หลังจากได้ตั้งฐานที่มั่นของขบวนการเสรีโซวาเนียนไว้ณ หุบเขาปีศาจแล้ว ดร.บุญดีหรือชื่อรหัสว่า สหายบุญ กับเ้าค้ำฟ้าองค์พระประมุขแห่งSouvanna ( โซวันน่า )ในชื่อรหัสว่า สหายขำก็วางแผนกันว่าควรหยั่งเชิงดูท่าทีของอาณาประชาราษฏรในแถบปริมณฑลของพระนครเจมทาวน์ดูว่าจักเห็นดีเห็นงามกับการกระทำของรัฐบาลจอมพลสดมภ์หรือไม่ประการใดจึงได้ส่งสายลับจำนวน 100 คน มีทั้งชายและหญิงให้กระจายกำลังกันออกไปรอบทิศ ลงไปตามหมู่บ้านต่าง ๆในรูปลักษณะของคนเร่ขายของบ้าง คนงานรับจ้างทำไร่ ทำสวน เป็คณะลิเกคณะนักร้องบ้าง โดยทุกคนจะมีชื่อรหัสเป็ของตนเองในการสื่อสารกับหน่วยเหนือ
อันว่าการเดินทางคมนาคมในชนบทสมัยนั้น ใช่ว่าจะสะดวกสบายดั่งใจนึกก็หาไม่ล้วนแล้วแต่ทุรกันดารยากลำบาก เป็ทางเกวียนดินแดงหินแห่ลูกรังแทบทั้งสิ้นยามหน้าฝนก็แฉะเป็โคลนตม ยามแล้งก็เต็มไปด้วยฝุ่น
จะเดินทางเข้าออกระหว่างหมู่บ้านไปยังตัวอำเภอหรือเข้าเมืองแต่ละทีก็ต้องเดินเท้าเป็ระยะทางหลายสิบกิโลเมตร ยวดยานพาหนะก็มีน้อยคันส่วนใหญ่ก็มีอยู่คันสองคัน เป็รถสองแถวโครงหลังคาไม้เก่า ๆ วิ่งวันละสองเที่ยวคือไปตอนเช้า แล้วกลับเวลาเย็น หากพลาดแต่ละเที่ยวแล้วก็มีอันต้องหาที่พักค้างอ้างแรมกันในเมืองทุกคนไป
เช่นเดียวกับอำเภอนาแพะ แม้จะอยู่ใกล้กับนครหลวงเพียง40กว่ากิโลเมตร ทว่ายังด้อยการพัฒนาในหลายด้านโดยเฉพาะน้ำกินน้ำใช้ในครัวเรือนและน้ำในการเพาะปลูกเนื่องด้วยเป็พื้นที่จัดสรรสำหรับครัวเรือนที่ย้ายมาจากการสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำทางทิศเหนือไปจากนี้เพียงสิบกว่ากิโลเมตรบ้านเรือนเดิมของเขาจึงจมอยู่ใต้น้ำมากว่า30ปีแต่ที่อยู่ใหม่ยังไม่มีเอกสารสิทธิใดๆ เพียงมีสิทธิอาศัยทำกินเท่านั้นน้ำจากเขื่อนก็ถูกปล่อยลงไปหล่อเลี้ยงยังเมืองต่าง ๆ ใต้อำเภอนาแพะลงไปชาวบ้านแถบนี้จึงรู้สึกเหมือนโดนทางการหลอกให้ย้ายมาจากบ้านเดิม และรอคอยความหวังลมๆแล้งๆว่าสักวันจะมีชีวิตที่ดีขึ้น
สุริยง เป็คนหนึ่งที่รู้สึกเช่นนั้นเด็กหนุ่มคนนี้เติบโตมาในหมู่บ้านหนองกุ้งของอำเภอนาแพะั้แ่จำความได้ก็เห็นพ่อแม่ทำนาและก็นำเงินไปชำระหนี้สินวนเวียนซ้ำซากเช่นนี้จนกระทั่งเขาจบการศึกษาเพียงชั้นประถมเพราะพ่อแม่ไม่มีเงินส่งให้เรียนต่อ ต้องออกมาช่วยพ่อแม่ทำนาเลี้ยงแพะเลี้ยงวัวไปตามรอยบรรพบุรุษ
และแล้ววันหนึ่งเขาก็ได้พบกับคนแปลกหน้าที่เข้ามาเร่ขายของในหมู่บ้าน ชื่อว่าสนิทเป็พ่อค้าขายของแห้งจำพวกกุ้งแห้งปลาเค็ม ด้วยความที่วัยไล่เลี่ยกันเขาทั้งสองจึงคุยกันถูกคอ สุริยงจึงชวนสนิทไปพักด้วยกันที่บ้านซึ่งพ่อแม่ของสุริยงเห็นว่าสนิทเป็คนทำมาค้าขาย ก็ไม่ว่าอะไรอนุญาตให้เขามาพักอย่างเช่นลูกหลานคนหนึ่ง
นานวันเข้าสนิทก็ชวนสุริยงคุยเื่รอบบ้านผ่านเมืองเื่ความทุกข์ของอาณาประชาราษฏร์และการเข้ามาครอบงำเศรษฐกิจของจักรวรรดิไดเกียวแล้วถามสุริยงว่าคิดเห็นเป็ประการใด
