าวอี๋เหนียงทันที
ถึงอย่างไรก็เป็นอนุของป๋อชางโหวทั้งสองจึงมิกล้าเข้าไป ทำได้เพียงรอคุ้มกันอยู่นอกเรือน
ท้องนภาอับแสงทีละนิดเฉินอี้เหอทำสงครามข้างนอกมาทั้งปี การหลบซ่อนตัวเช่นนี้มักเกิดขึ้นบ่อยเสมอ
เขาหันมองเผยฉางชิงข้างกายไม่คิดไม่ฝันว่าปัญญาชนคนหนึ่งจะคอยเฝ้าระวังอยู่ที่นี่ได้นานขนาดนี้โดยสีหน้าหน้าไม่เปลี่ยนไปสักนิดช่างมีจิตใจอดทนแข็งแกร่งยิ่งนัก
ครั้นนึกถึงสิ่งที่เฉินจิ้งเจียเคยพูดไว้เผยฉางชิงผู้นี้ ต้องโบยบินสู่นภาได้อย่างแน่นอน
ตอนนั้นเขาแค่คิดว่าเฉินจิ้งเจียถูกความเป็นบุรุษของเผยฉางชิงบังตาให้ลุ่มหลงแต่ตอนนี้มิอาจเชื่อได้ว่าสายตาเฉินจิ้งเจียจะโดดเด่นไม่เหมือนใครจริงๆ
ขณะกำลังครุ่นคิดทันใดนั้นเหนือหลังคาเรือนจ้าวอี๋เหนียงพลันมีชายชุดดำคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นบนบ่าเขาแบกร่างใครคนหนึ่งไว้ เมื่อดูอย่างละเอียด คลับคล้ายจะเป็นผู้หญิงอาภรณ์ที่สวมใส่นั้น...
“เจียเอ๋อร์นี่!”
เฉินอี้เหอตะโกนอย่างตื่นตกใจพุ่งกระโดดตัวออกไปโดยไม่สนใจสิ่งอื่นอีกต่อไป
ชายชุดดำดูเหมือนไม่คาดคิดว่าได้เจอเฉินอี้เหอชะงักงันครู่หนึ่งก่อนลนลานกระโดดหนีไปบนหลังคากระนั้นกลับไม่ยอมทิ้งคนบนบ่าลงแต่อย่างใด
เผยฉางชิงเห็นเฉินอี้เหอตามติดชายชุดดำไปเพียงชั่วพริบตาก็ไม่เห็นเงาแล้ว
เรือนพักเบื้องหน้ามืดมิดเงียบสงัดราวกับตกอยู่ในภวังค์หลับใหล
หากแต่เผยฉางชิงกลับขมวดคิ้วมุ่นผิดปกติ นี่มันผิดปกติมาก!
หากชายชุดดำเตรียมตัวมาเพื่อจับเฉินจิ้งเจียเช่นนั้นไม่มีทางที่จะไม่รู้ว่าเฉินอี้เหอให้ความสำคัญกับเฉินจิ้งเจียขนาดไหนไม่มีทางไม่เตรียมการสกัดกั้นเฉินเหอแม่ทัพใหญ่ผู้มากวรยุทธ์เช่นนี้แน่
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ไฉนถึงได้ยืนบนหลังคาอย่างโจ่งแจ้งแม้แต่อาภรณ์สีอ่อนบนร่างเฉินจิ้งเจียยังไม่หาชุดคลุมปกปิดสายตาสักหน่อยหรือ?
นอกเสียจากว่า...
สีหน้าเผยฉางชิงซีดเผือดทันใดเรือนเล็กมืดสนิทเบื้องหน้า ดวงตาเขาจดจ้องเรือนพักเบื้องหน้าตาไม่กะพริบ
เฉินจิ้งเจียต้องอยู่ในเรือนแน่!
เพียงแต่ข้างกายไม่มีใครอยู่เขามิอาจส่งสารได้ จึงทำได้เพียงคอยจับตาดูด้วยตัวเอง
เป็นอย่างที่คิดชั่วเวลาหนึ่งก้านธูปผ่านไป ภายในเรือนเล็กเริ่มมีการเคลื่อนไหวเผยฉางชิงจดจ้องร่างเงาดำที่ปรากฏกายขึ้นไม่ละสายตา ลอบตามติดอย่างระมัดระวัง
เขารู้ดีว่าคนผู้นี้ต้องมีวรยุทธ์ติดตัวแน่ตนจึงทำได้เพียงตามติดไป หากทิ้งห่างเช่นนั้นก็คงทำอันใดไม่ได้อีกต่อไป
ราตรีมืดมิดลงทุกชั่วขณะเมื่อนั้นแม่นมซุนถึงได้ยกชาที่เตรียมไว้มาไม่ช้าก็ได้ยินเสียงนางแผดตะโกนร่ำร้องดังขึ้น
“ทหารมาเร็วเข้า!แย่แล้ว! คุณหนูใหญ่กับอี๋เหนียงหายไปแล้ว!”
