“นายตกลงเลยเหรอ” เฉียนหลิงถามเพราะไม่คิดว่าอี้เฟยจะตอบตกลงเร็วขนาดนี้... เมื่อวานนี้เขาในฐานะลูกจ้างได้ถามถึงขอบเขตการทำงานเป็ผู้จัดการส่วนตัวในความคิดของอีกฝ่าย สรุปอย่างง่ายๆคือ ต้องจัดการเื่หยุมหยิมต่างๆในชีวิตของอี้เฟยออกไป
อืม นั่นเขาก็เข้าใจ... หลังจากนั้นก็พอได้ถามซักประวัติส่วนตัวของอี้เฟยมาพอคร่าวๆ และเขาก็เพิ่งมารู้ว่าอี้เฟยเป็เด็กกำพร้ามาก่อน เพิ่งเรียนจบมัธยมปลายและไม่คิดจะเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ในเขตในของเมืองหลวงเพราะสูญเสียพ่อบุญธรรมไป ก็เพิ่งรู้ว่าอี้เฟยก็มีเพียง ‘ตัวคนเดียว’ เหมือนกันและยังเป็ตัวคนเดียวที่ตัวคนเดียวจริงๆยิ่งกว่าเขาเสียอีก
คนที่เป็แสงสว่างไสวถึงเพียงนี้เหตุใดถึงทอดทิ้งได้ลงคอนะ...
“นายตัดสินใจจะเข้าวงการบันเทิงจริงๆแน่แล้วนะ?” เขาถามอี้เฟยอีกครั้ง ด้วยเพราะเมื่อวานได้ซักถามไปนั่นแหละถึงได้รู้ว่าอีกฝ่ายก็กำลังหางานทำแก้เบื่ออยู่เหมือนกัน
อี้เฟยคงจะเป็คนที่ใช้ชีวิตได้อย่างสโลว์ไลฟ์กว่าใครจริงๆ.. ไม่ใช่การหางานทำเพื่อเลี้ยงชีพ แต่เป็การหาอะไรทำแก้เบื่อเฉยๆ ตอนนี้เฉียนหลิงกำลังพยายามทำความเข้าใจโลกของอี้เฟยมากจริงๆ
“วงการนี้การมีเส้นสายก็สำคัญ แต่การมีฝีมือมีความสามารถของตัวเองจริงๆด้วยก็สำคัญด้วยเช่นกัน... แล้วนายพอจะ”
“หึๆ เฉียนหลิงเอ๋ย ข้าคือบุรุษอันหนึ่งไม่มีสอง... มีสิ่งใดบ้างที่ข้าจะทำมิได้บ้างเล่า!” ไม่ต้องรอให้เฉียนหลิงพูดจบอี้เฟยก็ตอบกลับตัดบทขึ้นไปก่อนแล้ว... เขาอี้อ๋องน่ะมีอะไรบ้างที่เมื่อตั้งใจจะทำแล้วจะทำออกมาได้ไม่ดี มีแต่ดี ดี และก็ดีมากเท่านั้น!
ั้แ่มาอยู่ในยุคปัจจุบันอี้เฟยก็รู้สึกขัดตาขัดใจกับนักแสดงละครพีเรียดหลายคนหลายเื่แล้ว... ไม่ได้ดั่งใจ!
พอรู้ว่าเฉียนหลิงเคยเป็ผู้จัดการนักแสดงมาก่อน เขาพลางคิดว่าอาชีพนักแสดงก็อาจจะไม่เลวนะ ถือว่าหาอะไรใหม่ๆลองทำแก้เบื่อสักหน่อยก็ดี พอใจงานไหนก็รับงานนั้น ไม่อยากทำงานไหนก็ไม่ทำ อยู่ภายใต้การตัดสินใจของตัวเองอย่างอิสระ หากว่าไม่มีงานแสดงเข้ามาเลยก็ไม่เป็ไรเขาก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร
หึๆ อ๋องอย่างข้าจะแสดงให้เห็นเองว่าความสูงศักดิ์ที่แท้จริงนั้นเป็เช่นไร!