" พวกข้าราชการฝ่ายปกครองกับพวก ส.ส.ก็ดีแต่รับปากว่าจะมาช่วยแก้ปัญหาความยากจนให้เรา แต่แล้วก็ย้ายไปประจำที่อื่นคนใหม่ย้ายมาก็พูดอย่างเก่า โดยเฉพาะพวกนักการเมืองตอนหาเสียงก็บอกว่าผมจะทำเพื่อพี่น้องของผม พอได้เป็ส.ส.แล้วก็หายหัวไปเลยจะกลับมาให้เห็นก็โน่นแน่ะ ตอนหาเสียงสมัยหน้าไม่เคยจริงใจต่อชาวบ้านอย่างเราสักครั้งเดียวพวกกำนันผู้ใหญ่บ้านบางหมู่บ้านก็ทำตัวเป็ขี้ข้ารับใช้พวกส.ส.ด้วยซ้ำฉันก็หมดปัญญาคิดว่าจะพ้นจากความอดอยากยากจนนี้ได้อย่างไร "สุริยงเล่าสิ่งที่พบเห็นในหมู่บ้านให้ฟัง
" ที่ส.ส.พูดก็ถูกของเขาแล้วนี่เขาบอกจะทำเพื่อพี่น้องของเขา ไม่ได้ว่าจะทำเพื่อพี่น้องของเราสักหน่อย ฮ่าฮ่าเหตุที่ชาวบ้านอย่างเรายากจนนั้น ส่วนหนึ่งก็มาจากการขาดความสามัคคีมิได้รวมตัวกันเป็กลุ่มเป็เหล่า ทั้งยังขาดความรู้ทั้งเื่สิทธิและหน้าที่ความเข้าใจในระบบเศรษฐกิจ เื่กฏหมายต่าง ๆอีกส่วนหนึ่งก็มาจากพวกนายทุนและนักการเมือง รวมถึงพวกข้าราชการระดับสูงสบคบกันผูกขาดการทำมาหากินในทุกทางตัดโอกาสของพวกเราคนจนให้เป็ได้เพียงกรรมกรและชาวไร่ชาวนาเป็ผู้ป้อนแรงงานกับผลผลิตทางการเกษตรให้แก่เ้าของโรงงานเท่านั้น แต่ถ้าเราสามารถรวมตัวกันทำการเพาะปลูกร่วมกันแบ่งผลผลิตตามกำลังที่ลงแรง ร่วมกันขายร่วมกันซื้อเราก็จะมีอำนาจต่อรองกับนายทุนได้ หากเพื่อนสนใจเื่การบ้านการเมืองเราจะถ่ายทอดความรู้ที่ได้ไปฟังมาจากในเมืองให้ แต่หากพูดอยู่แถวนี้ก็อาจรู้ไปถึงหูของพวกจอมพลโฉด เราทั้งสองอาจเป็ภัยถึงแก่ชีวิตจำเราต้องไปหาสถานที่หลีกเร้นผู้คน จักได้อรรถาธิบายได้อย่างละเอียด "สนิทก็ชี้ช่องทางแห่งความหวังให้สุริยง หนุ่มเลี้ยงแพะจึงบอกว่า
" อ๋อ มีอยู่สถานที่หนึ่งเป็เกาะอยู่กลางเขื่อน ใช้เวลาพายเรือไปราวหนึ่งชั่วยามฉันเคยเอาแพะไปเลี้ยงบนเกาะนั้น ถ้าฉันไปพ่อแม่คงไม่สงสัยหรอกเพราะไปอยู่เป็ประจำ "
พฤษภาคม ค.ศ.1935กองทัพเรือของจักรวรรดิไดเกียวก็เคลื่อนทัพมาถึงSouvanna ( โซวันน่า )เหล่านาวิกโยธินก็ยกพลขึ้นพำนักยังฐานทัพเรือที่สร้างเตรียมไว้แล้วและได้รับอนุญาตให้พักผ่อนหาความสำราญในแหล่งบันเทิงที่สายลับไดเกียวสร้างเตรียมไว้มีทั้งร้านอาหาร บาร์เหล้า โรงระบำจ้ำบ๊ะ หรือแม้กระทั่งซ่องโสเภณี แต่เมื่อเที่ยวจนอิ่มตัวแล้วทหารไดเกียวพวกหนึ่งก็เตร็ดเตร่ไปยังหมู่บ้านชาวประมงแถบนั้นแลเห็นลูกสาวชาวบ้านหน้าตาผิวพรรณคมขำแตกต่างจากสาวๆผิวขาวซีดอย่างในบ้านเมืองตนจึงเที่ยวลวนลามกระทั่งฉุดไปทำอนาจารก็มี ซึ่งแม่ทัพนายกองก็ไม่ลงโทษแต่อย่างใดกลับเห็นว่าเป็ทางคลายเครียดของผู้ใต้บังคับบัญชาโดยไม่ต้องเสียงบประมาณยิ่งพาให้ทหารเ่าั้ย่ามใจ ชวนพรรคพวกขยายอาณาเขตกระทำอุบาทว์กรรมออกไปเรื่อย ๆชาวบ้านจึงรวมตัวกันไปร้องเรียนยังเ้าหน้าที่ของบ้านเมือง แต่ก็ไม่ได้รับการพิจารณาแต่อย่างใดในที่สุดก็หมดความอดทน พากันหนีเข้าไปร่วมขบวนการเสรีโซวาเนียนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
