เลือกเคล็ดวิชาฝึกฝน.
หอตำรานั้นเป็ห้องโถงขนาดใหญ่,มีความยาว 30 เมตร,กว้าง 20 เมตร,ภายในเต็มไปด้วยตำรามากมาย,มีเคล็ดวิชาหลายพันเล่มที่วางซ้อนกันอยู่บนหิ้ง.
ตำราแต่ละเล่มเป็วิชาสำหรับระดับเซียนเทียน,สามารถที่จะฝึกฝนไปจนถึงระดับแกนทองได้,ซึ่งสำหรับโลกภายนอกแล้ว,มันคือตำราลับที่ยาก,ไม่สามารถหาพบได้ในโลกมนุษย์,ซึ่งถูกรวบรวมเอามาไว้ภายในหอคัมภีร์แห่งนี้แล้ว.
เหล่าศิษย์ทั้ง 55 คน,ได้พบวิชาลับที่หมายตาไว้,ตอนนี้เริ่มท่องวิชาดังกล่าวแล้ว.
จงซานที่ใช้เวลาไม่น้อยในการสำรวจตำราทีละเล่มๆ.
ซึ่งมีตำราถึง 16 เล่ม,ที่เขาได้นำออกมา,ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็ปกสีดำตัวหนังสือสีขาว,ซึ่งเป็วิชาที่ยอดเยี่ยมที่สุด.
จงซานได้ใช้เวลาถึงครึ่งวันในการตรวจสอบตำราที่เขานำออกมาทั้งหมดอย่างระเอียด,ท้ายที่สุดก็เลือกได้สองเคล็ดวิชาออกมา.
ดาบ์กายสุริยันและกระบี่หยินร่างจันทรา.
แต่ละวิชามีอยู่ด้วยกันสิบขั้น,หกขั้นเพื่อสร้างแก่นแท้,หลังจากนั้นหากฝึกครบทั้งสิบขั้นก็จะทะลวงไปยังขั้นแกนทองได้.
ดาบ์กายสุริยันแน่นอนว่าสำหรับให้เขาเป็คนฝึก,ส่วนกระบี่หยินร่างจันทรานั้นสำหรับร่างแยกเงาของเขาที่อยู่คฤหาสตระกูลจง.
วิชาทั้งสองนั้นไม่ได้มีอักษรมากมายเหมือนกับเคล็ดวิชาหงหลวนหรือเคล็ดวิชากายาเทพอสูร.
เขาที่จำเป็ท่องจำไอยู่แต่ในหอตำรา,เมื่อหิว,ก็ต้องกลับมายังที่พัก,แน่นอนว่าไม่สามารถคัดลอกคัมภีร์ได้,ทำได้แค่ท่องจำอย่างเดียว,มันไม่ได้เลวร้ายอะไรนักสำหรับจงซาน,เขารู้ดีถึงการท่องจำเคล็ดวิชาเหล่านี้,มันมีผลต่อความตั้งใจและพยายามในการฝึกด้วย.
หลังจากผ่านไปทั้งหมดแปดวัน,จงซานก็สามารถจดจำคัมภีร์ทั้งสองได้.
จงซานอาศัยอยู่ภายในหุบเขาแห่งหนึ่ง,บรรยากาศค่อนข้างน่าพอใจทีเดียว,มีน้ำตกและสระน้ำลึกที่ลานบ้าน,มีลานขนาดเล็กและมีที่ดินที่กว้างขวาง,เป็พื้นที่ของสำนักไคหยางที่สามารถใช้เพาะปลูก.
จงซานที่รู้สึกค่อนข้างประหลาใจทีเดียวเมื่อเห็นเมล็ดพันธ์จำนวนมากในบ้านพักของเขา.
พึ่งพาตัวเอง? สำนักไคหยางไม่มีบ่าวรับใช้,ทุกคนจะต้องดูแลตัวเอง,หากว่าไม่ทำฟาร์มเพื่อเลี้ยงตัวเองล่ะก็,ก็สามารถล่าสัตว์และเก็บผลไม้จากเทือกเขามาประทั่งชีวิตได้,ซึ่งพื้นที่รอบๆนี้นับว่าอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแหล่งอาหาร,อย่างไรก็ตามแน่นอนว่าย่อมมีสัตว์ร้ายต่างๆด้วย,หากไม่ระวังอาจถึงกับเสียชีวิตได้.
โดยรวมแล้วมีแค่ที่พักอาศัยของพวกเขาเท่านั้นที่ปลอดภัย,เพราะว่ามีค่ายกลที่ถูกสร้างไว้สามารถที่จะกันแมลงพิษและสัตว์ร้ายไม่ให้เข้ามาใกล้ได้.
