ตอนที่ 23 นายหญิงผู้เฒ่ามาแล้ว (2)
ตอนที่นายหญิงผู้เฒ่าหาบ้านของเฉินเสี่ยวหมี่เจอ ลู่หลินกำลังนอนหลับ
ความจริงลู่หลินเป็คนเกียจคร้าน และไม่มีความทะเยอทะยานใดๆ
เนื่องจากอากาศหนาวเย็น ทั้งยังไม่มีเครื่องปรับอากาศ ลู่หลินจึงเสพติดการนอนกลางวัน
หลังจากในมือมีเงินแล้ว เฉินเสี่ยวหมี่ก็ไม่กังวลเื่เสบียงอาหารสำหรับฤดูหนาว จึงทำเป็หลับตาข้างหนึ่งต่อพฤติกรรมนอนกลางวันของลู่หลิน
ในสายตาของเฉินเสี่ยวหมี่ ชาติก่อนลู่หลินเป็ถึงคนตระกูลใหญ่ที่มีการศึกษา ตอนนี้แต่งมาอยู่กับเขานับว่าน่าอดสู
เขาได้รับผลประโยชน์จากอีกฝ่ายมากมายเช่นนี้ ลู่หลินแค่นอนเยอะสักหน่อยก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร
อย่างไรเสียตอนนี้ก็เข้าฤดูหนาวแล้ว ควรถึงเวลาพักผ่อน
ขณะที่ลู่หลินกำลังนอนหลับสบาย ก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้น เมื่อออกไปดูก็เห็นเสี่ยวไช่กับนายหญิงผู้เฒ่ากำลังเผชิญหน้ากัน
นายหญิงผู้เฒ่าร้องไห้คร่ำครวญเป็ระยะอยู่บนพื้น “ตีคนแล้ว จะตีคนตายแล้ว”
ลู่หลินมองเฉินเสี่ยวไช่แวบหนึ่ง ถามว่า “เกิดอะไรขึ้น”
เฉินเสี่ยวไช่ขมวดคิ้วพูด “ยายเฒ่าคนนี้มาถึงก็เอาแต่ด่า ข้าตีนางไปทีหนึ่ง นางก็ลงไปนอนบนพื้นไม่ยอมลุกขึ้น”
ลู่หลินกลอกตาคิดในใจ ‘นายหญิงผู้เฒ่านอนแผ่บนพื้นไม่ยอมลุกขึ้นเช่นนี้ เกรงว่าคงอยากไถเงินสินะ ปั้นน้ำเป็ตัว!’
ไม่นานนักก็มีคนมากมายมารวมตัวกันที่บ้านของเฉินเสี่ยวหมี่
ลู่หลินมองผู้คนที่มามุงดูแล้วนึกสงสัยในใจเล็กน้อย ตรงนี้ค่อนข้างห่างไกล ไม่รู้ว่าคนพวกนี้มาั้แ่เมื่อใด คงเพราะเห็นนายหญิงผู้เฒ่าจะมาหาเื่ จึงตามมาดูกันกระมัง
“เ้าคนอกตัญญูสมควรตาย! เ้ารอง ดูสิว่าเ้าให้กำเนิดลูกแบบใดออกมา
“เ้ารอง ลูกของเ้าเป็ตัวกาลกิณีของข้าโดยแท้!
“เ้ารอง เ้าดูบุตรของเ้าสิ! แต่งกับซวงเอ๋อร์แล้วลืมปู่ลืมย่า แม้แต่บ้านยังไม่ยอมกลับ! ของดีๆ ล้วนให้แต่คนนอก!”