บรรดานายทุนนักธุรกิจเห็นกองทัพไดเกียวเข้ามีอิทธิพลต่อบ้านเมืองเช่นนี้ก็พากันเข้าไปขอพึ่งพิงแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ด้วยและเพิ่มการผูกขาดขูดรีดประชาชนมากยิ่งขึ้น ค่าแรงงานต่ำ สินค้าราคาแพงผลผลิตถูกกดราคา คนงานโรงงานเริ่มนัดหยุดงาน ก็ถูกจอมพลสดมภ์ส่งคนไปปราบปรามเหล่ากรรมกรจึงหนีเข้าป่า ขบวนการเสรีโซวาเนียนจึงส่งคนเข้าไปแทรกซึมปลุกระดมมวลชนชาวไร่ ชาวนา ให้รวมกำลังกันต่อต้านจอมพลสดมภ์ และในจำนวนลูกชาวนานั้นก็มี สุริยงซึ่งได้รับการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับลัทธิการเมืองและการปฏิวัติจากนายสนิทเพื่อนพ่อค้าต่างถิ่น ในโรงเรียนการเมืองชั่วคราวบนเกาะเลี้ยงแพะกลางทะเลสาบเขื่อนท่าแพะนั้นเองในเวลาไม่นานนักเขาก็พร้อมจะเป็สายลับหัวหน้าเขตปลดแอกประจำอำเภอนาแพะอย่างเต็มตัว
ขณะเดียวกันจอมพลสดมภ์ซึ่งได้ข่าวจากสายสืบว่าบรรดาชาวนาชาวไร่และกรรมกรพากันหนีเข้าป่าจึงส่งสายลับลงไปสืบข่าวว่ามีผู้ใดให้การหนุนหลังกันแน่โดยหนึ่งในสายลับมีคนชื่อรหัสว่า ทวนรับผิดชอบสืบสวนพื้นที่บ้านหนองกุ้งอำเภอนาแพะ อันเป็ถิ่นฐานบ้านเกิดของเขาเอง
ในบ้านหนองกุ้งนั้นมีแม่ค้าส้มตำคนหนึ่ง ชื่อดอกรัก เป็สาวสวยประจำหมู่บ้านที่หนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่พากันรุมจีบแต่ที่เธอพูดคุยสนิทสนมด้วยมีอยู่สองคนคือ สุริยง หนุ่มเลื้ยงแพะ กับ ทวนทหารบกยศนายสิบ ซึ่งทวนนั้นั้แ่สอบนายสิบได้ก็ห่างเหินไปประจำการต่างเมืองมานานดอกรักจึงผูกสมัครรักใคร่สุริยงมากกว่า แต่พ่อแม่ของดอกรักไม่พึงใจในหนุ่มคนนี้ด้วยเห็นว่ายากจน เมื่อทวนกลับเข้ามาในบ้านหนองกุ้งอีกครั้งจึงเป็ที่โปรดปรานของพ่อแม่สาวร้านส้มตำอย่างออกหน้าออกตา
ทวนประกอบการธุรกิจปล่อยเงินกู้ในบ้านหนองกุ้งโดยมีพ่อแม่ของดอกรักเป็ลูกค้ารายแรกและชาวบ้านในหมู่บ้านนี้แทบทุกหลังคาเรือนก็ตกเป็ลูกหนี้ของเขาหมดด้วยความที่ไม่รู้จักหนังสือ จึงถูกเขาโกงเอาที่นาไปหมดใครมีลูกสาวก็สามารถเอามาขัดดอกได้ และดอกรักก็กำลังจะถูกพ่อแม่บังคับเอามาขัดดอก
“ ฉันไม่มีวันยอมหรอกพ่อจ๋าแม่จ๋า ฉันรักพี่สุริยงถึงแม้จะยากจนแต่เขาก็เป็คนดี อย่าให้ฉันต้องไปเป็ทาสน้ำเงินของพี่ทวนเขาเลยนะ ” สาวน้อยอ้อนวอนทั้งน้ำตา
“ อีหล้าเอ้ยพ่อกับแม่บ่เห็นว่าจะมีไผเหมาะสมกับเอ็งมากกว่าไอ้ทวนมันอีกแล้วยอมแต่งกับมันเต๊อะ ถือว่าช่วยพ่อแม่นะลูกนะ ”แม่ของดอกรักพยายามเกลี้ยกล่อมให้ลูกยอม
“ เพื่อขัดดอกที่แม่ไปเอาเงินเขามาเล่นการพนันใช่มั๊ยล่ะแม่ถึงขายลูกกินได้อย่างนี้ ทำไมไม่ฆ่าฉันตายเสียยังดีกว่า ”ดอกรักตัดพ้อแม่
เพี๊ยะ!
แม่ของดอกรักตบหน้าลูกสาวคนเดียวก่อนจะร้องสั่งให้พ่ออีหนูจับลูกสาวแก้ผ้าแล้วขังไว้ในห้องลั่นกุญแจไว้ไม่ให้ออกไปไหน
“ แม่ พ่อ ปล่อยฉันออกไปเถอะ อย่าทำแบบนี้เลย ฉันเป็ลูกนะ ฮือ ๆ ๆ ” เสียงดอกรักร้องไห้คร่ำครวญดังไปถึงข้างบ้านแต่เพื่อนบ้านไม่มีใครกล้าไปตอแยด้วยเห็นว่าเป็เื่ในครอบครัว
ขณะเดียวกันข่าวเกี่ยวกับความสนิทสนมของสุริยงกับพ่อค้าปลาเค็มชื่อสนิท ก็ไปเข้าหูของทวนเขาจึงนำกำลังเข้าปิดล้อมจับกุมแต่สุริยงกับสนิทรอดตายได้เนื่องจากน้ำป่าไหลมาท่วมทุ่งนา ติดตามได้ลำบากกว่าพวกของทวนจะตามมา สองหนุ่มก็ข้ามไปอีกฟากหนึ่งของทุ่งนั้นแล้ว ทวนจึงหันไปตามเก็บพวกคนที่ไม่ยอมเสียผลประโยชน์ให้เขาด้วยการยิงทิ้งแล้วยัดเยียดข้อหาผู้ก่อการร้ายคอมมูนิสม์
