เมื่อถึงวันงานอภิเษกสมรสขององค์รัชทายาทกับฟ่านหนิงเหอโดยภายในพระราชวังจัดตกแต่งงานมงคลอย่างสวยงามและยิ่งใหญ่ทุกคนคนต่างมาร่วมยินดีกับองค์รัชทายาทและท่านแม่ทัพ โดยทุกคนต่างพูดเป็เสียงเดียวกันว่าเหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก หากมีแต่อัครมหาเสนาบดีกับบุตรสาวของเขาที่เก็บอาการไม่ค่อยจะอยู่แสดงออกมาอย่างโจ่งแจ้ง วันนี้ฮองเต้กับฮองเฮาแต่งตัวงามสง่าด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ที่จัดเย็บด้วยความปราณีตเป็ผ้าไหมอย่างดีที่ราชวงศ์สูงศักดิ์ใช้กันมาซึ่งดดูเหมาะสมตามยศถาบรรดาศักดิ์ของแต่ละคน
ส่วนท่านพ่อท่านแม่ของฟ่านหนิงเหอนั้นต่างหัวเราะกันและยิ้มแย้มอย่างมีความสุขกันอย่างเหลือล้นเพราะบุตรสาวเพียงคนเดียวได้เป็ฝั่งเป็ฝาเสียที เมื่อถึงฤกษ์ที่เ้าบ่าวกับเ้าสาวคำนับฟ้าดินบัดนี้ฟ่านหนิงเหอนางอยู่ในชุดเ้าสาวสง่างามนางเดินข้ามธรณีประตูเข้ามาพร้อมกับเหลียนจางเหว่ยและทันใดนั้นในระหว่างที่เดินเข้ามาคำนับบิดามารดานั้น นางได้เดินสดุดแทบจะล้มเพราะมีผ้าคลุมหน้าเ้าสาวปิดหน้านางไว้แต่ก็ไม่พ้นที่เ้าบ่าวของนางได้ประคองเอาไว้อย่างรวดเร็วในใจลึกๆของนางก็แอบหวั่นใจกับงานพิธีที่วุ่นวายนี้อยู่มาก
"ระวังหน่อยสิท่านแม่ทัพแเื่เยอะแยะจักขายหน้าเอาได้"
เสียงเหลียนจางเหว่ยต่อว่านางนางก็ได้แต่รู้สึกหน้าชา แต่ก็แค่ได้กล่าวขอโทษเขาด้วยความอึดอัด
"ขอประทานอภัยเพค่ะ"
พอทั้งสองเสร็จพิธีเรียบร้อยแล้วฮองเต้และฮองเฮากล่าวอวยพรให้กับเขาทั้งสองด้วยความปลื้มปิติและฮองเต้ดีใจเป็อย่างมากที่ทั้งสองได้อภิเษกสมรสกันตามที่ใจ้า ส่วนฝูลี่มี่วันนี้นางอยู่ในงานด้วยความว้าวุ่นใจเพราะความอิจฉาริษยาที่มีต่อฟ่านหนิงเหอ นางเป็คนได้ตำแหน่งชายาเอกไปในอนาคตนางจะต้องได้เป็ฮองเฮาแน่แท้หากไม่เป็ไปตามแผนที่องค์รัชทายาทวางไว้พอคิดนางก็ได้แต่ยืนหน้าบูดหน้าบึ่งอยู่คนเดียว
พอตกเย็นได้ฤกษ์ส่งตัวเ้าสาวเข้าหอ ฟ่านหนิงเหอนางอยู่ในตำหนักรัชทายาทบัดนี้ทั้งตำหนักตกแต่งด้วยผ้าและกระดาษสีแดงทั้งตำหนักมีข้อความมงคลตัดแป๊ะเป็ตัวหนังสือมากมายตกแต่งอย่างสวยงามมองดูแล้วว่านี่คืองานมงคลที่ยิ่งใหญ่ หากว่าบัดนี้ฟ่านหนิงได้อยู่ในห้องหอคนเดียวอย่างเดียวดาย นางนั่งรอตามคำสั่งของแม่สื่อว่ารอให้เ้าบ่าวเข้ามาเปิดผ้าคลุมหน้าออกนางได้นั้งรอไปพักใหญ่ก็ไร้วี่แววว่าเหลียนจางเหว่ยจะเข้ามาเปิดผ้าคลุมหน้านางแต่ไม่ทำให้ฟ่านหนิงเหอรู้สึกรู้สาอะไรนางคิดในใจก็ยิ่งดีจะได้ไม่มีใครมาพูดให้รำคาญใจเพราะนางก็ยิ่งไม่อยากเจอหน้าของเขาอยู่เช่นกัน