หวังซื่อนอนอยู่บนพื้นไม่ยอมลุก เมื่อเห็นคนมุงดูมากขึ้นเรื่อยๆ หวังซื่อก็ร้องไห้คร่ำครวญดังยิ่งขึ้น
เฉินเสี่ยวหมี่ไม่อยู่ ชาวบ้านหลายคนจึงมองลู่หลินพลางซุบซิบนินทา
ไม่นานนัก ผู้ใหญ่บ้านก็ถูกเรียกตัวมา
“เ้าหนูหลิน เกิดเื่อะไรขึ้นหรือ” ผู้ใหญ่บ้านถาม
ลู่หลินตอบอย่างไม่ตื่นตระหนก “ท่านย่าของข้ามาขโมยของในบ้าน แต่ถูกเสี่ยวไช่จับได้และตีไปหลายที”
เมื่อลู่หลินพูดเช่นนี้ หวังซื่อที่แกล้งตายอยู่บนพื้นก็แทบจะลุกพรวดขึ้นมา
ผู้คนที่มามุงดูโดยรอบต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ทันที การขโมยของถือเป็เื่ใหญ่ของหมู่บ้าน หากถูกจับได้ก็จะโดนประณาม
หวังซื่อมองลู่หลินด้วยสายตาดุร้าย “เ้าคนสารเลว พูดจาเหลวไหลอะไร”
ลู่หลินมองหวังซื่อพลางพูดอย่างนุ่มนวล “ท่านย่า ข้าแต่งออกไปแล้ว ที่บ้านก็รับเงินสิบตำลึงจากเสี่ยวหมี่แล้ว ท่านอย่าเห็นว่าเสี่ยวหมี่หาเงินได้เยอะ ก็คิดจะมาเอาเปรียบลักขโมย! พี่ชายใหญ่เป็ปัญญาชน ท่านทำเช่นนี้จะส่งผลเสียต่อพี่ชายใหญ่นะ!”
ลู่หลินพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและจริงจัง ทำให้เฉินเสี่ยวไช่อดมองลู่หลินด้วยสีหน้าที่เปี่ยมด้วยความประหลาดใจไม่ได้
เฉินเสี่ยวม่ายได้ยินเสียงก็วิ่งออกมา เมื่อได้ยินคำพูดของลู่หลินก็อ้าปากพูด “ขโมยของ ขโมยของ”
เมื่อลู่หลินได้ยินเสียงร้องของเฉินเสี่ยวม่าย ทันใดนั้นรู้สึกว่าเฉินเสี่ยวม่ายให้ความร่วมมือได้ดีมาก! ในสายตาของชาวบ้าน เฉินเสี่ยวม่ายเป็เด็กซื่อๆ เขาย่อมไม่พูดโกหกแน่นอน
ลู่หลินตัดสินใจว่า พอคนเหล่านี้แยกย้ายเมื่อไร เขาจะทำไข่ตุ๋นของโปรดของเสี่ยวม่ายให้เสี่ยวม่ายได้กิน
เมื่อผู้ใหญ่บ้านได้ยินคำพูดของเฉินเสี่ยวม่ายก็มีสีหน้าบึ้งตึงทันที
หลังจากได้ยินลู่หลินเอ่ยถึงเงินสิบตำลึง และบอกว่าหวังซื่อขโมยของ ชาวบ้านก็แตกตื่นขึ้นมาในฉับพลัน
ชาวบ้านหลายคนทำงานยากลำบากทั้งปีก็ได้แค่เจ็ดแปดตำลึง สิบตำลึงนี้นับว่าเป็เงินก้อนใหญ่มาก! หวังซื่อได้รับเงินก้อนใหญ่เช่นนี้แล้วยังไม่รู้จักพอ แบบนี้ไม่ถูกต้อง!
