ไม่นานนักโต๊ะอาหารก็ถูกเก็บไปติงเหว่ยที่ยังลังเลว่าจะออกไปข้างนอกดีหรือไม่ก็เห็นพี่รองสกุลติงหยิบตั๋วเงินสองสามใบออกมาจากปกเสื้อ “น้องสาวสองเดือนนี้กิจการที่บ้านดีมาก เงินที่นำไปก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้ใช้นี่ข้ารวบรวมมาได้พอดีสี่ร้อยตำลึง ข้าก็เลยเอามาให้เจ้าเจ้าและอันเกอเอ๋อร์ไม่ได้เป็นอย่างเมื่อก่อนอีกแล้ว เก็บเงินไว้กับตัวบ้างซื้อเครื่องประดับและเสื้อผ้าใหม่ๆ ไว้ใช้”
“พี่รองทำอย่างนี้ไม่ได้เด็ดขาด!” ติงเหว่ยรีบยื่นตั๋วเงินกลับคืนโดยไม่ต้องคิดนางรู้สถานะทางการเงินของพี่รองดีสี่ร้อยตำลึงนี้เกือบจะเป็นเงินส่วนใหญ่ของครอบครัวแล้ว หากว่านางรับเงินนี้ไปพี่ชายและครอบครัวจะต้องลำบากอย่างแน่นอน
“พี่รองข้าและอันเกอเอ๋อร์นั้นของกินของใช้ไม่ได้ขาดอะไรอย่าเห็นว่าข้าใส่เครื่องประดับน้อย เพียงแต่เวลาทำงานยุ่งๆใส่แล้วทำงานไม่ค่อยสะดวก ความจริงมันเกือบจะเต็มหีบแล้ว เงินนี้ท่านเอากลับไปเถอะร้านขายเครื่องใช้ไม้จะไม่เก็บเงินไว้หมุนเวียนได้ยังไง?”
พี่รองสกุลติงยืนกรานอย่างหนักแน่นเขายัดตั๋วเงินใส่มือของน้องสาว “ข้าให้เจ้าแล้วก็ต้องรับไปบ้านเราไม่มีอะไรต้องใช้เงิน อีกอย่างร้านค้าก็ขายของทุกวัน”
เมื่อพูดจบเขาเห็นติงเหว่ยยังคงปฏิเสธเขาก็เริ่มมีท่าทางไม่พอใจ “ตอนนี้เจ้าเป็นคนสำคัญแล้วจึงเห็นเงินเล็กน้อยของครอบครัวไม่สำคัญแล้วหรือ?”
เมื่อพูดถึงขนาดนี้ติงเหว่ยก็รู้ว่าหากนางไม่รับเงินนี้อาจจะทำให้พี่ชายรู้สึกแย่ได้นางคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเก็บตั๋วเงินไว้ พร้อมกับยิ้มบางๆ “พี่รองถ้าอย่างนั้นข้าไม่เกรงใจแล้วนะ จริงๆ แล้วตอนนี้ข้าอยากจะออกไปปล้นเสียด้วยซ้ำข้าคิดค้นอาหารใหม่ๆ บางอย่างขึ้นมา อยากเปิดร้านในเมืองเพื่อหาเงินเป็นสินเดิมแต่ตอนนี้เงินในมือไม่พอที่จะซื้อร้านได้ท่านพี่เอาเงินนี้มาให้พอดีช่วยข้าได้มากเลย เงินนี้ถือว่าพี่รองเป็นหุ้นส่วนไปด้วยสุดท้ายแล้วกำไรจากร้านจะแบ่งให้พี่ชายหนึ่งส่วน”
พี่รองสกุลติงได้ฟังแล้วรู้สึกดีใจแต่เขาก็ปฏิเสธอย่างเด็ดขาด “เงินนี้เดิมทีข้าเตรียมไว้เป็นสินเดิมของเจ้าเจ้าจะเอาไปใช้เตรียมสินเดิมก็ถูกต้องแล้ว ไม่ต้องคิดถึงเรื่องแบ่งกำไรให้ข้าเลยขอแค่เจ้าและอันเกอเอ๋อร์มีความสุข พี่รองก็ดีใจมากกว่าได้เงินมากมายเสียอีก”
