ในใจกลางของความมืดมิดที่ไร้ซึ่งแสงสว่าง
“สำหรับกีอัสแล้วความมืดก็เปรียบเสมือนกับความสิ้นหวัง และความหวังนั้นก็เปรียบเสมือนกับแสงสว่าง”
เสียงหยาบกระด้าง และเ็าของชายคนนึงที่กำลังนั่งก้มหน้าอยู่บนบัลลังค์หินขนาดใหญ่ ในชุดเกราะสีขาวบริสุทธิ์ พร้อมกับโซ่ตรวนมากมายที่มีอักขระบางอย่างสลักไว้ติดอยู่ทั่วทั้งตัวของชุดเกราะ
“แต่แสงสว่างที่เปรียบเสมือนกับความหวังสำหรับกีอัสแล้วนั้น มันไม่เคยเพียงพอที่จะทำให้ความสิ้นหวังทั้งหมดของเขาหายไป”
ชายคนนั้นค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นอย่างช้า ๆ จนเผยให้เห็นดวงตาสีแดงฉานของเขาที่กำลังเปล่งประกายดั่งอัญมณีสีเื ภายใต้หมวกเหล็กสีขาว
“แต่ความหวังเ่าั้มันกลับจะคอยเพิ่มพูนความสิ้นหวังให้กับตัวของเขามากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไร้ที่สิ้นสุดแทน”
ดวงตาของเขานั้นเปล่งประกาย และน่าหวาดกลัว แต่ในเวลาเดียวกันนั้นมันกลับดูงดงามอย่างบอกไม่ถูก
“แล้วสักวันเ้าจะได้กลับมาพบกลับข้าอีกครั้ง พร้อมกับหายนะที่เ้าได้สร้างขึ้น และเ้าจะกลายเป็ผู้ที่มาปลดปล่อยข้าออกจากคุกแห่งนี้”
“ที่นี่คือที่ไหน?”
ชายหนุ่มคนนึงที่กำลังลอยเคว้งอยู่ในความมืดอย่างไร้จุดหมายเอ่ยขึ้นมา ในขณะที่ตนเองนั้นกำลังเปลือยกายอยู่
“แล้วเสื้อผ้าของฉันมันหายไปไหน?”
หลังจากที่ชายหนุ่มพูดจบจึงค่อยหันไปมองรอบ ๆ
“ทำไมที่นี่มันถึงได้มืดขนาดนี้ล่ะ?”
ทุก ๆ อย่างรอบตัวของชายหนุ่มนั้นมืดสนิท แต่มีเพียงแค่ร่างกายของชายหนุ่มเท่านั้นที่ไม่ได้ปะปน หรือรวมเป็หนึ่งกับความมืด
“ร่างกายของฉันนี่มันแปลก ๆ ชอบกล”
พอมองดูทุกส่วนของร่างกาย ทั้งแขน ทั้งขา ก็ยังอยู่ที่เดิมทั้งขนาด และจำนวนเองก็ยังเท่าเดิมเหมือนปกติ ไม่มีอะไรหายไป หรือใหญ่ขึ้น หรือเล็กลง แต่ความรู้สึกทั้งหมดที่เคยมีมันกลับหายไปแทน
“มันคืออะไรกันนะความรู้สึกพวกนี้...ไม่ใช่สิไม่มีความรู้สึกต่างหาก แล้วฉัน...ยังหายใจอยู่รึเปล่า?”
ฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับที่แห่งนี้แม้แต่น้อย แม้แต่ตอนที่ฉันถูกยิงเองฉันก็ยังจำคำพูดในระหว่างนั้นไม่ได้ด้วยซ้ำ หรือแม้กระทั่งคนที่ยิงฉัน...
ไม่ว่าจะพยายามนึกคิดสักเท่าไหร่ก็มองไม่เห็นภาพอะไรสักอย่าง อย่างกับว่าเื่นั้นมันไม่เคยเกิดขึ้น มีแต่เพียงความเ็ปเท่านั้นที่ยังคงจดจำได้เป็อย่างดี
เสื้อผ้าเปลื้อนเืที่เคยใส่อยู่ก่อนหน้าที่จะมาอยู่ในนี้เองก็หายไปั้แ่ตอนที่ตื่นขึ้นมา พอมองรอบ ๆ เพื่อจะหาเบาะแสว่าตัวเองอยู่ที่ไหน ก็ไม่เจออะไรที่จะบ่งบอกสถานที่ที่ฉันอยู่ได้แม้แต่น้อย
ฉันเองก็ไม่รู้จะทำยังไง จึงกลับมาดูอาการของร่างกายตัวเองก่อนหลังจากนั้น รวมทั้งเอามาเปรียบเทียบกับเื่ก่อนหน้าก่อนที่ทุกอย่างจะมืดไปก็รู้สึกสับสนขึ้นมานิดหน่อย เพราะเืที่เคยไหลออกมาเป็จำนวนมาก มันกลับหายไปเหมือนไม่เคยเกิดขึ้น ที่แผลไม่มีรอยเย็บ หรืออะไรทั้งนั้นกระทั่งแผลเป็เองก็ไม่มี
พอเห็นแบบนั้นก็หันไปมองรอบ ๆ แต่ในนี้เองก็ไม่มีคนอื่นนอกจากฉันอยู่ ที่เห็นอยู่ก็มีแต่ความมืด ไม่มีแสงสาดส่องแม้แต่น้อย และมืดสนิท
“มันคืออะไรกันแน่นะ?”