หวังซื่อเลิกร้องไห้แล้ว ทั้งยังมองลู่หลินด้วยสายตาเปี่ยมความดุร้าย
ลู่หลินก้มหน้าลงด้วยท่าทางจริงจัง
หวังซื่อมองสีหน้าของผู้คนโดยรอบแล้วรู้สึกทั้งโกรธทั้งร้อนรน “เ้าคนสารเลว เ้าพูดจาเหลวไหลอะไร ข้าจะบีบคอเ้าให้ตาย”
“ท่านย่า บิดาข้าตายในสนามรบ มารดาข้าตรากตรำจนตาย ส่วนข้าก็แต่งงานออกไปแล้ว พวกเราบ้านรองเท่ากับสิ้นเชื้อสายแล้ว ท่านมาขโมยเงินของเสี่ยวหมี่ เช่นนี้ไม่เท่ากับบีบข้าสู่ทางตันหรือ”
เมื่อชาวบ้านได้ยินลู่หลินพูดเช่นนี้ก็เริ่มตำหนิหวังซื่อ การสิ้นเชื้อสายถือเป็เื่ใหญ่ของที่นี่
ทุกคนต่างเชื่อคำพูดของลู่หลินมาก อย่างไรเสียในสายตาของชาวบ้าน ลู่หลินก็เป็คนซื่อและขยันขันแข็ง หากไม่ใช่เพราะซื่อเกินไป ก็คงไม่ถูกครอบครัวให้แต่งงานออกไป อีกทั้งชาวบ้านยังรู้ว่าลู่หลินถูกส่งออกไปในสภาพไหน
เฉินเสี่ยวหมี่อารมณ์ร้ายมาก! หากหวังซื่อเอาเงินไปจริงๆ ลู่หลินต้องถูกทุบตีแน่นอน ไม่แน่อาจถูกตีจนตาย
ผู้ใหญ่บ้านมองหวังซื่อแล้วพูดว่า “วุ่นวายพอหรือยัง ยังไม่รีบลุกขึ้นมาอีก”
“จะฆ่าคนแล้ว หลานชายใส่ร้ายย่า” หวังซื่อนอนอยู่บนพื้น ร้องไห้คร่ำครวญแทบขาดใจ
ลู่หลินฟังหวังซื่อร้องคร่ำครวญโดยไม่แสดงท่าที
ผู้ใหญ่บ้านมองลู่หลินด้วยสายตาลึกซึ้งแล้วพูดว่า “อาหลิน ถึงแม้เ้าจะแต่งไปอยู่กับเฉินเสี่ยวหมี่แล้ว แต่ดีร้ายอย่างไรก็เป็คนตระกูลลู่นะ”
ลู่หลินมองผู้ใหญ่บ้านแวบหนึ่ง จากนั้นพูดว่า “ท่านลุงจางพูดถูก ก่อนหน้านี้ตอนข้าป่วย ครอบครัวยังยอมจ่ายเงินหนึ่งตำลึงเพื่อรักษาข้า อย่างไรเสียก็ยังเป็ห่วงข้า”
ชาวบ้านมองลู่หลินพลางคิดในใจ ‘ลู่หลินยังคงซื่อเกินไป จ่ายค่ารักษาแค่หนึ่งตำลึง แต่ขายออกไปได้ตั้งสิบตำลึงเชียวนะ หากไม่ใช่เพื่อเงินก้อนนั้น ตระกูลลู่จะยอมรักษาลู่หลินได้อย่างไร!’
ผู้ใหญ่บ้านทำสีหน้าบึ้งตึง มองลู่หลินอย่างเ็าแล้วพูดว่า “เ้าเข้าใจก็ดีแล้ว”
ผู้ใหญ่บ้านให้คนพาหวังซื่อกลับไป ส่วนคนที่เหลือเห็นว่าหมดเื่หมดราวแล้ว ทั้งยังกลัวเฉินเสี่ยวหมี่กลับมาหาเื่ จึงทยอยกันแยกย้าย
เื่ที่หวังซื่อไปขโมยของที่บ้านตระกูลเฉินแล้วถูกเด็กบ้านตระกูลเฉินตีก็แพร่ไปในหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว
หลังจากหวังซื่อกลับถึงบ้านตระกูลลู่ยังถูกนายท่านผู้เฒ่าลู่ตบหน้า
หวังซื่อทำตัวเหิมเกริมในบ้านจนเป็นิสัย เมื่อถูกตบหน้าฉาดหนึ่งอย่างไม่ทันตั้งตัว ก็โกรธเกรี้ยวทันที
ไม่ว่าหวังซื่อจะอธิบายอย่างไรว่าตนเองไม่ได้ขโมยเงิน คนในบ้านก็ไม่เชื่อนาง
เื่ที่เฉินเสี่ยวหมี่ขายสุราในเมืองจนได้เงินมากมาย ชาวบ้านมากมายต่างรับรู้ หวังซื่อก็รู้เช่นกัน
ทังซื่อถูกนายหญิงผู้เฒ่าตำหนิหลายครั้งว่า ตอนแรกที่เฉินเสี่ยวหมี่เสนอเงินสิบตำลึง น่าจะต่อรองราคาเพิ่มอีกสักหน่อย อย่างน้อยควรต่อรองถึงสิบห้าตำลึง ด้วยเหตุนี้ ทังซื่อจึงคิดว่ามีความเป็ได้ที่นายหญิงผู้เฒ่าที่เห็นแก่เงินจะฉวยโอกาสหยิบติดมือมา