ติงเหว่ยไม่พูดอะไรอีกนางคิดคำนวณเงินที่เหลืออยู่สองร้อยตำลึง บวกกับสี่ร้อยตำลึงที่พี่รองให้ควรจะเพียงพอที่จะซื้อหน้าร้านสองแห่งได้แล้วนางจะเปิดร้านตั้นเกาและหม้อไฟสองอย่างนี้ที่ทั้งแปลกใหม่และต้นทุนต่ำก่อนจากนั้นเมื่อได้กำไรมาแล้วค่อยซื้อหน้าร้านอีกสามแห่ง
ในขณะที่นางกำลังคิดเรื่องนี้อยู่จวี๋เกิ่งก็เข้ามารายงาน “แม่นาง ผู้ดูแลหลินกำลังรออยู่ข้างนอกเขาบอกว่าท่านแม่ทัพได้สั่งให้เขาเตรียมตัวเข้าเมืองพร้อมกับแม่นาง เพื่อไปคอยปรนนิบัติรับใช้”
แววตาของติงเหว่ยมีความลังเลปรากฏครู่หนึ่งหลินลิ่วเป็นคนเก่งและรอบรู้มาก เรื่องนี้นางรู้ดีที่สุดนางอยากจะให้เขาช่วยตรวจสอบการซื้อหน้าร้านอยู่แล้วแต่ไม่แน่ใจว่าเขาจะมีงานสำคัญของกงจื้อหมิงที่ต้องทำหรือไม่หากนางทำให้เขาต้องเสียเวลาไปก็คงจะไม่ดีอีกอย่างเมื่อคืนนี้นางมีความรู้สึกอยากใช้ความสามารถของตนเองในการทำธุรกิจถึงขั้นที่ว่าไม่อยากเรียกใช้หลินลิ่วด้วย
แต่ตอนนี้กงจื้อหมิงได้ส่งหลินลิ่วมาเองหากนางไม่รับความช่วยเหลือคงจะทำลายความรู้สึกอยู่บ้าง
“ตกลง ข้าเตรียมตัวสักครู่แล้วเราจะออกไปทันที”
ติงเหว่ยพยักหน้าและสั่งให้อวิ๋นอิ่งเตรียมตัวสุดท้ายนางก็พูดกับพี่ชายว่า “พี่รอง ท่านเองก็เข้าเมืองกับข้าด้วยดีไหมจะได้ช่วยข้าตรวจสอบดูด้วย”
“ตกลง!”พี่รองสกุลติงได้ฟังแล้วก็ยิ้มแย้ม “ยังไงที่ค่ายก็ไม่มีอะไรทำข้าไปเดินเล่นกับเจ้าดีกว่า”
สองพี่น้องตกลงกันได้แล้วหลังจากเตรียมตัวเสร็จก็พร้อมจะออกเดินทาง แต่ก่อนจะออกไปอันเกอเอ๋อร์กลับกอดคอแม่ไว้ไม่ยอมปล่อย แม้จะพูดดีๆ ก็ยังไม่เป็นผล
ติงเหว่ยโกรธจนอยากจะตีก้นน้อยๆของเขา แต่พี่รองสกุลติงกลับทนไม่ได้เขาอุ้มหลานขึ้นมานั่งบนคอของเขาและพูดด้วยรอยยิ้ม “ก็แค่ไปเดินเล่นนอกบ้านเด็กอยากไปก็ให้เขาไปด้วยสิ ทำไมต้องลำบากหลานข้าด้วย วันนี้พวกเจ้าไม่ต้องกังวลข้าจะดูแลเขาเอง”
ต่อให้พี่รองสกุลติงจะเข้าใจว่าในอนาคตน้องสาวและหลานชายของเขาจะร่ำรวยมากแต่ความคิดที่ฝังรากลึกยังทำให้เขาลืมความจริงนี้ไปบ้างในบางครั้งเขาจึงทำตัวเป็นหัวหน้ากลุ่มอย่างเต็มที่ แต่กลับทำให้อวิ๋นอิ่งและคนอื่นๆต้องวุ่นวายมากขึ้น ไม่เพียงต้องเตรียมที่นอนและอาหารเพิ่มเติมแต่ยังต้องเพิ่มผู้คุ้มกันอีกหลายสิบคน
พี่รองสกุลติงอุ้มหลานออกจากกระโจมด้วยรอยยิ้มเมื่อเห็นสถานการณ์ข้างนอก เขาจึงรู้ว่าตนเองทำผิดไปเสียแล้ว เขาค่อยๆตัวแข็งทื่อและพยายามจะวางหลานลง แต่พอดีกับที่ติงเหว่ยถูกเข็นออกมาจากกระโจมนางเห็นเช่นนั้นจึงรีบพูดขึ้น “พี่รอง ระหว่างทางมันจะขรุขระสักหน่อยต้องลำบากท่านช่วยอุ้มอันเกอเอ๋อร์ไว้ด้วย เจ้าลูกคนนี้ซนมากเกินไป เฉิงเหนียงจื่อเอาเขาไม่อยู่แล้ว”
