"ข้าต้องไปเยือนปรโลกในอีกสามชั่วยาม"
ร่ำสุราหยาดเหมยเลิศรส ท่ามกลางแสงอาทิตย์ลับฟ้า เหมอมองทิวทัศน์ทะเลสีอำพันไกลสุดหล้า เพียงเท่านี้ก็หาได้เสียดายชีวิตแล้ว
ข้าหลิวกวงไท่ท่องยุทธภพมาแต่เยาว์ พานพบสรรพสิ่งมามากหลาย ทุกสิ่งล้วนได้กระทำตามใจหมาย มีเพียงเื่เดียวที่ข้ายังมิได้กระทำ เมื่ออยากกระทำก็สายเกิน ได้แต่เพียงถอนหายใจยอมรับชะตา
ข้าได้ไปพันพัวกับเื่ยุ่งยากเข้า วรยุทธ์ที่สั่งสมถูกสลายสิ้น คงมิอาจเรียกตนว่าชาวยุทธ์ได้อีกต่อไป สำนักทั่วแดนต่างตราหน้าข้าเป็มาร อนิจจาชาตินี้คงไร้วาสนาได้กู้ชื่อ
ยามเย็นบนท่าเรือโฮวถานสงบผิดวิสัย เรือสินค้าและเรือประมงต่างเทียบท่า ผู้คนบางเบา เื่นี้อาจเป็เพราะข้าก็เป็ได้ ศิษย์พรรคอินทรีทองกระจายตัวล้อมข้าอยู่ไม่ห่าง จับตาไม่ให้หนี ช่างประไร ดั่งข้าเหมาท่าเรือนี้ไว้แต่เพียงผู้เดียว
ทะเลอันเงียบเชียบมีเรือเพียงลำเดียวแล่นมาตัดผ่านแสงตะวันทอดเป็เงา สายตาข้าจับจ้อง เรือลำนี้คล้ายมีมนต์สะกด ข้ามิอาจจำแนกได้ว่าเป็ดีหรือร้าย รู้เพียงไม่อาจละสายตา
ยามเรือแล่นใกล้ ปรากฏชายผู้หนึ่งยืนตระหง่าน ร่างกายสูงใหญ่กำยำกว่าผู้อื่นบนเรือ เรือนร่างดำทมิฬแต่งองค์ทรงเครื่องผิดแปลกจากชาวจงหยวน ดวงตากลมโตจ้องเขม็งไม่กระพริบคล้ายพร้อมดูดกลืนิญญาผู้ใดที่หาญกล้าท้าทาย แรกเห็นข้านึกไปว่าเขาคือมัชจุราชผู้มานำข้าสู่ประตูนรก
ข้ายกสุราดื่ม บัดนี้คงเมามายได้ที่ เห็นคนเป็เ้าปรโลก เพ้อเจ้อยิ่ง เสี่ยวเอ่อก็คอยจัดสรรค์สุราอาหารอย่างดี ข้าตั้งใจจะยกสินทรัพย์ที่แต่น้อยนิดให้เขาเสีย ญาติมิตรที่ใดหาได้มี
เรือเข้าเทียมท่า ชายผิวดำร่างั์ทอดกายลงเรือ พร้อมด้วยบุรุษและสตรีนางหนึ่ง
บุรุษหนุ่มหน้าตาคมคาย สุขุม เพียงมองก็ทราบชาติกำเนิด คงเป็คุณชายบ้านใดในจงหยวน
ส่วนอิสตรีที่มาด้วยนั้น มีดาบประหลาดหนึ่งคู่สะพายหลัง แต่งกายคล้ายชายผิวดำ แต่วิจิตรกว่าหลายขุม ใบหน้านวลผ่อง งดงาม ข้าไม่แน่ใจนักว่านางใช่ชาวต่างแดนหรือไม่จากใบหน้า
ทั้งสามย่างเท้าเข้ามา สายตาทุกดวงจับจ้องมาเป็ทิศเดียว เขาเ่าั้ตรงมาหาข้า
"ทิศทัศน์งาม คู่สุราเลิศ" หนุ่มหน้าหยกกล่าวพร้อมก้มคำนับ "ข้าน้อยแซ่ต้วน มีนามว่าเว่ยหรง ไม่ทราบพี่ชายท่านนี้มีนามว่ากระไร"
"ข้าหลิวกวนไท่ ร่ำสุรายามตะวันตกแม้รื่นรม หากมีสหายร่วมยิ่งออกรสเป็หลายเท่า หากมิรังเกียจเชิญท่านทั้งหลายดื่มไปกับข้า" ข้ากล่าวด้วยเสียงอันดังกังวาน ลุกขึ้นเชิญ