ในคืนวันต่อมามีคณะนักร้องเพลงพื้นบ้านผ่านมาเปิดการแสดงที่บ้านหนองกุ้งชาวบ้านทุกครัวเรือนต่างก็แห่กันไปฟังเพลงกันหมดเป็โอกาสให้สุริยงซึ่งได้ข่าวของดอกรักถูกพ่อแม่ขังไว้ในบ้านได้แอบมาช่วยสาวคนรักหนีออกจากบ้านไปในความมืด ทั้งคู่เดินลัดทุ่งเลียบชายป่าผ่านป่าช้าข้ามลำธารอีกสายหนึ่งก็ออกสู่ถนนลูกรังทางไปตัวอำเภอซึ่งนายสนิทได้เตรียมเกวียนบรรทุกสินค้ามาจอดรอไว้อยู่แล้วเป้าหมายของพวกเขาก็คือหุบเขาปีศาจ ฐานบัญชาการของเสรีโซวาเนียน
ณบ้านพักจอมพลสดมภ์
มหันต์นำหลวงพัลลภวิเทศกิจพร้อมบุตรสาวเข้าพบจอมพลสดมภ์ในห้องรับแขก
“ กระผมต้องขอฝากหนูอิสรีย์ลูกสาวของผมให้อยู่ในอุปการะของใต้เท้าด้วยขอรับ ”
“ ขอบใจท่านมาก อย่าได้เป็ห่วงเลย ฉันจะดูแลลูกของท่านให้ดีที่สุดและพร้อมจะส่งเสริมกิจการของท่านให้ก้าวหน้าต่อไปเดี๋ยวก็จะเป็ทองแผ่นเดียวกันแล้ว หาใช่ใครอื่นไกลที่ไหน ”จอมพลกล่าวกับหลวงพัลลภ แล้วหันไปถามอิสรีย์ว่า
“ แล้วหนูล่ะ เต็มใจมาเป็เมียของฉันหรือเปล่าฉันไม่ชอบบังคับฝืนใจใครหรอกนะ ” ท่านจอมเผด็จการลูบไล้เรือนผมของเด็กสาว
“ ยินดีอย่างยิ่งเ้าค่ะ ”ดรุณีน้อยวัยเริ่มแตกเนื้อสาวตอบด้วยรอยยิ้ม
“ เอาละ มหันต์ไปส่งท่านพัลลภ ส่วนหนูขึ้นไปพักผ่อนบนห้องก่อนฉันให้คนไปจัดเตรียมไว้แล้ว ”
เมื่อรถของหลวงพัลลภแล่นออกไปก็สวนทางกับรถที่คุณนายโรสนั่งมาพอดี
เมื่อรู้ว่าท่านจอมพลนำลูกสาวข้าราชการนามหลวงพัลลภมาเป็อนุภรรยาคุณนายโรสก็อาละวาดลั่นบ้าน ขว้างปาข้าวของกระจุยกระจาย จนเธอเริ่มเหนื่อยจอมพลสดมภ์ก็อธิบายให้ฟังว่า
“ สงบใจหน่อยเถิด แม่ยอดดวงใจหนึ่งเดียวของพี่ที่ต้องจำใจรับลูกของหลวงพัลลภมาเป็อนุนั้น ก็เพราะเขาเคยเป็ทูตประจำประเทศอารีเซียมีความสนิทสนมคุ้นเคยกับบรรดาผู้นำแห่งประเทศนั้นอันเป็ประโยชน์ในการเจริญสันถวไมตรีต่อกันเพื่อขอรับการสนับสนุนทั้งทุนทรัพย์และอาวุธยุทโธปกรณ์ต่อไปในเบื้องหน้าหากได้เกี่ยวดองกับเขาแล้วก็เป็ผลดีในการเสริมสร้างฐานอำนาจของเราให้แข็งแกร่งขึ้น เข้าใจพี่เถิด ”
คุณนายโรสได้ยินคำว่าผลประโยชน์ก็เริ่มมีอารมณ์เย็นลงก่อนจะกล่าวว่า
“ ถ้าเช่นนั้น พี่ก็ต้องสัญญาก่อนว่า จะให้นังคนนี้มาอยู่ใต้ปกครองของฉันบรรดากิจการในบ้านต้องให้ฉันเป็ใหญ่แต่ผู้เดียว ”
“ ได้จ้า แม้หญิงอื่นหมื่นพันก็ไม่เทียบเปรียบน้องนางเดียวหรอกจ้า ” จอมพลก็สวมกอดคุณนายไว้
“ อะไรนะ ยังจะมีอีกเป็หมื่นพันเลยรึ ”โรสทำสะบัดสะบิ้ง
“ หยอกเล่นเอาหรอก ว่าแต่น้องไปเที่ยวฮ่องกงมาสนุกมั๊ยล่ะ ”
“ อืม ก็อย่างนั้นแหละ ไปมาจนเบื่อแล้ว ”
เย็นวันนั้นอิสรีย์ก็กราบคารวะคุณนายโรสผู้เป็ภรรยาหลวงก่อนจะรับโอวาทและเรียนรู้กฎระเบียบในการอยู่อาศัยในบ้านหลังนี้แล้วจึงรับประทานอาหารร่วมโต๊ะกันอย่างสำรวมและเงียบงัน
ณหุบเขาปีศาจ ฐานบัญชาการเสรีโซวาเนียน