แน่นอนว่าพี่รองสกุลติงมีสีหน้าที่ผ่อนคลายลงทันทีเขาอุ้มหลานที่นั่งบนคอของเขาและพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ตกลง หลานข้าต้องเป็นคนเก่งอันเกอเอ๋อร์ซนหน่อยก็ถือว่าเป็นเรื่องดี”
พูดจบเขาก็อุ้มอันเกอเอ๋อร์ขึ้นรถม้าทันที
ติงเหว่ยถูกอุ้มขึ้นรถม้าตามไปเฉิงเหนียงจื่อที่ได้ยินนายหญิงพูดถึงตนก็ได้แต่ทำหน้าไม่ถูก อันเกอเอ๋อร์นั้นนอกจากแม่ของเขาแล้วก็ติดนางที่สุดทำไมนางจะดูแลเขาไม่ไหว…
รถม้าสีดำสองคันพร้อมกับทหารม้าห้าสิบนายพาติงเหว่ยและลูกชาย พี่รองสกุลติง อวิ๋นอิ่งและคนอื่นๆรวมทั้งทหารหญิงอีกห้าคนออกเดินทางฝ่าหิมะที่หลงเหลืออยู่ในช่วงปลายฤดูหนาวมุ่งหน้าไปยังเมืองฉยงโจว
ถึงแม้ในช่วงก่อนหน้านี้กองทัพทั้งสองฝั่งของแม่น้ำลี่สุ่ยจะมีการสุ่มโจมตีหนึ่งครั้งและหยุดการสู้รบไปแต่สำหรับชาวบ้านแล้ว ความรู้สึกของภัยคุกคามยังคงลอยอยู่ในอากาศเพราะไม่มีใครรู้ว่าเมื่อใดกองทัพทั้งสองจะไม่ลงรอยกันและปะทะกันอีกครั้ง
ดังนั้นในช่วงไม่กี่วันหลังเทศกาลตรุษจีนถนนในเมืองฉยงโจวจึงกลับมามีความเงียบเหงาอีกครั้งร้านน้ำชาหรือร้านเหล้าบางร้านที่มีคนอยู่ประมาณสามหรือสี่ส่วนก็พูดคุยกันเบาๆราวกับกลัวว่าหากพูดเสียงดังเกินไปจะทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิต
ในขณะที่หลินลิ่วนำขบวนรถม้าเข้าเมืองทหารรักษาการณ์ที่แข็งแกร่งถือหอกยาวและมีดพกอยู่ที่เอว ขี่ม้าตัวสูงใหญ่เดินท่ามกลางตลาดอย่างโดดเด่นจนทุกคนต้องหันมามอง
ติงเหว่ยยกผ้าม่านขึ้นมองข้างนอกสายตาแสดงออกถึงความเข้าใจดี ในที่สุดคำกล่าวที่ว่าเมื่อคนหนึ่งประสบความสำเร็จทุกสิ่งรอบตัวก็เจริญไปด้วยก็เป็นจริงขึ้นมา กงจื้อหมิงคือคนผู้นั้น และพวกนางก็เป็นส่วนหนึ่งของความเจริญนั้นแม้ว่าปกตินางจะไม่ชอบการแสดงออกที่โอ้อวดเช่นนี้แต่เมื่อทัพใหญ่กำลังจะออกเดินทางไปทางเหนือและปล่อยให้เหล่าทหารหญิงจัดการธุรกิจที่นี่ใครจะรู้ว่าจะมีคนไม่มีหัวคิดคนไหนแห่เข้ามาก่อเรื่องวุ่นวายบ้าง การแสดงอำนาจในครั้งนี้จึงเป็นการขู่คนเลวให้หวาดกลัวได้ดี
ที่นั่งหน้ารถม้ามีเฉิงเถียหนิวผู้ที่เคยเสี่ยงชีวิตช่วยเจ้านายเมื่อครั้งก่อนตอนนี้บาดแผลหายดีแล้วและกลับมารับใช้เจ้านายของเขาอีกครั้งเขาดูมีความสุขมากที่ได้ทำหน้าที่นี้โดยไม่คิดอะไรมากเขาบังคับม้าตามคำสั่งของหลินลิ่วจนกระทั่งมาถึงหน้าประตูสำนักงานนายหน้าที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง
หลินลิ่วกระโดดลงจากรถม้าเข้าไปในสำนักงานและพานายหน้าของที่นั่นออกมาอย่างรวดเร็วทั้งสองคนเดินไปยังข้างรถม้าและโค้งคำนับ “แม่นางที่นี่คือสำนักนายหน้าที่ใหญ่ที่สุดในย่านนี้ท่านต้องการร้านค้าแบบใดขอเพียงสั่งมาได้เลย”
ติงเหว่ยที่กำลังจะยกผ้าม่านขึ้นมองแต่กลับเปลี่ยนใจและปล่อยมือลงพร้อมพูดว่า “งั้นขอรบกวนผู้ดูแลท่านนี้นำพวกเราไปดูร้านค้าสักสองสามแห่งขอแบบที่มีร้านด้านหน้าและสวนหลังบ้าน และตั้งอยู่บนถนนที่มีผู้คนพลุกพล่าน”
เจ้าของสำหนักนายหน้าคนนั้นก้มศีรษะลงไม่กล้าหายใจแรงพอได้ยินดังนี้ ก็ใช้สมองอย่างเต็มที่และนึกถึงร้านค้าสิบกว่าร้านที่ตนเองได้รับมอบหมายมาสุดท้ายก็รีบตอบว่า “เรียนท่านผู้สูงศักดิ์ ก่อนหน้านี้ เอ่อ เหตุการณ์ไม่ค่อยสงบมีร้านค้าหลายร้านที่ถูกขายต่อ และมีอยู่สี่ห้าร้านที่ตรงตามความต้องการของท่านเพียงแต่ว่าราคานั้น...”
เขาพูดได้เพียงครึ่งทางก็ถูกหลินลิ่วหยิกแขนจนตกใจกลัวจึงรีบเปลี่ยนคำพูดทันที “ราคาก็สูงขึ้นเพียงไม่กี่สิบตำลึงเท่านั้นขอรับ!”
ตอนนี้ติงเหว่ยขาดแคลนเงินมากความมั่นใจจึงลดลง นางจึงถามว่า “ร้านที่ดีที่สุดก่อนหน้านี้ราคาเท่าไรและตอนนี้ราคาเท่าไร?”
เจ้าของสำนักนายหน้ามองสัญญาณมือของหลินลิ่วและตอบอย่างระมัดระวัง“ข้าน้อยมีร้านที่ดีที่สุดอยู่หนึ่งแห่ง เป็นโรงเตี๊ยมสองชั้นตั้งอยู่ตรงหัวมุมถนนเดิมทีก็ต้องขายสักห้าร้อยตำลึง แต่ตอนนี้เพียงแค่สี่ ไม่สิ สามร้อยตำลึงเท่านั้น”
ติงเหว่ยไม่ได้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความทุกข์ของนายหน้านางยังคงดีใจ “ดี งั้นข้าขอดูโรงเตี๊ยมนี้ก่อนหากมีร้านค้าที่เล็กกว่านี้อยู่ใกล้เคียงก็ขอดูด้วยเช่นกัน”
“ได้ขอรับเชิญท่านผู้สูงศักดิ์ตามข้าน้อยมา ร้านค้าจะอยู่ที่ถนนเส้นถัดไปที่ติดกัน”
รถม้าเคลื่อนตัวอีกครั้งไม่นานก็มาถึงหน้าโรงเตี๊ยมติงเหว่ยสวมหมวกมีผ้าโปร่งปิดหน้าและถูกอวิ๋นอิ่งอุ้มลงจากรถม้าและนั่งบนรถเข็นส่วนพี่รองสกุลติงก็อุ้มหลานชายกระโดดลงจากรถม้าตามมา
เจ้าของสำนักนายหน้าไม่รู้ว่าไปหากุญแจมาจากไหนเขาเปิดประตูโรงเตี๊ยมและพาทุกคนเข้าไปข้างใน
โรงเตี๊ยมนี้น่าจะไม่ได้เปิดมาสองปีแล้วการออกแบบและการจัดวางถือว่าไม่เลวเจ้าของเดิมน่าจะรีบร้อนจากไปมากจนทิ้งโต๊ะเก้าอี้ในห้องโถงหน้าและอุปกรณ์ครัวในห้องครัวหลังไว้ทั้งหมดหากซื้อมาก็สามารถเปิดให้บริการได้ทันทีหลังจากตกแต่งเพียงเล็กน้อย
