บทนำ
ท้องฟ้าสีครามบ่งบอกว่านี่ใกล้เวลาที่ดวงตะวันจะลับขอบฟ้าแล้ว พลอย ปัณณิตา แก้วโกศล ทอดสายตาจากหน้าต่างเครื่องบินมองไปยังท้องฟ้าด้านข้าง ก้อนเมฆลอยผ่านหน้าเป็ระยะ อากาศค่อนข้างเย็นมือบางกระชับสาบเสื้อสองข้างเข้าหากันเพื่อสร้างความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย ดวงตากลมโตค่อยๆปิดลงขณะที่น้ำใสๆไหลออกทางหางตา นับจากนี้ไปเธอไม่เหลือใครอีกแล้ว เมื่อคุณยาย ญาติคนสุดท้ายได้จากไปอย่างสงบหลังร่วมงานรับปริญญาหลานสาวได้ไม่นาน เธอจะจดจำท่านไว้ในใจไม่เสื่อมคลาย ปัณณิตา ค่อยๆปล่อยกายใจให้สงบและเข้าสู่ห้วงนินทรา มือบางยังคงกอดนิยายเล่มหนาภาพหน้าปกบ่งบอกว่าป็นนิยายย้อยยุคแนวจีนโบราณ
เสียงเรียกพร้อมแรงเขย่าปลุกปัณณิตาจากการนอนหลับดวงตาเรียวเบิกกว้างกับภาพเบื้องหน้า "......................................................."
ปัณณิตาขมวดคิ้วแน่น นี่มันอะไรกันผู้หญิงใบหน้าอ่อนโยน ในชุดจีนโบราณสีฟ้าอ่อนนี่เป็ใครกัน แล้วนี่เธอกำลังพูดอะไร ปัณณิตาเจ็บหัวมากขึ้นกว่าเดิมเมื่อมีคนเข้ามาเพิ่มมากขึ้น ชายวัยประมาณสี่สิบกว่าๆเข้ามาจับข้อมือเธอแล้วพูดอะไรอีกหลายๆอย่างที่เอ่อ..เธอไม่เข้าใจ นี่มันอะไรกัน!! ปัณณิตาอยากจะะโน้ำตาย ยิ่งเห็นข้อมือตนเองยิ่งน้ำตาตก เพราะมันช่างเล็กเหลือเกินคะเนด้วยสายตานี่มันข้อมือเด็ก5ขวบชัดๆ.....์นี่มันอะไรกัน...เกิดอะไรขึ้นกับเธอกัน
ผ่านมาสิบปีสองแล้วสินะ ปัณณิตานั่งถอนหายใจยาวที่ศาลาริมน้ำ สายตาทอดมองไปยังดอกบัวสีชมพูอ่อนที่ชูช่อแข่งกัน สายลมเบาๆพัดผ่านใบหน้าเรียว ดวงตาเรียวคมหลับพลิ้ม จมูกโด่งเป็สันสูดอากาศเข้าไปจนเต็มปอด ริมฝีปากบางยกยิ้มน้อยๆ เมื่อเธอนึกย้อนไปเมื่อสิบสองปีก่อน ตอนนั้นเธอร้องไห้จนสลบไปหลายรอบ พยายามทำใจอยู่หลายหน จนในที่สุดก็ต้องยอมรับกับตนเองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็เื่จริง จากหญิงสาววัย 25 นามปัณณิตา สาวไทยเต็มร้อย กลับกลายมาเป็ จูเพ่ยหลิน บุตรสาวที่ไม่ได้รับการยกย่องเนื่องจากมารดานางเป็เพียงสาวใช้ของตระกูล ใช่แล้ว..ตระกูลจู ตระกูลของคหบดีใหญ่แห่งเมืองหลวงแม้ไม่ใช่อันดับหนึ่งแต่ก็อยู่ในอันดับต้นๆทำกิจการค้าขายและธุรกิจอีกหลายชนิด นี่อาจเป็สิ่งเดียวที่เธอโชคดีเพราะแม้มิได้เป็คุณหนูสูงศักดิ์แต่ก็มิได้ลำยากเช่นขอทาน