เป็เื่ปรกติสำหรับผู้ฝึกตนระดับเซียนเทียนที่ยังจำเป็ต้องกินอาหาร,ทว่าเมื่อไหร่ที่ก้าวไปถึงระดับแกนทองแล้ว,จะสามารถดูดซับพลังของ์และปฐีมาทดแทนอาหารปรกติได้.
จงซานเห็นเมล็ดพืชเ่าั้,ก็ประหลาดใจ,ทว่าท้ายที่สุดเขาก็ทำการคัดแยกเหล่าเมล็ดพันธ์เ่าั้ออกจากกัน,ทั้งเมล็ดผักและเมล็ดข้าว.
เขาใช้เวลาหลายวันทีเดียวในการทำสวน,แบ่งแยกแปลงผักแปลงข้าวออกจากัน,ด้วยกำลังกายที่ไปถึงระดับเซียนเทียน,ทำให้การทำสวนในครั้งนี้ไม่ใช่งานยากอะไรนัก.
มีอุปกรณ์ครบครันภายในบ้านหลังนี้,เห็นได้อย่างชัดเจนว่าภายในบ้านหลังนี้นั้นเคยมีใครอาศัยอยู่มาก่อน.
วิชากระบี่หยินร่างจันทรานั้น,เป็วิชาที่ต้องบำเพ็ญพลังหยิน,ซึ่งเป็หนึ่งในเพลงกระบี่ที่ร้ายกาจ,ซึ่งเขาได้ให้ร่างแยกเงาฝึกฝน,ต้องไม่ลืมว่าร่างแยกเงาของเขาเองก็ก้าวไปถึงระดับเซียนเทียนตามเขาด้วย,ทำให้ตอนนี้สามารถฝึกฝนวิชาได้เช่นกัน.
ส่วนวิชาดาบ์กายสุริยันนั้นเป็วิชาที่ใช้ร่วมกับเพลงดาบ,ตลอดจนฝึกฝนกับเปลวเพลิง,เพื่อควบคุมพลังหยาง.
เปลวเพลิงเหรอ? แล้วเขาจะไปหาเปลวเพลิงที่ใหนกัน?เขาจะต้องเดินทางเข้าไปในเทือกเขาเพื่อตัดต้นไม้หาฟืนมาจุดไฟ,นี่คือสิ่งที่จงซานต้องทำในตอนนี้,เขาที่เป็เหมือนกับชาวนาที่ยากจน,ก่อนหน้านี้เขาที่้าสิ่งใดก็ได้ทุกอย่าง,ตอนนี้ได้กลายเป็เหมือนกับชาวนาที่แร้นแค้นที่สุดไปแล้ว.
ทว่าเพื่อมุ่งสู่ความเป็ะ,จงซานจะต้องทนให้ได้.
จงซานที่เริ่มนั่งหลับตาบำเพ็ญวิชาดาบ์กายสุริยันต์ขั้นแรก,ซึ่งเป็การใช้ปราณที่แท้จริงในการสกัดกลั่นเืเนื้อ,ผิว,เส้นเอ็นและกระดูก,ั้แ่เที่ยงถึงเย็น,แทบจะไม่หยุดพัก.
หลังจากเสร็จสิ้นการฝึกก็จัดเตรียมอาหาร,โดยการจับปลาในสระน้ำเพื่อนำมาทำอาหารสำหรับตัวเอง.
ในเวลากลางคืนก็บำเพ็ญพลังไม่มีหยุด,เช้าวันถัดมา,เขาได้นำดาบสั้นเดินออกจากบ้านขึ้นไปบนูเาเพื่อเก็บฟืน.
เมื่อใดที่เขาออกจากหุบเขา,ที่มีค่ายกลปกป้องอยู่,ในป่าก็จะไม่ปลอดภัยอีกต่อไป,จงซานไม่กล้าที่จะเข้าลึกไปในป่า,เขาที่ตัดต้นไม้สองสามต้นที่ริมๆป่า,ก่อนที่จะผูกรวมกันแล้วลากกลับมายังที่พัก.
เขาที่นำต้นไม้กลับมาก่อนที่จะสับออกเป็ท่อนๆเตรียมไว้และใช้ฝึกฝนไปพร้อมๆกัน.
ต้องไม่ลืมว่า,จงซานนั้นฝึกฝนเพลงดาบ.