“.....”
ถึงจะพูดแบบนั้นออกไป ก็ไม่มีอะไรตอบกลับมาอยู่ดี
“ช่างมันเถอะ ถ้างั้นที่นี่คือที่ไหน?”
แล้วก็วนกลับมาที่คำถามเดิมอีกครั้งเหมือนวนลูปมาได้สิบกว่ารอบั้แ่ที่ตื่นมาที่นี่
ถึงจะพยายามมองไปทั่วทุกที่ เพื่อหาสิ่งที่จะบ่งบอกสถานที่ที่ฉันอยู่ แต่สุดท้ายก็ไม่เจออะไรที่จะบ่งบอกสถานที่ได้แม้แต่น้อย หรือจะกลับมาสังเกตร่างกายของตัวเองหลาย ๆ รอบก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ยกเว้นที่ได้รู้ว่าร่างกายของตัวเองนั้นไร้ความรู้สึกไปแล้ว กระทั่งการหายใจเองก็ยังไม่มี
“แล้วฉันจะไปรู้ได้ยังไงว่าที่นี่เป็ที่ไหน? ถ้าที่นี่มันไม่มีอะไรเลยแบบนี้”
“อาจจะเป็ภายในจิตใจของฉันก็ได้นะ”
จู่ ๆ ก็มีเสียงของใครบางคนเอ่ยขึ้นมาทางด้านหลัง
“เสียงนี่มัน... ”
“เอาล่ะหมดเวลาแล้ว เจอกันอีกทีตอนที่ทุกอย่างจบนะ”
“ กึก กึก กึก....”
จากนั้นก็มีเสียงที่เหมือนกับเข็มนาฬิกาที่กำลังเดินอยู่ ดังออกมา
“หมายความว่ายังไง? แล้วนายเป็ใคร?”
“ก็เจอกันอีกทีตอนที่ทุกอย่างจบ ก็ตรงตัวดีนะ หรือฉันพูดอะไรผิดภาษาของนายยิ่งพูดยากอยู่ด้วยถึงจะอยู่มาสามสิบปีแล้วก็เถอะ”
“ห๊ะ? ภาษาอะไรนะ?”
หลังจากที่เสียงที่เหมือนกับนาฬิกาเริ่มดังขึ้นได้ไม่นาน ก็เริ่มรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างค่อย ๆ มาโอบกอดทั่วทั้งตัว
“เกิดอะไรขึ้น!? จะกอดฉันเหรอ!?”
พอมองลงไปดูที่ลำตัว ก็ไม่เห็นมีอะไร ยกเว้นอะไรบางอย่างที่กำลังตื่นอยู่....
“ความรู้สึกกลับมาแล้วเหรอ? ถึงได้ตื่นขนาดนี้คงจะแค่ละเมอไปเองสินะ”
“ก็ขอให้มีความสุขกับความฝันนี่แล้วกันนะ”
“เสียงนั่นเป็ของใครกันแน่!?”
แต่ในครั้งนี้พอจะหันหลังกลับไปมอง กลับกลายเป็ว่า ฉันไม่สามารถขยับแขน ขา หรือร่างกายของตัวเองได้ ฉันทำได้แค่มองตรง และกรอกตาไปมาเท่านั้น
“ ตึ่ง ”
ทันทีที่เสียงนั้นดังขึ้น เสียงที่เหมือนกับเข็มนาฬิกาที่กำลังเดินอยู่ก็หายไป
“นี่มันเกิดเื่บ้าอะไรขึ้น!?”
‘นี่มันเกิดเื่บ้าอะไรขึ้น!?’
เสียงทับซ้อนระหว่างความคิด กับสิ่งที่เอ่ยออกมา
เมื่อเสียงของชายหนุ่มได้จบลง ทุกอย่างก็กลับมากลายเป็สีดำที่มืดสนิทอีกครั้ง และร่างกายของชายหนุ่มก็ได้หายไปจากความมืดราวกับว่าชายหนุ่มนั้นไม่เคยมีตัวตนในที่แห่งนี้มาก่อน
ประสาทััทั้งหมดของชายหนุ่มเริ่มกลับมาอีกครั้งอย่างช้า ๆ โดยสิ่งที่กลับคืนมาเป็อย่างแรกนั้น คือการสูดอากาศหายใจที่เป็พื้นฐานของการดำรงชีวิต และค่อย ๆ ตามมาด้วยการรับรู้ถึงกลิ่นต่าง ๆ
‘กลิ่นเหรอ?’