“อื้อ ฉันจะลองดูว่าพอจะมีบทละครพีเรียดให้นายลองเล่นบ้างไหม” เฉียนหลิงพูดแล้วพยักหน้า เขาขบคิดตามพร้อมกับคิดว่าดูท่าทางอี้เฟยจะชอบละครพีเรียดมากจริงๆ
ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้มีเส้นสายอะไรใหญ่โตแต่ก็เคยทำงานเกี่ยวข้องกับด้านนี้มาก็ต้องพอรู้จักกับคนในวงการบ้างสักเล็กน้อยแหละ... แค่คิดและมองอี้เฟยทุกอย่างที่เป็ตัวเลขก็วิ่งเข้ามาในหัวของเฉียนหลิงเป็พรวนแล้วจนชักจะตื่นเต้นขึ้นมาซะแล้วสิ!
“พีเรียดดี! ข้าจะทำให้พวกเ้าทั้งหลายได้รู้ได้เห็นเองว่าเสน่ห์และความสูงศักดิ์ที่แท้จริงนั้นเป็เช่นไร!”
“ดี! ฉันก็อยากเห็นเหมือนกัน”
วันนี้เป็วันที่หก... อี้เฟยตื่นั้แ่เช้ามาเดินลมปราณพร้อมกับฝึกหมัดมวยขยับร่างกายออกกำลังวังชาเล็กน้อยอย่างกระปรี้กระเปร่า ใบหน้าขาวเนียนเปล่งปลั่งสดใส ก่อนที่จะไปอาบน้ำชำระร่างกายล้างคราบเหงื่อไคลออกแล้วแต่งตัวสำหรับพร้อมจะออกจากบ้าน
ขณะนี้ในบ้านของอี้เฟยมีสมาชิกเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคนก็คือ เฉียนหลิง ขันทีในชีวิตในยุคปัจจุบันของเขานั่นเอง... อืม ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก แต่เมื่อพอเห็นใบหน้าที่คล้ายคลึงกับเฉียนิกงกงแล้วมันก็อดนึกถึงเื่ราวความเก่าก่อนไม่ได้
“การมีสหายร่วมรบอย่างไรก็เป็เื่ดีกว่าไม่ดีอยู่แล้ว”
แต่งตัวเสร็จอี้เฟยเดินอืดอาดเอื่อยๆไปที่ห้องนั่งเล่นก็เห็นเฉียนหลิงกำลังนั่งเล่นนั่งเช็กโทรศัพท์แล้ว เมื่ออีกฝ่ายรู้สึกได้ว่ามีคนเดินจึงได้เงยขึ้นจากโทรศัพท์...
“อี้เฟยนาย... อืม ดี! เซียนเซียนดี!”
“อะไรของนาย?” อี้เฟยนั่งลงใบหน้างงๆ อยู่ๆอีกฝ่ายเงยหน้าจากโทรศัพท์แล้วก็พูดอะไรแบบนั้น นี่เฉียนหลิงสติไม่ดีไปแล้วหรือยังไง... จะมีก็เพียงท่าทางเซ่อซ่าของเฉียนหลิงเช่นนี้กระมังที่ดูจะไม่คล้ายไปทางเ้านั่นเฉียนิน่ะ
“ฉันก็เป็แฟนคลับของเซียนเซียนไง!” เฉียนหลิงยิ้มกว้างตอบอี้เฟยพร้อมกับกวาดสายตามองอีกฝ่ายอย่างสำรวจด้วยสายตาชื่นชมไม่หยุดหย่อน... คนหล่อเลิศอยู่แล้วแต่งตัวยังไงก็ออกมาดูดี ‘หล่อเหลาสง่างามมาก’ เขาไม่เบื่อที่จะพูดคำนี้ที่หมายถึงอี้เฟยเลย!