บัดนี้ข้าวในแปลงนาที่มะลังคะปลูกไว้ถูกเก็บเกี่ยวมาไว้ในยุ้งฉางแล้ว และนางม่านทิพย์ก็กำลังตำข้าวในครกกระเดื่องอย่างขมีขมันมะลังคะก็มาดูสาวคนรักของตนตำข้าว แล้วเอ่ยปากขอนางแต่งงานใบหน้าขาวนวลของม่านทิพย์ก็พลันมีสีเืจนแก้มเป็สีชมพู นางจึงแก้เกี้ยวว่าอ้ายจายเอ่ย เฮาป๊ะกันบ่ทันเถิงปี น้องสิแน่ใจได้จังได๋ ว่าอ้ายสิฮักมั่นแต่น้องคนเหลียวแล้วสาวไทดำปนไตลื้อในชุดเสื้อแขนกุดเอวลอยสีน้ำเงินเข้มแบบไทลื้อกับผ้าซิ่นสีดำลายขาวแบบไทดำก็ตักข้าวในครกใส่กระด้งออกมาฝัดเอาเปลือกข้าวออก ขุนหลวงชาวลัวะก็ว่าอ้ายขอฮักมั่นแต่น้องคนเดวจนกว่าขีวิตจักหาไม่ หากว่าอ้ายขี้จุ๊หลอกลวงก็ขอหื้อผีป่าเ้าเขามาหักคออ้ายได้เลย นางม่านทิพย์ก็หัวเราะแล้วสั่งให้มะลังคะไปเอาข้าวไปโม่แป้ง เธอจะทำอาหารแบบไทลื้อให้กินมันคือข้าวซอยน้อย วิธีทำคือ นำแป้งข้าวเ้าที่โม่ละเอียดแล้วมาผสมน้ำตั้งหม้อต้มน้ำเปล่าให้เดือด ตักน้ำแป้งใส่ในถาดทรงกลมพอบาง ๆแล้วนำถาดนั้นลงไปนึ่งในหม้อน้ำที่กำลังเดือด ปิดฝา รอให้แป้งในถาดสุกดีก็นำถาดออกมา ตักเครื่องปรุงรสอันประกอบด้วยผักกระหล่ำปลีซอย ยอดถั่วซอยกระเทียมเจียว เกลือป่น ถั่วลิสงป่น งาคั่ว พริกป่น น้ำมะนาว พริกเผาผัดน้ำมันซีอิ๊วขาว น้ำปลา น้ำตาล ไข่ไก่ตอกลงไป เกลี่ยไข่ให้ทั่ว แล้วตักน้ำแป้งข้าวเ้าราดหน้าซ้ำอีกแล้วนำถาดไปตั้งในหม้อน้ำอีกรอบ รอจนแป้งและไข่สุก ก็นำมาลอกเป็แผ่นกลม ๆคล้ายพิซซ่า แต่แป้งคล้ายเส้นก๋วยเตี๋ยว รสชาติคล้ายเรากินก๋วยเตี๋ยวแห้งนั่นเอง
ม่านทิพย์ก็นำข้าวซอยน้อยไปถวายเ้าค้ำฟ้า ให้ดร.บุญดีไมตรีและโสมสุดาชิมดูด้วย ทุกคนก็บอกว่าแปลกดี อร่อยมาก ไม่เคยกินมาก่อน
ฝ่ายมะลังคะก็เลียบ ๆ เคียง ๆไปทูลเ้าค้ำฟ้าว่าตนพีงใจในนางม่านทิพย์จึงขอให้ฝ่าาเป็เฒ่าแก่สู่ขอนางมาเป็ภรรยา เ้าค้ำฟ้าก็ทรงพระสรวล ตรัสว่าปัดโธ่ น่าจะบอกตั้งนานแล้ว เราเองก็เห็นว่าท่านครองโสดมานานสมควรถึงเวลามีคู่ครองไว้ดูแลการกินอยู่ได้แล้ว จักเป็ไรไปเล่า เราจะขอนางให้เอ้าว่าอย่างไรเล่า นางม่านทิพย์ เ้ามีใจชอบพอมะลังคะอยู่บ้างหรือไม่จงว่ามาทีเหอ นางม่านทิพย์ก็อายม้วนต้วนอยู่นาน โสมสุดาก็ช่วยเชียร์ว่า ตกลงสิแต่งเลย ๆ นางม่านทิพย์จึงตอบตกลง เ้าค้ำฟ้าจึงกำหนดให้จัดงานแต่งงานของทั้งคู่ในวันมะรืน
งานแต่งงานของมะลังคะกับม่านทิพย์ก็ผ่านไปอย่างเรียบง่ายมีเพียงบายศรี ผูกฝ้ายข้อไม้ข้อมือ โดยมีเหล่าสมาชิกขบวนการเสรีโซวาเนียนร่วมเป็พยานรักท่ามกลางแมกไม้และแสงดาว บนหุบเขาปีศาจอันลี้ลับนั่นเอง
ต่อมาอีกหลายวัน
สุริยงและดอกรักได้ติดตามนายสนิทเข้ามายังโรงเรียนการปฏิวัติของขบวนการเสรีโซวาเนียนกลางหุบเขาปีศาจ ในโรงเรียนมีการสอนทั้งวิชาการสืบข่าว วิชาอาวุธ การพยาบาลลัทธิการเมือง โดยมีชาวบ้านจากภูมิภาคต่าง ๆ ทั้งชาวนา ชาวไร่ และกรรมกรเข้ามารับการฝึกอบรมจำนวนมาก
" คนที่ผ่านการฝึกอบรมก็จะได้รับการสอบเลื่อนชั้นใครได้เป็หัวหน้าหน่วย ก็จะได้รับผิดชอบประจำเขตพื้นที่หนึ่ง ๆแล้วให้มีการขยายฐานออกไปเรื่อย ๆ แบบดาวกระจายจากนั้นก็จะตีโอบเข้ามายังศูนย์กลางคือนครหลวง เรียกยุทธการแบบนี้ว่า"ดาวล้อมเดือน" ......" ดร.บุญดี บรรยายหลักการยุทธวิธีให้สมาชิกฟัง
ทางด้านนอกโรงเรียนสมาชิกอีกส่วนหนึ่งก็กำลังก้มหน้าก้มตาเก็บเกี่ยวข้าวซึ่งปลูกอยู่บนพื้นที่ลาดชันของูเาเรียกว่าข้าวดอย ลักษณะจะเป็เม็ดสั้น ๆ อ้วน ๆ มีความเหนียวในตัวและไกลออกไปอีกแปลงหนึ่งก็เป็ไร่ชาซึ่งโสมสุดากับไมตรีก็มาช่วยสมาชิกเก็บเกี่ยวเช่นกัน หล่อนเป็ลมหมดสติไปด้วยความเหนื่อยล้าจากการซ้อมรบและยังต้องทำเกษตรกรรมกับสหายชาวไร่ชาวนาอีกไมตรีก็อุ้มเธอเข้าไปยังฐานพยาบาลในหุบเขานั้น เขานั่งเฝ้าเธอจนฟื้นคืนสติขึ้นมา