"ยินดี ยินดียิ่ง" ต้วนเว่ยหรงคำนับข้าอีกคราด้วยรอยยิ้ม เขาและสหายนั่งลงร่วมโต๊ะกับข้า อีกสองท่านเงียบเฉย ไม่แสดงออกสีหน้าใด เพียงคำนับข้าเป็พิธีตามต้วนเว่ยหรง ข้าไม่ทราบว่าพวกเขารู้ทำเนียบจงหยวนมากน้อย
"คุณชายต้วน ไม่ทราบว่าลมใดหอบท่านมาที่เมืองโฮวถาน" แท้จริงแล้วข้าไคร่รู้เกี่ยวกับสองชาวต่างแดน แต่ไม่แหวกหญ้าให้งูตื่นเป็การดีที่สุด
"ข้ามาเพื่อพบสหาย และได้ยินว่าที่โฮวถานมีสุราหยาดเหมยเลื่องชื่อ อยากลองสักครา" ต้วนเว่ยหรงเอ่ยคำอย่างนอบน้อม แต่หนักแน่นยิ่ง
"ท่านมาร่วมโต๊ะกับข้าถือว่ามาถูกที่ สุราไหนี้คือหยาดเหมยที่ท่านตามหา เอ้า!เชิญลิ้มลองตามสะดวก" ข้าบรรจงรินในจอกที่เสี่ยวเอ่อเตรียมไว้ให้ทันทีที่ทั้งสามนั่งลง
ต้วนเว่ยหรงยกจอกขึ้น ทั้งสองสหายมองและปฎิบัติตาม ชัดเจนว่าไม่ทราบพิธีการหรือเื่ราวในจงหยวน คาดว่าเป็ครั้งแรกที่ได้เหยียบแผ่นดินต้าิ
"จอกนี้ขอคารวะแด่พี่หลิว"
"อย่าได้มากพิธี ดื่มเถิด" เราทั้งสี่ดื่มพร้อมกัน
"สุราดีสมคำล่ำลือ เพียงจอกเดียวก็ไม่นับว่าเสียเที่ยวแล้ว"
สนทนากันออกรสออกชาติทีเดียว หลังร่ำสุราผ่านไปไม่ทันไรก็พรบค่ำ ทราบความว่าคุณชายต้วนท่านนี้เคยมีถิ่นฐานที่เสญวน ภายหลังย้ายไปตั้งรกรากที่แดนล้านนา เมืองเชียงใหม่ ทางใต้ของจงหยวน ข้าไม่คุ้นหูแม้แต่น้อย บัดนี้พึ่งกลับมาเยี่ยมมาตุภูมิ
สตรีนางนี้มีนามว่า ขวัญหล้า คุณหนูเรือนเคียงของคุณชายต้วน บิดานางรับราชการเป็คนใหญ่คนโต ฝึกยุทธ์แบบล้านนามาแต่เด็ก นิสัยทะมัดทะแมงคล้ายบุรุษ ทราบเื่ราวจากการแปลของคุณชาย นางไม่รู้ภาษาจงหยวน
ส่วนมนุษย์ผู้เงียบขรึมผิวกายทมิฬไม่ได้กล่าวคำใดมากนัก รู้เพียงมีนามว่า อิน มาจากทางใต้ของล้านนาอีกทอดหนึ่งชื่อแดนว่าสยาม เขาสามารถพูดภาษาเราได้อย่างคล่องแคล่ว
"ท่านพี่หลิว" ต้วนเว่ยหรงกล่าว
"น้องเว่ยหรง ว่ากระไร"
"ท่านสังเกตุหรือไม่ว่ามีเหล่าบุรุษชุดขาวล้อมท่านมาั้แ่เรามาถึง"
"พวกเขาย่อมต้องล้อมข้า หมายเอาชีวิต"
"เหตุใดจึงไม่เคลื่อนไหว ยืนคอยท่าเป็สามชั่วยาม"
"เพราะคอยเวลาตายของข้า"
"ยามใด"
"ยามนี้ ถึงเวลาข้าลาโลกาแล้ว" ข้าเอยออกไปอย่างไม่มีความหวาดกลัวใดๆ ถือว่าเป็การร่ำสุราที่ยอดเยี่ยมทีเดียว ไม่นึกเสียใจ
สิ้นคำเหล่าศิษย์พรรคอินทรีทองเคลื่อนกายปิดล้อมโต๊ะข้าจากทุกทิศ บุรุษน่าชังผู้หนึ่งก้าวเท้านำหน้า กู่เทียนอิง เ้าสำนัก
ชีวิตข้าหาไม่แล้ว