กลิ่นของอะไรบางอย่างโชยมาเตะที่จมูก
‘ดอกไม้? ลาเวนเดอร์เหรอ?’
กลิ่นที่โชยมามีกลิ่นหอมเย็น ๆ ที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายคล้าย ๆ กับกลิ่นของดอกลาเวนเดอร์แขนขาเองก็ค่อย ๆ กลับมารู้สึกอีกครั้ง และััได้ถึงเนื้อผ้าที่กำลังโอบกอดเอาไว้ทั่วทั้งตัว
แต่ตอนนี้กลับรู้สึกอึดอัดเหมือนกำลังถูกกอด หรือไม่ก็อุ้มอยู่ แต่แขนที่ใช้อุ้มอยู่รู้สึกได้ว่ามันเล็ก และบอบบางเหมือนผู้หญิง
‘ก เกิดอะไรขึ้น!?แผ่นดินไหวเหรอ!?’
จู่ ๆ คนที่กอด หรืออุ้มฉันไว้ก็เริ่มส่ายแขนไปมาจากซ้ายไปขวาอยู่เรื่อย ๆ มันไม่ได้รวดเร็วอะไรมาก แต่มันแฝงไปด้วยความร้อนใจ จนฉันเผลอลืมตาขึ้นมาเองโดยไม่ได้ตั้งใจ
ฉันลืมตาขึ้นมาด้วยความสับสน
‘เด็กผู้หญิง กับเด็กผู้ชาย?’
สิ่งที่เห็นเป็อย่างแรกหลังจากที่ได้ลืมตาขึ้นคือชายหนุ่มผมสั้นสีดำสนิทพร้อมนัยต์ตาสีน้ำตาล กับหญิงสาวอีกคนที่เส้นผมสีฟ้ายาวสลวยที่น่าจะยาวจนถึงเอวของเธอ สีนัยต์ตาของเธอเองก็เช่นกันแต่มันดูสว่างกว่า และดูเหมือนทั้งสองคนพึ่งผ่าน่วัยรุ่นมาได้ไม่นาน ดูมีความสุขแต่ก็ดูเศร้าในเวลาเดียวกัน
หน้าตาของทั้งสองดูเกลี้ยงเกลา สำหรับผู้หญิงก็เรียกได้ว่าสวยเป็อย่างมาก ส่วนผู้ชายเองก็ดูหล่อเหลาไม่แพ้กัน
แต่นั่นไม่ใช่เื่สำคัญในตอนนี้ เื่สำคัญในตอนนี้ก็คือเกิดอะไรขึ้นต่างหาก และก็ควรเริ่มจากการสังเกตก่อน...
‘รู้สึกหนาวหน่อย ๆ แหะ...’
จู่ ๆ ความคิดทั้งหมดก็หยุดชะงัก
‘ทำไมถึงหนาวล่ะ? หือ?’
ณ วินาทีนั้นหางตาของฉันได้เหลือบไปเห็นหิมะก้อนเล็ก ๆ ที่กำลังตกลงมาจากบนท้องฟ้า นอกกระจกบานใหญ่ที่ใสจนสามารถมองเห็นด้านนอกได้
‘นอกกระจกนั่น...หิมะเหรอ?’
ฉันสลบไปนานแค่ไหนกัน ถึงได้มาโผล่ใน่ฤดูหนาวแบบนี้
‘หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า.....’
พอลองนับดูจากวันที่ถูกยิง ก็สรุปได้ว่ากว่าฤดูหนาวจะมา จะต้องใช้เวลาอย่างต่ำทั้งสิ้นถึงห้าเดือนกว่าหิมะพวกนั้นจะเริ่มตกลงมา
‘นี่ฉันโคม่าขนาดนั้นเลยเหรอ?’
ฉันพยายามที่จะนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้าที่จะถูกยิง หรือก่อนที่ทุกอย่างจะมืดไปเพื่อเอามาเปรียบเทียบกับสถานการณ์ในตอนนี้
แต่ไม่ว่าจะพยายามนึกคิดสักเท่าไหร่ ก็จำได้แค่ว่าหลังจากที่ถูกยิงก็ล้มลงไปนอนอยู่บนกองเืของตัวเอง และทุกอย่างก็มืดไป ซึ่งทั้งหมดนั้นอยู่ใน่ฤดูร้อน
แต่ฉันในตอนนี้นั้นอยู่ใน่ฤดูหนาว และจำไม่เห็นได้ ว่าเคยมีคนมาช่วยไว้ได้ทันก่อนที่ทุกอย่างจะมืดไป
‘มาช่วยตอนที่ฉันสลบอยู่เหรอ?’