โสมสุดาถามว่า " ฉันเป็อะไรไปหรือ"ไมตรีว่า " เธอสลบไปได้ครึ่งวันแล้ว พักผ่อนมาก ๆ นะ ร่างกายยังไม่แข็งแรง "
เขาเอื้อมมือไปลูบหัวเธอเบา ๆแล้วกุมมือไว้ สายตาของเขาบ่งบอกความห่วงใย โสมสุดาเองก็อ่านออก
ไมตรีเดินออกมาข้างนอกฐานพยาบาลก็เห็นเ้าค้ำฟ้านั่งเหงาเหม่อมองออกไปทางทะเลเขาจึงเข้าไปถามว่า
"คิดถึงกาวิต้าหรือกระหม่อม"เ้าค้ำฟ้าตอบว่า "ใช่ เราคิดถึงเธอมาก ป่านฉะนี้จะเป็อย่างไรไม่รู้จากกันมานานนับปีแล้ว เธอจะคิดถึงฉันบ้างไหมหนอ" ไมตรีจึงว่า"กระหม่อมจะฝากให้จางไห่จูส่งคนไปสืบข่าวมาให้ อย่าทรงวิตกเลย"
จากนั้นเ้าค้ำฟ้าก็ไปลงแขกเก็บเกี่ยวฝักข้าวโพดในไร่ร่วมกับสหายทั้งหลายจนสิ้นแสงสุริยาในทิวานั้น
ณ บ้านพักจอมพลสดมภ์
หลังจากได้อิสรีย์มาเป็อนุภรรยาแล้วจอมพลสดมภ์ก็แทบอยู่ไม่ติดเรือนใหญ่กลับมาบ้านทีไรก็ไปขลุกอยู่ในเรือนหลังเล็กท้ายสวนอันเป็ที่พำนักพักพิงของสาวน้อยวัยดรุณีทิ้งให้คุณนายโรสต้องนอนเดียวดายอยู่ไม่ต่ำกว่าห้าคืนต่อสัปดาห์สร้างความเจ็บแค้นในใจของหล่อนแทบอยากจะฆ่าภรรยาน้อยให้ตายไปเสียจนมาในวันหนึ่ง
" ฉันจะไปประชุมคณะรัฐมนตรีที่หัวเมืองเหนือ วันมะรืนจึงจะกลับฝากคุณนายดูแลอิสรีย์ด้วยนะ "จอมพลฝากฝังคุณนายโรสไว้ก่อนจะเดินไปขึ้นรถประจำตำแหน่ง
"ไม่ต้องห่วงค่ะดิฉันก็เอ็นดูเธอเหมือนน้องสาวคนหนึ่ง"โรสยิ้มหวานยืนรอจนเห็นรถแล่นออกไปนอกเขตบ้านแล้วก็เรียกบ่าวคนสนิทให้เดินตามไปยังเรือนหลังเล็กเพื่อหาอิสรีย์ อนุภรรยาของท่านจอมพล
อิสรีย์ยกมือไหว้คุณนายโรสแล้วเชิญเข้าไปนั่งในบ้าน
"ที่พี่มาวันนี้ก็เพราะอยากจะให้น้องช่วยร้อยมาลัยสำหรับไว้ถวายพระในวันพรุ่งนี้เคยได้ยินว่าน้องจบโรงเรียนการเรือนมามิใช่หรือจ้ะ"
"ใช่ค่ะ แต่น้องก็มิได้ชำนิชำนาญในงานฝีมือสักเท่าไรหรอกค่ะเกรงจะทำได้ไม่ถูกใจคุณพี่นะคะ"
" ดีไม่ดีก็ลองทำดูก่อนเถอะ นี่จ้ะ เครื่องเคราสำหรับประดิษฐ์มาลัยฉันเตรียมมาให้แล้ว วันพรุ่งจะมาเอา "
แล้วคุณนายก็เดินกลับไป
วันรุ่งขึ้น คุณนายโรสมารับงานมาลัยดอกไม้ที่สั่งทำไว้เมื่ออิสรีย์นำมาให้ดู ก็เห็นเป็มาลัยดอกไม้ที่วิจิตรบรรจงยิ่งนัก ร้อยแบบมาลัยกลมลายเกลียวประกอบด้วยดอกพุดดอกมะลิ และกลิบกุหลาบแล้วร้อยด้วยห่วงมาลัยวงเล็กมีชายสี่ชายเป็ดอกรักกับกลีบกุหลาบ
คุณนายโรสแม้จะรู้ว่ามาลัยพวงนั้นประณีตเพียงไรแต่ก็ทนต่อแรงริษยาของตนเองมิได้ จึงแกล้งตำหนิไปว่าพวงใหญ่ไปจะเอาไปคล้องคอพระหรือไร แล้วจึงสั่งให้รื้อออกร้อยมาใหม่อิสรีย์จึงว่าวันนี้ก็วันพระแล้ว หากร้อยใหม่กว่าจะเสร็จก็เลยเวลาเพลพอดีคงไม่ทันกาลแล้วกระมัง คุณนายโรสจึงว่า " ไม่เป็ไรงั้นพรุ่งนี้จะให้ไปช่วยแต่งดอกไม้ประดับในงานเลี้ยงวันมะรืนท่านจอมพลเชิญแขกสำคัญมากินเลี้ยงที่บ้าน อย่าให้ขายหน้าล่ะ "
วันต่อมาโรสจึงให้อิสรีย์ไปจัดดอกไม้ประดับเวทีและมุมต่าง ๆ ในสนามหญ้าของบ้านพักใช้เวลากว่าครึ่งค่อนวันจึงแล้วเสร็จ