“ขอโทษเถอะ... เซียนเซียนก็คืออี้เฟยและก็คือฉันนี่แหละนะ”
วันนี้อี้เฟยรวบเส้นผมยาวมัดทรงหางม้าสูงอย่างเช่นเดิมเพราะค่อนข้างจะสะดวก ใบหน้าหล่อเหลาเนียนเกลี้ยงเกลาเผยให้เห็นชัด ร่างสูงโปร่งสมส่วนสวมอยู่ในชุดเสื้อยืดคอกลมขนาดไซซ์พอดีตัวสีขาวพื้นๆ ชายเสื้อยัดข้างในกางเกงพร้อมกับสวมทับด้วยเสื้อแจ็กเก็ตยีนส์สีเข้ม กับกางเกงยีนส์สีดำเรียบๆแนบเรียวขายาว ตามด้วยรองเท้าผ้าใบสีขาวๆเรียบๆเช่นเดิม
วันนี้เขามาในแนวตามสบายสไตล์วัยชิลล์ๆ เพราะเฉียนหลิงบอกว่าไม่ต้องเป็ทางการมากและให้แต่งตัวสมกับ่วัยของตัวเองจะทำให้ดูขับเสน่ห์ของวัยนี้ขึ้นมา ประโยคหลังนี้ช่างส่งผลต่อจิตใจของอี้เฟยนัก... เป็การย้ำเตือนว่าในวัยสิบแปดหนาวนี้นี่เขาเด็กลงมากจริงๆ
“นายเป็แฟนคลับเซียนเซียนเหรอ... อื้ม ก็แฟนคลับฉันไง” อี้เฟยพูดอย่างหน้าตาเฉยๆ ตอนนี้เขาก็พอรู้เื่ ‘เซียนเซียน’ จากเฉียนหลิงมาบ้างอยู่ จึงได้ค่อยเข้าใจในสิ่งที่สาวน้อยคนนั้นพูดที่ซูเปอร์ฯในวันนั้น
ก็น่าแปลกใจนะ... อยู่ๆยังไม่ได้ทำอะไรเลยก็กลายเป็คนที่มีแฟนคลับและคนติดตามเป็จำนวนมาก มันก็น่าใอยู่นะ ใกับความรวดเร็วของยุคสมัยปัจจุบันนี้ แต่อี้เฟยก็ไม่คิดว่าอะไรกับความดังเพียงข้ามคืนรวดเร็วนี้หรอก มีชื่อเสียงในตอนนี้ไม่ได้หมายความว่าในต่อไปจะยังคงอยู่ ก็มีเยอะแยะออกถมไปที่มาคืนเดียวหายคืนเดียว มันเป็่เวลาหนึ่งเท่านั้น ต้องอยู่ให้ได้ตลอดอย่างสม่ำเสมอสิถึงจะเรียกว่าได้ชัยชนะ
“แล้วนี่นายเข้าไปดู Weibo หรือยัง”
“ยัง” อี้เฟยยกถ้วยน้ำชาตรงหน้าขึ้นจิบๆแล้วตอบเฉียนหลิงหน้าเรียบๆเสียงเรียบๆไป ก็ตั้งวันที่ลงรูปหน้าผากปูดๆเท่าลูกมะนาวเสร็จแล้วเขาก็ไม่ได้เข้าไปอีกเลย เพราะเขาไม่รู้ว่าจะเข้าไปทำอะไรดีนี่นา
“อะไรนะ!... งั้นนายก็ยังไม่ได้ใส่รูปโปรไฟล์กับหน้าปกน่ะสิ เสี่ยวเฟยแบบนี้ไม่ได้นะ!” ป่านนี้แล้วยังไม่ไปใส่รูปโปรไฟล์กับหน้าปกแอคเคาท์ของตัวเองอีกทำไมอี้เฟยเป็เช่นนี้เนี่ย!