หรือเสียงที่ได้ยินตอนนั้นจะเป็เสียงของเขากันนะ
หลังจากที่คิดแบบนั้นก็หันไปมองที่ชายหนุ่มผมสั้นสีดำที่นั่งอยู่ข้าง ๆ หญิงสาวทันที
คิดในแง่บวกไว้สิ สองคนนี้อาจจะมาช่วยฉันไว้ได้ทันก็ได้ ถ้างั้นก็ควรจะขอบคุณก่อน ที่จะพูดอะไรอย่างอื่นออกไป
‘ขอบคุณ’
“แว้”
เสียงเล็กแหลมของเด็กทารกดังออกมาพร้อมกับเสียงของฉันที่กำลังพูดออกไป
หลังจากที่พูดจบจู่ ๆ ทั้งสองคนก็ยิ้มบานเหมือนกำลังดีใจอะไรบางอย่าง
‘แว้เหรอ? เสียงใครกัน? เสียงของฉันมันไม่ได้แหลมขนาดนั้นนะ?’
“ แบร่!!! ”
จากนั้นชายหนุ่มก็โต้ตอบกลับมาด้วยการอ่าปาก และแลบลิ้นใส่ เหมือนพยายามจะทำให้ตลกขบขันไปกับสิ่งนี้
“.....”
ฉันไม่ได้ขำ แต่กลับงุนงงมากกว่าว่าเขาทำไปทำไม
‘ทำไมถึงทำแบบนั้นล่ะ?’
เธอเองก็ดูดีใจไม่น้อยหลังจากที่ฉันพูดจบ พร้อมกับเขย่าฉันเบา ๆ ไปด้วยในระหว่างที่กำลังส่ายฉันไปมาอยู่
‘ ก เกิดอะไรขึ้น? ทำไมถึงดูดีใจกันนักล่ะ!?’
จู่ ๆ ทั้งสองคนก็เริ่มพูดคุยกันด้วยหน้าตาระรื่นอย่างมีความสุข
‘นั่น...ภาษานั่นมันมีด้วยเหรอ?’
ฉันไม่ได้เข้าใจในสิ่งที่ทั้งสองคนกำลังพูดคุยกันแม้แต่น้อย
ถ้าดูจากท่าทางนั้นเหมือนทั้งสองคนจะคุยกันเสร็จแล้ว จึงค่อยหันมาที่ฉัน
“ไลท์...ลอส...แบล็คโรส ”
เธอค่อย ๆพูดอย่างช้า ๆมาที่ฉัน เหมือนกับพยายามจะให้ฉันทำความเข้าใจ และจดจำในสิ่งที่เธอกำลังพูด
ฉันไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าสิ่งที่เธอกำลังพูดมันคืออะไร
“เกรย์...”
“เมล...”
ก่อนที่ฉันจะถามอะไรออกไป ชายหนุ่มก็เริ่มพูดชื่อของตัวเองอย่างช้า ๆ พร้อมกับชี้ไปที่ตัวเอง และรวมถึงพูดชื่อ พร้อมกับชี้ไปที่เธอที่กำลังนั่งอุ้มฉันอยู่เช่นกัน
ในตอนนั้นอะไรบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในหัวของฉันอย่างไม่ทันตั้งตัว
‘ไม่จริงใช่มั้ย?’
แต่ในตอนนั้นฉันแค่ไม่อยากจะเชื่อในความเป็จริงที่อยู่ตรงหน้า
‘มันต้องไม่ใช่แน่ ๆอยู่แล้วสิ ใช่มั้ย?’
จึงพยายามที่จะหาอะไรบางอย่างเพื่อมาสนับสนุนให้ความคิดนั้นให้มันไม่เป็จริง หรือเรียกง่าย ๆ ว่าฉันเลือกที่จะเชื่อในสิ่งที่ฉันอยากจะเชื่ออย่างสุดกำลังมากกว่า
‘ทำไมฉันถึงขยับอะไรไม่ได้เลยล่ะ!? ทั้งที่ฉันกำลังตื่นอยู่เนี่ยนะ!? ขยับสิ! ไอ้ร่างกายไร้ประโยชน์!!’
แต่ความเป็จริงที่อยู่ตรงหน้าของฉันในตอนนี้นั้นมันกลับยากที่จะปฏิเสธ และทำได้แค่ยอมรับมันเท่านั้น
‘...... ’
และในตอนนี้ชื่อของฉันก็ได้เปลี่ยนไปแล้ว...
“ชื่อของผมคือ ไลท์...ลอส...แบล็คโรส”