"ข้าน้อยขออ้อนวอนิญญาบรรพบุรุษของข้าน้อยโปรดช่วยไม่ให้เขาเข้ามาด้วยเถิด"
ถึงขั้นนางต้องขอร้องบรรพษุรุษของนางเลยที่เดียว
"ถ้าเช่นนั้นข้าเอาผ้าคลุมหน้าออกเองจะดีกว่า"
พูดแล้วนางก็เปิดผ้าคลุมหน้าออกโดยไม่รอเขา นางถอดเครื่องประดับออกหมดเพราะใส่มาทั้งวันรู้สึกว่ามันช่างน่ารำคาญเสียเหลือเกินสุดท้ายแล้วนางได้นั่งดื่มเหล้ามงคลที่เตรียมไว้ให้กับคู่บ่าวสาวเพียงคนเดียวพร้อมกินอาหารบนโต๊ะอย่างรู้สึกโล่งใจว่าผ่านพ้นไปอีกวันที่จะไม่ต้องอยู่ด้วยกันสองต่อสอง
"ขอให้ไม่ต้องมาเลยตลอดชีวิตไปให้ไกลเลยนะ ข้าชอบ"
พูดแล้วนางก็ดื่มสุราอย่างสบายใจ
ฝ่ายเหลียนจางเหว่ยถึงฤกษ์เข้าห้องหอเขากลับไม่ไปตามฤกษ์ เขากลับไปนอนอีกเรือนหนึ่งโดยไม่สนใจว่าเ้าสาวของเขาจะคิดเช่นไรเขาได้นั่งดื่มสุราเงียบๆเพียงคนเดียวโดยรู้สึกเหมือนสะใจที่ปล่อยให้เ้าสาวรออยู่อย่างนั้นโดยหารู้ไม่ว่านางก็ไม่ได้อยากเจอเขาเช่นกัน
"องค์ชายถึงเวลาเข้าห้องหอแล้วพะยะค่ะรีบเสด็จเถิด"
เสียงบ่าวรับใช้ดังขึ้นเตือนเ้านายของเขา
"ใครว่าข้าจะเข้าห้องหอกันเ้ากลับไปพักผ่อนเถิด"
"หากเื่นี้ฮองเต้ทรงทราบเข้าจะไม่เป็การดีนะพะยะค่ะ"
"ก็ช่างปะไรข้าไม่ได้สนใจเ้าไม่ต้องกังวลข้ามีวิธีพูดกับเสด็จพ่อข้าอยู่แล้ว"
"ถ้าอย่างนั้นกระหม่อมไปดูท่านแม่ทัพว่าขาดเหลืออะไรหรือไม่"
"เ้าไม่ต้องไปหรอกปล่อยให้นางอยู่ตามลำพังเถิดเ้าจงทำตามที่ข้าบอก"
เมื่อเหลียนจางเหว่ยสั่งเสียงเข้มบ่าวรับใช้ก็รีบทำตามคำสั่งทันทีโดยปล่อยให้นางอยู่ในห้องหอตามลำพัง
ตอนนี้ก็ดึกมากแล้วฝ่ายทางฟ่านหนิงเหอนางได้อาบน้ำพลัดเปลี่ยนชุดอยู่ในชุดสบายแต่หาใช่ชุดที่สตรีใส่ไม่นางได้เดินสำรวจรอบตำหนักอย่างระมัดระวังด้วยความเคยชินอารมณ์ของนางคล้ายๆว่าเดินลาดตระเวนกับทหารของตนตอนที่อยู่ชายแดนใต้ตัวนางเองก็ถือกระบี่ติดไปด้วย ในระหว่างที่นางได้เดินสำรวจรอบๆตำหนักขององค์รัชทายาทนั้นก็มีองครักษ์เข้ามาทักทายนางพร้อมด้วยบ่าวไพร่ที่เดินตรวจตราความเรียบร้อยบ่าวไพร่เ่าั้ต่างพากันปลื้มและชื่นชอบนางอยู่แล้ว เพราะพวกเขาได้ยินชื่อเสียงของนางที่ไปรบเพื่อชาติบ้านเมืองและความเสียสละของตระกูลฟ่านของนาง