ดาบ์กายสุริยัน,เป็เพลงดาบ,โดยมีสองกระบวนท่า,กระบวนท่าแรก,"ทลายูเา์ "อีกกระบวนท่าคือ"ฟันทลายสรรพสิ่ง"เนื่องจากมันเป็เพลงดาบ,จำเป็ต้องใส่ใจในการฟันและตัด,ทุกสรรพสิ่งนั้น,ล้วนแล้วแต่มีจุดอ่อน,หากว่าสามารถค้นหาจุดอ่อนของมันได้,เพียงแค่ฟันครั้งเดียวก็สามารถทำให้เขาสามารถเพิ่มพลังการทำลายเป็หลายเท่าได้.
เช่นนั้นเขาจึงได้ขยันขันแข็งในการผ่าฟืน,เพื่อที่จะค้นหาวิธีการฟันที่ยอดเยี่ยมที่สุดของวิถีดาบไปพร้อมๆกันด้วย.
จงซานนั้นจำต้องออกมาฝึกฝนในการผ่าฟืนในทุกๆเช้า,จนเวลานี้เขาเป็ผู้ชำนาญการในการผ่าฟืนไปแล้ว.
เขาที่ทำตามคำแนะนำในการฟันตามเพลงดาบ์กายสุริยันครั้งแล้วครั้งเล่า,ชีวิตของเขาที่กลายเป็จับกังผู้ใช้แรงงานอย่างหนักไปแล้ว.
ในตอนแรกนั้น,การเคลื่อนไหวของเขาไม่ค่อยถูกต้องสะเปะสะปะ,ไม่สามารถที่จะหาจุดฟันได้อย่างถูกต้อง,ทว่าหลังจากผ่านการฟาดฟัน,เหล่าต้นไม้มานับไม่ถ้วน,ท้ายที่สุดก็สามารถที่จะสับมันขาดได้ในดาบเดียว.
อย่างไรก็ตาม,จงซานก็ยังคงผ่าฟืนอยู่เหมือนเดิม.
สองวันหลังจากนั้นความแม่นยำและมุมในการฟันได้พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ,อย่างไรก็ตามยังไม่เป็ที่พึงพอใจของจงซานเลยแม้แต่น้อย,เขาที่ยังคงฟันมากขึ้นเรื่อยๆ,จนพบว่าท่อนไม้,ท่อนฟื้น,เหลือเพียงแค่ชิ้นเล็กๆเท่านั้น.
ไม่มีฟืนให้เขาใช้ฟันอีกต่อไปแล้ว.
จงซานที่เก็บฟืนทั้งหมดไว้ใช้ทำอาหาร,ก่อนที่จะออกมายังลานบ้าน,พร้อมกันนี้ก็ขุดหลุมขนาดใหญ่และใช้ดินสร้างเป็อิฐก่อขึ้นมาเป็ขอบให้มั่นคง.
จากนั้นก็นำฟืนทั้งหมดใส่ลงไปในหลุม.
จงซานที่ะโลงไปอยู่ตรงกลาง,นั่งอยู่บนกองฟื้น,พร้อมกับเริ่มจุดไฟให้ลุกไหม้โดยที่เขานั่งขัดสมาธิอยู่ตรงกลาง,ท่ามกลางเปลวเพลิงที่ลุกโชนขึ้นมารอบๆกาย,จงซานที่เริ่มบำเพ็ญวิชาดาบ์กายสุริยัน
เป็ความจริงในการฝึกวิชานี้ให้ก้าวหน้าจะต้องใช้เปลวเพลิงในการเข้าช่วย,จงซานที่รับรู้ได้ว่าเปลวเพลิงที่ลุกโชนไปทั่วร่างนั้นช่วยเขาฝึกฝนวิชาเป็อย่างดี,เขาสามารถดูดซับพลังงานหยางจากเปลวเพลิงเข้ามาช่วยฝึกฝนได้,ตอนนี้ร่างกายของเขาที่อาบไปด้วยความร้อน.
ผิวกายทั่วร่างเวลานี้ได้กลายเป็สีแดงด้วยความร้อน,ทว่าจงซานรับรู้ได้ว่ามันเพิ่มความเร็วในการฝึกฝน,กว่าเมื่อก่อนมาก,ดูเหมือนว่าจะเร็วกว่าวิธีปกติถึงสองเท่า.
ยิ่งเห็นผลลัพธ์ดีเช่นนี้,จงซานก็ยิ่งฝึกฝนอย่างจริงจังจวบจนเปลวเพลิงที่เผาไหม้ฟื้นกลายเป็เถ้า,เปลวเพลิงที่ดับไปแล้ว.
จงซานจึงได้ออกมาจากเถ้าของเปลวเพลิงและนำเถ้าที่เหลือไปใช้ทำปุ๋ยต่อไป.
ทั้งการฝึกฝนผ่าฟืน,บำเพ็ญเพียรบนกองไฟ,แทบจะไม่พักผ่อน,จงซานที่เอาจริงเอาจัง,ฝึกฝนวิชาดาบ์กายสุริยันตอย่างหนักหน่วง.