ใบหน้ากลมหวานยกยิ้มอย่างนึกขันในโชคชะตา จะมีสักกี่คนกันที่ประสบเหตุการณ์ตลกร้ายเช่นเธอ มือบางปัดเส้นผมที่ถูกลมพัดมาปิดใบหน้าก่อนจะหลับตาลงนึกถึงคนในตระกลูจูที่เธอพบเจอ บิดาของเธอนายท่านจูลู่จื่อ มีฮูหยินด้วยกัน2คน ฮูหยินใหญ่จูเหิงเย่ว มีบุตรชายคนโตของตระกูลนามจูลู่จิว และบุตรสาวลำดับที่5 นามจูเฟยลี่ ฮูหยินรองจูลี่อิน มีบุตร 3คน บุตรสาวลำดับที่2 จูเฟยซิ่น บุตรสาวลำดับที่ 3 จูเฟยอิน และบุตรชายลำดับที่6 จูลู่ฉี สุดท้ายคือเจียวจู มารดาของเฟยหลิน จูเพ่ยหลินจึงนับเป็บุตรสาวลำดับที่4 มารดาของนางเป็เพียงสาวใช้จึงมิได้รับการยกย่องเช่นฮูหยินทั้ง2 มีเพียงเรือนส่วนตัวเล็กๆกับชีวิตที่สบายกว่าสาวใช้ทั่วไปเป็การตอบแทนเท่านั้น ตอนที่ลืมตาในร่างนี้ครั้งแรกนั้น ปัณณิตาต้องทนสภาพกลับกลายเป็เด็กความจำเสื่อมวัย 5 ขวบ ใช้เวลาหลายปีกว่าจะเรียนรู้ เข้าใจทั้งภาษา วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมต่างๆ แม้นบิดาจะใจดีกับจูเพ่ยหลินให้นางได้เรียนเขียนอ่าน มารยาทหญิงไทย เอ๊ย!หญิงจีน เฉกเช่นพี่น้องของนาง แต่ด้วยมารดานางเป็เพียงสาวใช้ย่อมมิมีสิทธิใดๆมากนัก เหล่าอาจารย์ที่มาสอนก็สอนแบบขอไปที โชคดีที่ชีวิตมิได้น้ำเน่าจนเกินไป พี่สาวน้องสาวทั้ง3 นั้นแม้มิได้เอ็นดูรักใคร่แต่ก็มิได้รังแกนาง พวกนางทั้ง3เพียงทำเหมือนจูเพ่ยหลินเป็เพียงสาวใช้ทั่วไปที่ได้มานั่งเรียนกับพวกนางเท่านั่น ดวงตาเรียวลืมตาขึ้นหลังได้ยินเสียงเด็กสาววัย15 ปี จากด้านหลัง
"คุณหนูสี่เ้าคะ นายท่านให้มาเชิญเ้าค่ะ"
เหลียนฮวา สาวใช้วัย15ปี เอ่ยวาจานอบน้อม นางไม่เคยลืมพระคุณหญิงสาวตรงหน้าเลย เมื่อ 5 ปีก่อน เหลียนฮวาเป็เพียงเด็กกำพร้าที่มารดาเสียชีวิต จากความยากจนทำให้นางต้องมานั่งขายตัวเพื่อนำเงินเป็ค่าทำศพมารดา เวลานั้นในใจคิดปลงตกแล้วว่าคงถูกใครสักคนซื้อตัวไปเป็เด็กรับใช้ หรืออาจถูกซื้อเพื่อไปขายต่อยังหอนางโลม แล้วมือขาวบางก็ส่งถุงเงินให้นาง1ถุง พร้อมเดินจากไป เหลียนฮวามองถุงเงินในมือแล้วปลาบปลื้มยิ่งนัก หลังเสร็จงานศพมารดานางจึงออกตามหาคุณหนูผู้มีจิตใจงดงามผู้นั้นใช้เวลาอยู่นานจึงรู้ว่านางคือคุณหนูสี่ ตระกูลจู เหลียนฮวาตัดสินใจเข้ามาสมัครเป็สาวใช้ตระกูลจูในทันที ด้วยวัยเพียง10ขวบจึงทำงานได้ไม่มากนัก ได้อยู่แต่ในโรงครัว แต่นางก็คอยหาโอกาสมาดักพบคุณหนูสี่ เพื่อขอบคุณนางสักครั้ง คิ้วโก่งงามมองเหลียนฮวาด้วยแววตาครุ่นคิด ก่อนยิ้มบางเมื่อเด็กน้อยย่อตัวคำนับเต็มพิธีพร้อมกล่าวขอบคุณเสียยกใหญ่ จากนั้นไม่นานจากเด็กสาวในครัวก็กลายมาเป็สาวใช้ข้างกายคุณหนูสี่