"พวกข้าน้อยขอคาราวะท่านแม่ทัพขอรับ"
"ไม่ต้องมากพิธีพวกเ้าตามสบายเถอะ"
"ท่านแม่ทัพขอรับวันนี้เข้าห้องหอคืนแรกโบราณเข้าห้ามออกมานะขอรับ"
"ข้าไม่ถือหรอกเพราะวันนี้ข้าแค่คิดว่าทำตามหน้าที่ให้จบๆไป"
นางพูดหน้านิ่งๆน้ำเสียงดูหนักแน่นจนทำให้เหล่าบ่าวไพร่หยุดพูดเื่นี้ทันที
"ถ้าอย่างนั้นพวกข้าน้อยขอตัวก่อนนะขอรับเชิญท่านแม่ทัพตามสบายหาก้าอะไรก็เรียกข้าน้อยได้ตลอดเวลานะขอรับ"
นางพยักหน้ารับคำให้กับบ่าวไพร่และนางก็เดินสำรวจต่อนางได้เดินมาเรื่อยๆด้านหลังตำหนักและได้สังเกตเห็นสระน้ำรู้สึกคุ้นตา และเห็นต้นดอกเหมยที่ขึ้นอยู่ริมสระสถานที่นี้คุ้นตายิ่งนักแต่ต้นเหมยต้นนี้ใหญ่มากแผ่กิ่งก้านสาขาฟ่านหนิงเหอไม่รอช้านางใช้วิชาตัวเบาของนางลอยขึ้นไปอยู่บนนั้นอย่างวองไวและเอนกายลงนอนที่กิ่งไม้ใหญ่ของต้นเหมยด้วยความรู้สึกสบายใจนางนอนดูดาวอย่างมีความสุขกว่าที่จะอยู่ในห้องหอนั่นเสียอีกและทันใดนั้นถานอ้ายเสินก็ใช้วิชาตัวเบาของเขาลอยขึ้นไปอยู่ข้างบนกับนางทำให้นางใจนต้องชักกระบี่ออกมา
"ข้าเองอ้ายเสินอย่างไรเล่า"
พอได้ยินเสียงเขานางก็จำได้และนางรีบเสียบกระบี่เข้าฝักคืนทันที อาจจะเป็เพราะแสงดวงจันทร์สลัวๆทำให้มองเห็นไม่ค่อยถนัดสักเท่าไหร่
"เ้ามาได้อย่างไรข้าคิดว่าเป็โจรเสียอีกใหมด"
"ข้ากลัวเ้าจะเหงาข้าเลยแวะเอาสุรามาให้"
"เ้าช่างรู้ใจข้าจริๆ"
"ข้านึกแล้วว่าเ้าจะต้องไม่อยู่ในห้องหอแน่ๆข้านึกแล้วไม่มีผิด"
"เ้าช่างรู้ใจข้าเสียจริงสมแล้วที่อยู่ด้วยกันมาหลายปี"
"ถ้าอย่างนั่นเราดื่มกันแล้วรีบกลับไปนอนเถอะหนิงเหอเ้าคงจะเหนื่อยมาทั้งวัน"
"ข้าไม่เป็ไรหรอกข้าขอนั่งดูดาวสักพักค่อยกลับแล้วกัน"
พูดจบแล้วนางก็เอนกายลงนอนดูดาวแล้วดื่มสุราทอดอารมณ์ไปเรื่อยอย่างไรจุดหมายไม่คิดอะไรฟุ้งซ่านเพราะวันนี้นางก็เหนื่อยมาั้แ่เช้าแล้ว ส่วนถานอ้ายเสินก็ได้แต่มองนางด้วยความสงสารที่ต้องมาแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รักแม้กระทั้งคืนเข้าห้องหอต่างคนก็ต่างไป แล้วเช่นนี้นางจะมีความสุขได้อย่างไร เขาได้แต่คิดว่านี่หรือคือรางวัลของคนที่เสียสละ
มาหลายสิบปีนางช่างหน้าสงสารยิ่งนักในทางกลับกันหากเขาเป็เ้าบ่าวเขาจะไม่มีวันให้นางต้องเสียใจเลยแม้แต่นิดเดียวนึกแล้วเขาก็ได้แต่ถอนหายใจ เพราะทำอะไรมากไปกว่านี้ก็ไม่ได้ ทำได้เพียงแค่คอยดูแลนางคอยช่วยเหลือนาง