ท้ายที่สุด,หลังจากที่ผ่านไปหนึ่งเดือน,เขาก็สามารถก้าวผ่านระดับ 1 ของวิชาดาบ์กายสุริยันได้,สร้างความดีใจต่อจงซานเป็อย่างมาก.
ในเวลาเดียวกันนั้น,เขาได้สร้างบ้านดินขนาดใหญ่เอาไว้ในสวนถัดออกมาจากแปลงผัก,ซึ่งกระท่อมดังกล่าวนี้,มีฟืนมากมายกองอยู่ข้างใน,,ซึ่งจะใช้เป็เชื้อเพลิง,เพื่อสร้างเตาเผาร่างของเขานั่นเอง.
เพื่อการฝึกฝนแล้ว,จงซานที่นั่งอยู่ภายในเตาเผา,พร้อมกับบำเพ็ญวิชาดาบ์กายสุริยัน,ซึ่งแน่นอนว่าบ้านดินนี้สร้างขึ้นมาจากอิฐดินเพื่อใช้เป็เตาเผาโดยเฉพาะ.
ด้วยการฝึกร่างนั้นได้ทำให้เขาก้าวไปถึงเซียนเทียนระดับหนึ่งแล้ว.
ขณะที่เขาเดินออกมาจากเตาเผา,ขนทั่วร่างกายที่ไหม้กลายเป็เขม่าทำให้ร่างกายทั่วร่างของเขาที่เต็มไปด้วยเขม่า.
จงซานะโลงยังสระน้ำเพื่อชำระร่างกาย,เขาที่รู้สึกสบายตัวเป็อย่างมากหลังจากอาบน้ำ,พร้อมกับเตรียมอาหาร,เขาที่ฝึกฝนวิชาดาบ์กายสุริยันและยังมีการฝึกฝนวิชาหงหลวนเทียนและวิชากายาเทพอสูรอีกด้วย,แม้ว่าวิชาทั้งสองนั้นจะเป็เพียงแค่วิชาสนับสนุน,ทว่าก็ยังมีประโยชน์ในการใช้งานอยู่.
เพราะว่าระหว่างฝึกนั้นเสื้อผ้าของเขาจะถูกเผาไหม้ไป,ดังนั้น,ในเวลาปรกติเขาจะใส่เพียงชุดครึ่งร่าง.
วันถัดมา,จงซานที่ออกจากหุบเขา,เพื่อที่จะไปตัดไม้หาฟื้นมาเพิ่ม.
ในเวลาเดียวกันนั้น,ในห้องโถงไคหยาง,เทียนซวินสื่อ,กู่ซ่างสื่อและเสวียนซวินสื่อได้กลับสำนักแล้ว,เวลานี้พวกเขากำลังปรึกษาหารือเื่ราวบางอย่างอยู่,แต่ละคนถึงกับหน้านิ่วคิ้วขมวดทีเดียว.
เทียนหลิงเอ๋อ,ที่ได้ยินข่าวว่าพวกเขากลับมา,ก็เร่งรีบเดินทางมายังห้องโถงในทันที.
"เตี่ย,ท่านได้รับเมฆเหินหาวกลับมาหรือไม่?"เทียนหลิงเอ๋อที่เร่งรีบสอบถามออกไปทันทีที่นางเข้ามาในห้อง.
"เมฆเหินหาว?"เทียนซวินสื่อที่สับสนขึ้นมาทันที,คนทั้งสองเองก็จ้องมองไปยังเทียนหลิงเอ๋อด้วยท่าทางแปลกประหลาด.
เมฆเหินหาว?อะไรคือเมฆเหินหาวอย่างงั้นรึ?
"ชายคนนั้น,จงซาน,บอกข้าทุกอย่างแล้ว,ท่านไม่ต้องปิดข้าอีกต่อไปแล้ว."เทียนหลิงเอ๋อที่กล่าวออกมาเหมือนกับเด็กที่ถูกตามใจ.
"เขาบอกอะไรเ้าอย่างงั้นรึ?"เทียนซวินสื่อที่ขมวดคิ้วจ้องมองเทียนหลิงเอ๋อด้วยท่าทางแปลกๆ.
"ก็เมฆเหินหาวไง,ที่ตีลังกาหนึ่งรอบก็เดินทางได้นับหมื่นลี้."เทียนหลิงเอ๋อกล่าวออกมาด้วยความตื่นเต้น.
คนทั้งสามที่จ้องมองหน้ากันและกัน,ก่อนที่จะมองไปยังเทียนหลิงเอ๋อ,พร้อมกับอ้าปากหว๋อ.