แต่เมื่อเฉียนหลิงเห็นท่าทางการเลิกคิ้วเชิงถาม และกะพริบตาปริบๆของอีกฝ่าย เขาก็ต้องกลับมาคิดจริงๆว่าอี้เฟยช่างไม่เข้าใจอะไรไม่โลกภายนอกจริงๆ
“รู้ไหมว่าเื่นี้มันสำคัญมาก! ถ้าจะกล่าวไปก็ถือว่าเป็ความสำคัญทางการตลาดอย่างหนึ่ง”
“แต่ว่า Weibo ก็ถือเป็สถานที่ที่ให้นายได้เชื่อมต่อกับแฟนคลับนะและยังหมายถึงหน้าตาของนายด้วย ดารานักแสดงนักร้องจะต้องเอาใจใส่ดูแลแฟนคลับของตัวเองเป็พิเศษเพราะพวกเขาคือคนที่สนับสนุนเราและจะอยู่เคียงข้างเราเสมอ”
“Weibo อาจเป็แอปฯโซเชียลหนึ่ง แต่ว่าคนที่มาติดตามส่วนใหญ่ก็ล้วนเป็แฟนคลับที่พร้อมสนับสนุนทั้งนั้น อาจจะมีพวกส่วนเกินมาบ้างเช่นแอนตี้แฟน แต่เพื่อส่วนใหญ่คนที่พร้อมสนับสนุนและชื่นชอบย่อมมีมากกว่าแน่นอน”
“เพื่อให้พวกเขาแฟนคลับเซียนเซียนมีกำลังใจชีวิตต่อไป อี้เฟยนายต้องอัพ Weibo ให้บ่อยๆกว่านี้!”
......
“ก็ไม่ได้จริงจังถึงขนาดนั้นนี่..เดี๋ยวฉันเข้าไป” อี้เฟยไม่คิดว่าเฉียนหลิงจะจริงจังขนาดนี้ อีกฝ่ายพูดอย่างยาวเหยียดด้วยสีหน้าจริงจังเป็อย่างมาก มากสุดๆเลยล่ะ จนเขาต้องตกปากรับคำในประโยคสุดท้ายเมื่อสบตากับดวงตาดุๆของคนใบหน้าอ่อนละมุน
ภายในใจของท่านอ๋องพลางคิดว่า... นี่ไม่รู้ว่าิญญาเฉียนกงกงมาเข้าสิงหรืออย่างไร ขณะนี้เขาเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าตนคิดผิดหรือคิดถูกกันแน่ที่เอาคนสกุลเฉียนมาเป็ขันทีคนสนิทข้างกายอีกแล้ว
อ๋องอย่างข้าทนฟังเฉียนิพูดแล้วมาชาติหนึ่ง นี่ยังต้องมาฟังลูกหลานของเฉียนิพูดอีกชาติหนึ่งอีกหรือ... ข้าช่างมีวาสนาต้องกันกับคนสกุลเฉียนหลักจริงๆ
“ไม่จริงจังขนาดนี้? ต่อไปไม่จริงจังไม่ได้... เมื่อนายมีแฟนคลับแล้วและพวกเขาเริ่มสนับสนุนนายเมื่อไหร่ นายก็ต้องเอาใจใส่เทคแคร์พวกเขาให้มากขึ้นอย่างไม่มีเงื่อนไข ต้องคิดว่าต่อไปขณะที่พวกเขาสนับสนุนนาย พวกเขาก็สนับสนุนด้วยใจรักอย่างไม่มีเงื่อนไขเช่นกัน”
“คนเป็แฟนคลับน่ะที่เขาตามสนับสนุนทุกอย่างเพราะเขาเกิดความรักใคร่เอ็นดูและชื่นชมชื่นชอบในตัวศิลปิน ฉะนั้นความรักไม่ควรมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้กำไรเพียงฝ่ายเดียว และก็ไม่ควรมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องขาดทุนเพียงฝ่ายเดียวเช่นกัน... ต้องเสมอเท่าเทียมกันทั้งผู้รับผู้ให้ถึงจะถูก”
“แค่นายอัพ Weibo พูดคุยกับพวกเขาบ้าง หรือแค่ยิ้ม ทักทายน้อยๆ โบกมือให้แค่นี้พวกเขาแฟนคลับก็มีความสุขแล้ว มันไม่ยากหรอกนะ ที่จะทำให้กับคนที่เขาสนับสนุนและอยู่เคียงข้างนายน่ะ”
ั้แ่ทำงานการเป็ผู้จัดการมาเฉียนหลิงคิดว่าครั้งนี้เขาจริงจังสุดๆยิ่งกว่าครั้งไหนๆเลย แต่อี้เฟยก็ดูไม่ค่อยเข้าใจด้วยสักเท่าไหร่จนเขาต้องถามย้ำอีกครั้ง “เข้าใจหรือไม่”
“นี่คือที่เรียกว่าวิถี ‘เซเลป’ เหรอ”
“ใช่! โปรดทำตัวให้พร้อมชินและเข้าใจด้วย เพราะฉันเชื่อว่านายจะดังมากแน่นอน!”