ถึงตอนเช้าของวันงานก็ให้อิสรีย์เข้าครัวทำกับข้าวเตรียมเลี้ยงแขกตอนเย็นเมื่อปรุงเสร็จแล้ว เธอก็ไปอาบน้ำแต่งตัวมารอร่วมงานเลี้ยง
เมื่อถึงเวลางานตอนเย็นเธอก็พบว่าดอกไม้ที่ตกแต่งไว้ถูกใครไม่ทราบตัวตนมาขยี้ขยำจนดอกช้ำบ้างหลุดบ้าง บรรดาแเื่มาเต็มงานแล้วจะจัดใหม่ก็ไม่ทัน เมื่อจอมพลถามว่าใครจัดดอกไม้ โรสก็บอกว่าอิสรีย์เป็คนจัดและออกตัวให้แทนว่า น้องเขาคงมือใหม่อยู่น่ะ จึงยังไม่ค่อยสวยงามเช่นนี้ครั้นได้เวลารับประทานอาหารแล้วจอมพลและแเื่ตักอาหารที่ตั้งบนโต๊ะเข้าปากคำแรกก็ต้องบ้วนทิ้งแล้วบอกว่าทำไมมันเค็ม มันเหม็นอย่างนี้ ใครปรุง โรสก็บอกว่าอิสรีย์ปรุงอิสรีย์จึงตักมาชิมดู ก็ใแล้วว่า " ที่ดิฉันปรุงไว้ไม่ใช่รสนี้นะเ้าคะ "โรสก็ว่า " อย่ามาแก้ตัวเลย ยกไปเก็บบัดเดี๋ยวนี้ "แล้วสั่งบ่าวคนอื่นไปยกกับข้าวมาเปลี่ยนให้ใหม่ อิสรีย์ก็ร้องไห้วิ่งเข้าไปยังเรือนพักของตน คุณนายกับบ่าวคนสนิทก็แอบยิ้มเยาะอยู่ในใจที่ลดทอนเสน่ห์ของอนุภรรยาท่านจอมพลลงได้
ณหอประชุมฐานบัญชาการหุบเขาปีศาจ
" สหายทุกท่านวันนี้เราขอต้อนรับรองหัวหน้าสำนักข่าวกรองส่วนภูมิภาคเอเซียอาคเนย์ของสหรัฐอโรมาและเป็แกนนำของขบวนการเสรีโซวาเนียนของเรา นั่นคือสหายมะซูรีหรือชื่อรหัสว่ามะเมี๊ยะ "ดร.บุญดีกล่าวแนะนำตัวยายมะให้ทุกคนรู้จัก
" สบายดีสหายที่รักทุกท่านดิฉันเพิ่งกลับจากการประชุมร่วมกับขบวนการเสรีไทยที่ประเทศอังกฤษซึ่งผลการประชุมมีมติร่วมกันที่จะต่อต้านการล่าอาณานิคมของจักรวรรดิไดเกียว นาซี และประเทศอารีเซีย นอกจากนี้เรายังได้รับการสนับสนุนทางด้านอาวุธและยานพาหนะจากสหรัฐอโรมา มีทั้งปืนกลเรือดำน้ำ เรือบรรทุกเครื่องบิน และเครื่องบินจู่โจมโดยอาวุธประเภทปืนและะเิเราจะได้รับในเดือนนี้ส่วนยานพาหนะจะถูกนำส่งมาภายในปีหน้า ดังนั้นขอให้สหายทุกคนจงมีกำลังใจที่เข้มแข็งชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ได้รอคอยเราอยู่เบื้องหน้าแล้ว "
หลังจากเลิกประชุม ยายมะ อดีตแม่ค้ำขายกับข้าวที่โสมสุดารู้จัก ก็ไปเยี่ยมอาการของลูกสาวอดีตนายจ้างของเธอ ซึ่งภาพที่เห็นเป็หญิงวัยกลางคนในชุดคอตั้งสีเทาแขนยาวแบบที่นักปฏิวัตินิยมสวมใส่ แตกต่างจากยายมะในชุดผ้าซิ่นเสื้อลูกไม้แบบที่เคยเห็น โสมสุดากล่าวทักทายว่ายายมาแต่เมื่อใด คุยกันได้สักพัก โสมสุดาบ่นว่าอยากจะกินไก่แกงฝีมือยายมะ ไม่ได้กินนานแล้ว ก็พอดีม่านทิพย์เข้ามาเยี่ยมอาการของโสมสุดาด้วย ยายมะจึงบอกว่าเดี๋ยวยายจะสอนม่านทิพย์ให้ทำไก่แกงนะแล้วยายมะก็สอนม่านทิพย์ปรุงไก่แกง (ดูสูตรการทำไก่แกงที่หมายเหตุท้ายตอนนี้)
และยายมะยังสอนให้ม่านทิพย์ทำขนมขนุนแบบมอญอีกด้วย ชาวมอญเรียกว่า เมียคะเนาะ นำแป้งข้าวเหนียวผสมแป้งข้าวเ้า ปั้นเป็เม็ดขนุน นำไปต้มพอสุก แล้วนำมาคลุกเคล้าน้ำตาลโตนดกับมะพร้าวขูดในกะทะ
โสมสุดาได้ชิมอาหารที่ม่านทิพย์ปรุงแล้ว ก็ชมว่า โอ้โห อร่อยจังเลย ฝีมือดีไม่แพ้ยายมะเลย ขอบใจมากนะม่านทิพย์ แล้วทั้งหมดก็สนทนากันจนดึกดื่น จึงแยกย้ายกันไปนอน
ณ เมืองจอร์จทาวน์ เกาะปีนัง ประเทศมาลายา ( มาเลเซียในปัจจุบัน )