เหล่าทหารหญิงก็รู้สึกดีใจพวกนางพูดคุยกันอย่างตื่นเต้นว่าจะตกแต่งสถานที่อย่างไรสุดท้ายพวกนางก็มองติงเหว่ยด้วยความหวัง เกรงว่านางจะไม่ยอมซื้อ
ติงเหว่ยพอใจกับที่นี่มากเมื่อพี่รองสกุลติงเดินกลับมาหลังจากสำรวจรอบหนึ่ง ก็ชมเชยว่า “ที่เรือนหลังมีบ่อน้ำห้องด้านข้างฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกมีฝั่งละสามห้องและด้านหลังยังมีอีกสี่ห้อง เพียงพอที่จะอยู่อาศัยได้หลังจากที่ออกจากประตูเรือนหลังไปยังมีตรอกกว้างขวางอีก สะดวกมากในการขับรถม้าผ่าน”
ติงเหว่ยพยักหน้าให้สัญญาณกับหลินลิ่วเพื่อให้เขาจัดการเรื่องการซื้อที่นี่หลินลิ่วลากเจ้าของสำนักนายหน้าคนนั้นมาและ “ถกเถียงต่อราคา” กันอยู่ครู่ใหญ่สุดท้ายตกลงราคากันได้ที่สองร้อยแปดสิบตำลึง
ทุกคนต่างยินดีมากจากนั้นพวกเขาก็รีบรุดไปยังฝั่งตรงข้ามถนนเพื่อดูร้านค้าอีกสองแห่งร้านค้าเหล่านี้มีเพียงชั้นเดียวและมีขนาดเล็กกว่าโรงเตี๊ยมที่ดูมาก่อนหน้าอยู่มากแต่ความโดดเด่นคือทั้งสองร้านอยู่ติดกันและมีสวนหลังบ้านที่กว้างขวางเหมาะสำหรับทำร้านปิงผิ่นและเตี่ยนซินซึ่งในอนาคตยังสามารถช่วยส่งเสริมธุรกิจกันได้อีกด้วย
ติงเหว่ยไม่รอช้าจ่ายเงินไปอีกสองร้อยยี่สิบตำลึงเพื่อซื้อร้านค้าทั้งสองแห่งนี้รวมแล้วนางใช้เงินไปทั้งหมดห้าร้อยตำลึงเงินที่เหลืออยู่หนึ่งร้อยตำลึงเตรียมไว้ใช้สำหรับซื้อของใช้ได้พอดีถือเป็นการตัดสินใจที่สมบูรณ์แบบที่สุด
ทุกคนรู้สึกพอใจกับการซื้อครั้งนี้มากพวกเขาจึงเดินกลับค่ายทหารในยามเที่ยงวันติงเหว่ยที่ได้ฟังเสียงหัวเราะสนุกสนานจากรถม้าที่ตามมาทำให้นางรู้สึกอารมณ์ดีนางจึงยิ้มแล้วพูดว่า “พี่รอง หากไม่เป็นห่วงบ้านทางนั้นข้าก็อยากจะให้ท่านอยู่ช่วยข้าดูแลธุรกิจที่นี่เสียเลย”
พี่รองสกุลติงดึงมือน้อยๆของหลานชายออกจากเส้นผมของเขาแล้วยิ้มตอบว่า “นั่นสิ ข้าก็อยากอยู่ที่นี่แต่ที่บ้านทางนั้นยังคงมีงานยุ่งอยู่ ถ้าอีกไม่นานบ้านเมืองสงบสุขข้าก็อาจจะย้ายมาเปิดร้านไม้สักร้านที่นี่เป็นเพื่อนกับเจ้าที่นี่ร้านค้าถูกมากจริง ๆ โรงเตี๊ยมสองชั้นราคาไม่ถึงสามร้อยตำลึงถูกยิ่งกว่าที่อำเภอชิงผิงเสียอีก!”
ติงเหว่ยได้ยินเช่นนั้นมือที่ถือถ้วยชาก็สั่นจนชาในถ้วยหกเลอะบนกระโปรงสีขาวนวลเหมือนแสงจันทร์ทำให้มันซึมกลายเป็นรอยด่างทันทีตังกุยเห็นดังนั้นจึงรีบดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดอย่างรวดเร็ว