ถึงแม้ว่าเฉียนหลิงไม่ได้อยู่บ้านเดิมของตัวเองแล้ว แต่ก็ยังโชคดีที่เขายังไม่ได้ขายรถของตัวเองทิ้งไปด้วยจึงได้ค่อยเดินทางสะดวกขึ้นหน่อย เขาจึงทำหน้าที่เป็คนขับรถมาพร้อมกับอี้เฟยไปที่กองถ่ายแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ในเขตบริเวณเมืองกรุงเก่าของปักกิ่งเพื่อถ่ายทำงาน ส่วนที่ว่าทำไมต้องไปถึงสถานที่ถ่ายทำเลยก็เพราะว่าผู้กำกับและเ้าของผลงานนั้น้าให้คนแคสติ้งเข้ากับสถานที่จริงพร้อมกับตัวเอกอีกคนที่เลือกไว้ไปแล้วเลย
กับผู้กำกับคนนี้เฉียนหลิงไม่ได้รู้จักด้วยเป็พิเศษหรอกเพียงแค่ได้รับคำแนะนำงานนี้อีกทีจากเพื่อนในสายงานของเขาว่าให้ลองดู... ผู้กำกับค่อนข้างเื่มากและเ้าของผลงานก็ค่อนข้างจะมีความคิดเป็ของตัวเองมาก แต่ก็มีฝีมือมีความสามารถมากอย่างไม่ต้องเป็ห่วงเช่นกัน
สำหรับงานนี้แม้ว่ายังไม่การันตีโดยผู้กำกับเลยหรอกว่าจะเลือกอี้เฟยหรือเปล่า... แต่เฉียนิมั่นใจว่าอี้เฟยต้องได้งานนี้แน่ๆ!
“วันนี้แคสติ้งนักแสดงเอ็มวีนะ” ระหว่างนี้เฉียนหลิงก็บอกรายละเอียดคร่าวๆให้อี้เฟยฟังไปด้วย
“แคสติ้งถ่าย ‘เอ็มวี’ เหรอ”
“ใช่ เป็เอ็มวีที่มีเื่ราวสั้นๆน่ะ ของนักร้องหม่าปินปินกำลังดังมาก และผู้กำกับซ่างที่เป็ผู้กำกับก็ดังมากและมีฝีมือมากด้วย”
“ถ้าผู้กำกับดังมีความสามารถทำไมต้องมาถ่ายทำเอ็มวีสั้นๆด้วย ไม่ทำละครหรือภาพยนตร์ล่ะ?”