หลังจากกาวิต้าและพ่อแม่ ได้หลบลี้ไปอยู่กับญาติที่ย่านลิตเติ้ลอินเดียบนเกาะปีนังแล้ว ก็ได้ลงทุนประกอบสัมมาอาชีพเปิดร้านขายอาหารอินเดียเล็ก ๆ ร้านหนึ่ง โดยมีแม่เป็ผู้ปรุง กาวิต้าคอยเสริฟและเก็บเงิน ส่วนพ่อเป็ผู้จ่ายตลาดและเก็บถ้วยล้างจาน กิจการก็ดำเนินมาโดยปกติเรื่อยมา
เสร็จจากการเก็บร้านทำความสะอาดใน่บ่ายแล้ว ทุกวันเธอก็จะไปนั่งเล่นชมทิวทัศน์ริมทะเลแถวหน้าศาลาว่าการเมือง และคิดถึงคืนวันเก่า ๆ ที่ได้ใกล้ชิดกับเ้าค้ำฟ้า ่เวลาอันแสนหวานนั้นจะมีโอกาสได้หวนคืนกลับมาอีกหรือไม่หนอ สาวงามในชุดส่าหรีได้แต่ร้องเพลงภาวนาขอพรจากเทพเ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์ขออิทธิฤทธิ์จงดลบันดาลให้สมหวังในรัก
ณ ฐานบัญชาการเสรีโซวาเนียน หุบเขาปีศาจ
มะซูรี หรือยายมะ ได้รายงานต่อดร.บุญดีว่า ได้มอบภารกิจให้สายลับที่เคยเป็โสเภณีมาก่อน ปลอมตนเป็ลูกสาวพ่อค้า เข้าไปเป็อนุภรรยาของจอมพลสดมภ์เพื่อสืบข่าวความเคลื่อนไหวของฝ่ายรัฐบาลแล้ว เธอคนนั้นมีชื่อรหัสว่า ชบา
จึงในวันหนึ่ง ณ บ้านพักของจอมพลสดมภ์ มหันต์ก็นำกลุ่มพ่อค้าจำนวนนับสิบรายเข้าพบท่านจอมพล เพื่อเจรจาพาทีขอพึ่งบารมีท่านผู้เผด็จการ ให้มีความสะดวกในงานประมูลขอสัมปทานโครงการต่าง ๆ โดยมีของขวัญอันล้ำค่ามามอบให้ท่านคือลูกสาวของตนทุกผู้ที่มานั่นแล และหนึ่งในบรรดาสาวน้อยที่ถูกใช้เป็เครื่องบรรณาการนั้น มีนางหนึ่ง ชื่อว่า ชบา
ท่านผู้นำก็ไม่แสดงท่าทีขัดข้องแต่อย่างใด ยินดีรับไว้ทุกนางอย่างหน้าชื่นตาบาน และดูจะต้องใจในสาวชบาอยู่เป็พิเศษ ด้วยสายตาที่มีมนต์เสน่ห์ หน้าตาอ่อนเยาว์น่ารัก รูปทรงองเอวอวบอัดอ้อนแอ้นอรชรมีส่วนโค้งเว้าอันน่าค้นหาน่าเชยชม ซ้ำยังเชี่ยวชาญการรำฟ้อนนาฏศิลป์ โดยเธอมารำฉุยฉายบุษบาให้จอมพลสดมภ์ได้ชม สาวงามก็ชม้อยชม้ายชายตา จนท่านจอมพลลืมตัวอ้าปากค้าง ด้วยหลงในเสน่ห์ของนางรำ
นับแต่นั้นห้องที่ท่านจอมพลจะไปเอนกายปลดปล่อยอารมณ์ให้ถึง์จึงเปลี่ยนจากห้องของอิสรีย์มาเป็ห้องของชบานับั้แ่นั้น
จบตอนที่ 22 โปรดติดตามตอนที่ 23 พายุตัณหา
หมายเหตุ
สูตรการปรุงไก่แกง มีวิธีปรุงดังนี้
ไก่สด 1 ตัว ถอนขนควักไส้ล้างให้สะอาด
หอมแดง 8 หัว
พริกแห้งแช่น้ำ 12 เม็ด
กระเทียม 6 กลีบ
ขมิ้นสด 2 ช้อนชา
ขิงอ่อนซอยบางๆ ประมาณ 1 ช้อนชา
ลูกผักชีคั่ว 1/4 ช้อนชา
ลูกจันทน์ป่น 1/8 ช้อนชา
กะทิ 6 ถ้วยตวง
น้ำมะนาว 1 ช้อนชา
อบเชยป่น 3/4 ช้อนชา
เนย 3 ช้อนโต๊ะ
ยี่หร่าป่น 3/4 ช้อนชา
กะปิ 3 ช้อนชา
เครื่องแกงแดง 6-8 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลปี๊บ พอประมาณ
น้ำปลา พอประมาณ
เกลือป่น พอประมาณ
วิธีทำ
1. นำเครื่องแกงทั้งหมดมาโขลกให้ละเอียด แล้วนำไปผัดกับเนยจนกระทั่งหอมและสุก
2. แบ่งเครื่องแกงที่ผัดกับเนยแล้วเป็สองส่วน ส่วนหนึ่งตักยัดใส่ในท้องไก่ อีกส่วนหมักกับตัวไก่ พักไว้หนึ่งชั่วยาม (๓ ชั่วโมง)
3. เทกะทิลงหม้อ ตั้งให้เดือด นำไก่ลงต้มจนสุก ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บ น้ำปลา และน้ำมะนาว โดยรสชาติให้เค็มนำ หวานตาม ตักเสริฟ กินกับผักสด และข้าวเหนียวร้อน ๆ หรือข้าวหลามก็ได้ ถ้านำไปเสียบไม้ย่างไฟ จะเรียกว่า ไก่ฆอและ