จูเพ่ยหลิน เดินตามสาวใช้เหลียนฮวามาจนถึงห้องหนังสือที่บิดาใช้นั่งทำงานเป็ประจำ หากแต่คราวนี้ต่างกันตรงที่บิดามิได้นั่งอ่านบัญชีเช่นทุกครั้ง เขากำลังเดินวนไปมาราวหนูติดจั่น จูลู่จื่อ มิเคยมีสักครั้งที่เขาจะร้อนรนได้ถึงเพียงนี้ ด้วยนิสัยส่วนตัวนั้นค่อนข้างจะสุขุมและรอบคอบเสมอมา หากแต่คราวนี้เพราะความประมาทและชะล่าใจโดยแท้จึงทำให้เขาตกอับ นอกจากบิดาแล้วในห้องยังมี แม่ใหญ่ แม่รอง พี่สาวน้องสาวทั้ง3 และพี่ชายอีก2 คนรวมอยู่ด้วย จนตอนนี้ห้องหนังสือดูแคบไปถนัดตา ความจริงบิดาน่าจะเรียกทุกคนไปรวมที่ห้องโถงจะดูเหมาะสมกว่า หากแต่ถ้าคาดเดามิผิดนี่คงเป็เื่ใหญ่และเป็ความลับเป็แน่ จูเพ่ยหลินเข้าไปถึงจึงย่อกายคำนับ
"หลินเอ๋อร์คับนับท่านพ่อ ท่านแม่ใหญ่ ท่านแม่รอง พี่ใหญ่ พี่รอง...."
ยังมิทันที่นางจะร่ายรายชื่อทุกคนหมด บิดาก็ยกมือห้ามเสียก่อน จูเพ่นหลินจึงขยับไปยืนชิดริมหน้าต่างข้างจูเฟยอิน และจูเฟยซิ่น สายตาแอบทอดมองไปยังบิดาที่ตอนนี้เอาแต่ถอนหายใจยาว
"มากันครบแล้วใช่หรือไม่"
เมื่อทุกคนพร้อมใจกันพยักหน้า หัวหน้าครอบครัวอย่างจูลู่จื่อก็ถอนหายใจยาวอีกครั้ง
"เวลานี้บ้านเรากำลังจะหมดตัว"
จบคำใบหน้าของทุกคนก็ซีดเผือกราวไข่ต้มก็ไม่ปาน จูเฟยหลินลอบมองทุกคนอย่างเห็นใจ คุณหนูอย่างพวกนางคุณชายอย่างพวกเขาไม่มีทางยอมรับเื่นี้ได้แน่นอน
"ไม่มีทางแก้ไขเลยหรือขอรับท่านพ่อ"
เป็จูลู่จิว พี่ใหญ่ของบ้านที่เอ่ยปากถามบิดาของนางออกไป พลันใบหน้าของทุกคนก็เศร้าหมองเมื่อหัวหน้าตระกูลส่ายหน้าไปมา จูเฟยหลินรอบถอนหายใจยาว นึกถึงการล้มละลายของบริษัทใหญ่ตลอดจนการการถ่ายเทหุ้นสมัยของเธอ ใช่แล้ววิธีนี้ต้องช่วยครอบครัวเธอได้แน่นอน ไม่นานเมื่อแจ้งข่าวร้ายเสร็จจูลู่จิวก็ให้ทุกคนแยกย้ายกันไป จูเฟยหลินแอบเห็นแม่ใหญ่และแม่รองของนางร่ำไห้เสียจนต้องให้สาวใช้ประคอง จูลู่จิวมองบุตรสาวคนที่4ที่ยังคงยืนนิ่งมิจากไปเช่นคนอื่นๆ
"มีอะไรรึหลินเอ๋อร์"
น้ำเสียงอบอุ่นจากบิดาทำให้หัวใจของเฟยหลินพองโตอย่างประหลาด นี่กระมังที่เรียกว่าสายใยพ่อลูก
"ข้ามีเื่จะปรึกษาท่านพ่อเ้าค่ะ"
..................................................................................................