“นี่ๆ นายอย่าดูถูกเชียว... เื้ัของหม่าปินปินคือซินหยี่เอนเตอร์เทนเมนท์ ซึ่งเป็หนึ่งในสี่าาบริษัทผู้ผลิตดารานักแสดงและศิลปินชื่อดังมามากมายเลยนะ”
“เหรอ หึๆ ก็ฉันไม่รู้นี่นา” อี้เฟยกล่าวไปอย่างเฉยๆ เพราะเขาไม่รู้จริงๆ.. อืม ตอนนี้หากกล่าวไปเขาก็ยังเป็เพียงนักแสดงโนเนมที่ไร้สังกัดอยู่ หากว่าสามารถเป็นักแสดงเอ็มวีของหม่าปินปินคนนี้ได้คงจะดีต่อตัวเขาไม่น้อยกระมัง
“นี่หลิงขอบอกไว้ก่อนนะถ้าเป็งานที่ต้องตัดผมไม่ต้องเอามาพูดกับฉันเลย” อี้เฟยกล่าวขึ้นอย่างลืมนึกไปถึงเื่นี้ ใบหน้าของเขาฉายแววยุ่งๆ และตอนนี้แหละพอเฉียนหลิงขับรถมาถึงและกำลังจอดรถแล้วเขาก็เพิ่งคิดได้
“นายไม่คิดจะตัดผมเหรอ” เฉียนหลิงก็สงสัย... เขาคิดว่าจะถามอี้เฟยอยู่ว่าเหตุใดต้องไว้ผมยาวขนาดนี้แต่ก็ยังไม่มีโอกาสที่ดีจะเอ่ยถามเท่าไหร่นัก อีกอย่างเขาเกรงว่าจะเป็การละลาบละล้วงเื่ส่วนลึกเกินไปของอี้เฟยด้วย
“ตอนนี้ยัง”
“แปลว่าตอนหน้าคิดใช่ไหม”
“อือ รอไปก่อน” เพราะตอนนี้ยังทำใจไม่ได้...
เฉียนหลิงเดินนำอี้เฟยเข้ามาในบริเวณจุดสถานที่การถ่ายทำ… ไม่ว่าจะเป็อุปกรณ์ต่างๆหรือทีมงานทุกอย่างล้วนครบครันบ่งบอกถึงเงินทุนของผู้สร้างได้เป็อย่างดี ตอนนี้เวลา 10.00 น. พอดีเป๊ะเขาก็มาถึงแล้วคงจะได้รับคิวแคสอันดับแรกๆอยู่
เขาเดินมุ่งไปหาชายหนุ่มวัยฉกรรจ์ที่นั่งอยู่หน้ากล้องด้วยใบหน้าคมเข้มที่กำลังขมวดคิ้วแน่นนั้นดูก็รู้ว่าเป็คนเคร่งครัดไม่น้อยเลย นั่นคือ ‘ผู้กำกับซ่าง’ หรือซ่างหลุน ผู้กำกับชื่อดังมากฝีมือ ทุกผลงานที่ผ่านการกำกับโดยเขาไม่มีเื่ไหนหรือผลงานไหนจะไม่ถูกพูดถึงหรือได้รับความชื่นชม ติดอันดับต้นๆของวงการนี้และประเทศเลยทีเดียว
“สวัสดีครับผู้กำกับซ่าง”
ผู้กำกับซ่างหรือซ่างหลุนเงยหน้าขึ้นจากกล้องบันทึกเทปก่อนหน้านี้ทันที เมื่อได้ยินเสียงทักทายมาจากด้านหลังพลางหันไปกล่าวทักทายกลับไปตามมารยาทต่อแม้ว่าจะไม่คุ้นหน้าอีกฝ่ายเลยก็ตาม “อืม สวัสดี นาย...”