ไม่นานป๋อชางโหวก็มาถึงครั้นเห็นห้องหับว่างเปล่า เส้นเลือดบนหน้าผากเขาพลันปูดนูนพุ่งมือคว้าคอแม่นมซุนทันที “เกิดอะไรขึ้น? คนเล่า!ข้าถามเจ้าว่าคนอยู่ไหน!”
แม่นมซุนเกือบถูกเขาบีบคอตาเหลือกเกือบเข้าเฝ้ายมบาลไปแล้วโชคดีที่ลุงฉีข้างกายป๋อชางโหวเอ่ยปากทันเวลา ถึงได้ช่วยชีวิตแม่นมซุนไว้
นางร้องไห้เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังคุกเข่าบนพื้นยอมรับความผิดของตัวเอง “เป็นความผิดของบ่าวเองเจ้าค่ะ!ล้วนเป็นความผิดของบ่าวทั้งสิ้นเจ้าค่ะ! หากรู้เช่นนี้บ่าวน่าจะอยู่ในห้องกับคุณหนูใหญ่และจ้าวอี๋เหนียงด้วย!”
เมื่อได้ยินนางร่ำไห้น่ารำคาญใจป๋อชางโหวก็กระทืบซ้ำจิตใจนางอีกครั้งอย่างไม่ไยดี “หุบปาก!หากจะร้องก็ไสหัวไปร้องที่อื่น!”
บางทีอาจเป็นเพราะไม่เคยเห็นป๋อชางโหวดุร้ายเช่นนี้มาก่อนแม่นมซุนถึงกับมิอาจสะกดกลั้นไว้ได้ แผดร้องไห้เสียงดัง
“คุณชายใหญ่เล่า?” ป๋อชางโหวถาม “น้องสาวหายไปทั้งคน ยังไม่รีบมาอีก?!”
เด็กรับใช้ข้างๆตอบรับ “บ่าวจะไปเรียกคุณชายใหญ่มาให้ขอรับ”
ว่าแล้วก็รีบร้อนถอยไปเตรียมมุ่งหน้าไปเรือนพักเฉินอี้เหอ
เพิ่งเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็เห็นเฉินอี้เหอปรี่เข้ามา สีหน้าเขาคร่ำเคร่งขีดสุดจิตสังหารในตัวทวีคูณเหนือกว่าป๋อชางโหวหลายเท่าทำเอาเด็กรับใช้ผู้นั้นไม่กล้าขวางเขาแม้แต่น้อย
“เจ้าไปอยู่ไหนมา!น้องสาวเจ้าหายตัวไปรู้บ้างหรือไม่!”
เฉินอี้เหอเข้าห้องมาก็ได้ยินเสียงด่ากราดจากบิดาตนทันที เขาก็เบนจิตสังหารของตนเองเดินหน้าเข้าทำความเคารพป๋อชางโหวครั้งหนึ่ง ก่อนกวักมือเรียกคนข้างหลังเดินเข้ามา
“อี๋เหนียง? อี๋เหนียงท่านกลับมาแล้ว!” แม่นมซุนเห็นบุคคลผู้ถูกอุ้มเข้ามาก็ระงับความดีใจไว้แทบไม่อยู่
จ้าวอี๋เหนียงยังไม่ได้สติแต่นี่เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่
เมื่อเห็นจ้าวอี๋เหนียงสีหน้าป๋อชางโหวก็ยิ่งย่ำแย่กว่าที่เคย “เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
เฉินอี้เหอเล่าเรื่องราวที่ประสบพบเจอมาให้ฟังจากนั้นจึงคุกเข่า “ความผิดข้าเองขอรับที่บุ่มบ่ามออกไปโดยมิอาจทำใจเย็นประเมินสถานการณ์ก่อนกลายเป็นว่าช่วยเป็นนกต่อให้คนร้าย พวกมันเปลี่ยนชุดของเจียเอ่อร์กับจ้าวอี๋เหนียงข้าถึงได้...”
เรื่องราวที่เหลือเขาไม่จำเป็นต้องพูดป๋อชางโหวก็เข้าใจได้ ว่าแล้วพลันหันหน้ามองแม่นมซุนทันใด “แล้วเจ้ารู้เรื่องนี้หรือไม่?”