“ผมชื่อเฉียนหลิงครับ” เฉียนหลิงกล่าวทักทายอย่างสุภาพไปแล้วก็แนะนำตัวต่อทันทีด้วยท่าทางสุภาพเป็ทางการพร้อมกับรอยยิ้มเป็มิตร
“อ๋อ...” เมื่ออีกฝ่ายแนะนำตัวซ่างหลุนก็รู้ทันที “เฉียนหลิงนี่เอง เสี่ยวหยูได้บอกไว้แล้วล่ะว่าให้ดูแลนายเป็ ‘พิเศษ’ หน่อยน่ะ”
ซ่างหลุนกล่าวอย่างมีนัยและใบหน้าราบเรียบเฉย... เพราะเขาค่อนข้างจะไม่ค่อยชอบเื่การใช้ความสัมพันธ์ฉันมิตรมาเป็เส้นสายในการทำงานเช่นนี้เท่าไหร่นัก แต่ก็ยังดีที่ฝ่ายเสี่ยวหยูหรือฉงหยู รุ่นน้องที่สนิทสนมนั้นได้บอกไว้แล้วว่าแค่แนะนำเฉยๆ เพราะเด็กที่เฉียนหลิงพามาก็ยังเป็นักแสดงหน้าใหม่ ถ้าไม่ไหวยังไงหรือไม่เอาก็ไม่เป็ไร แค่ให้โอกาสในการแคสเทสหน้ากล้องและแนะนำอะไรไปบ้างก็พอ
“งั้นเหรอครับ รุ่นพี่หยูก็เป็ห่วงใยเกินไปแล้ว...” เฉียนหลิงกล่าวยกยิ้มบางๆ แต่ภายในใจนั้น... ไม่คิดเลยว่าผู้กำกับซ่างจะปากไม่ดีและจิกกัดเก่งขนาดนี้! ใครบ้างจะไม่เข้าใจในประโยคความนัยที่อีกฝ่ายพูด เขาได้แต่ขบเขี้ยวภายในใจเท่านั้นแหละส่วนภายนอกเพียงยิ้มรับอย่างไม่เข้าใจในความนัยนั้น
ยังไงเฉียนหลิงก็มั่นใจในตัวอี้เฟยหรือเซียนเซียนของเขามาก… อี้เฟยจะจัดการคุณแน่! รอดูอี้เฟยของเขาก่อนเถอะ!
“แล้วนักแสดงที่นายจะพามาแคสล่ะ”
ก่อนต่อมาเฉียนหลิงจะหันมาแนะนำอี้เฟยที่ยืนเงียบๆอยู่ด้านหลังตนต่อ... “นี่คืออี้เฟยคนที่ผมพามาแคสงานนี้ด้วยครับ”
“สวัสดีครับผู้กำกับซ่าง... ผมอี้เฟยนะครับ”
น้ำเสียงนุ่มนวลไพเราะอ่อนหวานกล่าวทักทายและแนะนำตัว ใบหน้าหล่อเหลาสง่างามอันเป็เอกปรากฏรอยยิ้มนั้น.....
“เสี่ยวเฟยเอ๋อร์...”
---------------------------------
Talk
'เสี่ยวเฟยเอ๋อร์' .... เฮ้ยๆ! ที่ไกลๆตรงนั้นคือใครอ่ะ?! ตอนหน้ารู้กัน!
งานนี้ผู้กำกับมีโดนแอคแทคดาเมจจากท่านอ๋องอ่ะ [หึๆๆ]
มีการเรียนรู้วิถีคนดังมีแฟนคลับจากเฉียนหลิงด้วยสักหน่อย และตอนนี้ละคือท่านอ๋องมีความยังไม่อยากตัดผม มีความยังตัดใจตัดผมงามๆของตัวเองไม่ได้ [5555]
ตอนนี้ได้มาแนะนำตัวกับผู้กำกับชื่อดังและเริ่มต้นเข้าสู่วงการบันเทิงสักเล็กน้อยแล้ว และยังอาจจะได้พบกับ... อื้ม ตอนหน้ามาร่วมกันเป็กำลังใจให้ท่านอ๋องด้วยกันอีกเถอะ!
อ่านแล้วเป็เช่นไรบ้างก็ฝากคอมเมนต์เพื่อเป็กำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ :)