นับจากวันที่จางฝูลู่มาหาเฉินอี้ครั้งสุดท้ายนี่ก็เข้าวันที่สี่แล้วที่จางฝูลู่มิได้เข้ามาหาเขาเหมือนอย่างเคยเฉินอี้รู้สึกเป็ห่วงจางฝูลู่ จึงเดินถือไม้เท้าออกจากบ้านในตอนเย็นเพราะคิดว่าจางฝูลู่น่าจะกลับมาจากโรงไม้แล้ว อาหลิ่งมิได้ตามมาด้วย เพราะเฉินอี้เดินมาที่บ้านของจางฝูลู่บ่อยๆและระยะทางก็ไม่ไกลมากนัก ิญญาที่อยู่ระหว่างทางนี้ก็ไม่มีมีเพียงท่านเ้าที่ของแต่ละบ้านเท่านั้น
ป้าจางที่กำลังตักน้ำจากถังเพื่อรดน้ำดอกไม้หน้าบ้านเห็นเฉินอี้เดินมาก็วางของและเดินเข้าไปหาเขาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“อาอี้ มาหาอาลู่หรือมาๆ เข้ามาก่อน”
ป้าจางจูงมือเฉินอี้ให้เดินเข้ามานั่งที่ม้านั่งตัวยาวหน้าบ้านและหาน้ำมาให้เฉินอี้ดื่ม
“ขอบคุณขอรับป้าจางพอดีข้าอยากจะเข้าเมืองไปขายสมุนไพร แต่รอเหล่าจางมาหลายวันแล้วก็ไม่เห็นเขาแวะมาจึงอยากจะมาดูว่าเหล่าจางเป็อันใดหรือเปล่าขอรับ”
เฉินอี้กล่าวจบป้าจางก็ถอนใจเบาๆ
“สองสามวันนี้อาลู่ไม่ค่อยสบายจริงๆนั่นแหละอาอี้ พอกลับจากโรงไม้ก็เข้าห้องนอน ไม่รู้ว่าเป็อันใดข้าวปลาก็ไม่ค่อยกิน บอกแต่ว่าเหนื่อย”
“ไปโรงหมอหรือยังขอรับป้าจาง” เฉินอี้ถามพลางขมวดคิ้ว ใจก็นึกกังวล
“ยังจ้ะอาลู่บอกว่าไม่เป็ไรมาก แค่เหนื่อย วันนี้ก็กลับบ้านเร็ว มาถึงก็นอนป่านนี้ยังไม่ออกมาเลย” ป้าจางถอนใจ
“ข้าขอเข้าไปหาเหล่าจางหน่อยนะขอรับ”เฉินอี้กล่าว
“จ้ะ เข้าไปเถิด อยู่ในห้องของเขานั่นแหละ”ป้าจางพยักหน้าและพาเฉินอี้ไปส่งที่ประตูเข้าบ้าน นางมิต้องนำทางเขาเพราะเฉินอี้เข้าๆ ออกๆ บ้านนี้มาหลายปีจนจำทางได้หมดแล้ว
ขณะเดินเข้าใกล้ห้องของจางฝูลู่เฉินอี้พลันรู้สึกแปลกๆ ความรู้สึกหนักอึ้งค่อยๆ อัดแน่นในอกจนหายใจติดขัดเขารู้สึกผิดปกติเอามากๆจึงรีบเปิดประตูห้องของจางฝูลู่และต้องพบภาพที่ทำให้เขาใจนผงะถอยหลัง
เฉินอี้เห็นไอดำรวมตัวเป็กลุ่มหนาครอบคลุมดวงิญญาที่อยู่ภายในจนเกือบมองไม่เห็นแสงของิญญาไอดำที่ก่อตัวเป็คนรูปร่างสูงใหญ่กำลังคร่อมตัวอยู่เหนือจางฝูลู่ที่นอนอยู่บนเตียงไอดำนั้นมิได้สนใจเฉินอี้เลย ดวงตาแดงก่ำของมันจับจ้องอยู่ที่จางฝูลู่เท่านั้นเฉินอี้ทิ้งไม้เท้าลงกับพื้น และยกมือขึ้นสวดขับไล่ิญญาทันที
‘ได้ผล’ เฉินอี้คิดเมื่อร่างไอดำนั้นหันมาสนใจเขา มันจับจ้องเฉินอี้ด้วยดวงตาสีแดง และค่อยๆก้าวข้ามตัวของจางฝูลู่ออกมา โดยทิ้งไอดำไว้รอบๆ ตัวจางฝูลู่เฉินอี้จึงได้เห็นตัวตนของมันจริงๆ
มันเป็ชายร่างใหญ่ผิวกายดำคล้ำราวกับขี้เถ้าหมดทั้งตัวแม้แต่ใบหน้าผิวกายหยาบกร้านเป็สะเก็ดเหมือนไม้ที่ถูกเผาจนไหม้เกรียมดวงตาแดงก่ำดั่งเืไปทั้งดวงตา ยิ่งมันก้าวเข้ามาใกล้กลิ่นเหม็นเน่าเหมือนซากศพก็ยิ่งรุนแรง
สายตาของเฉินอี้จับจ้องไปที่ร่างดำน่ากลัวนั้นอย่างแน่วแน่สองมือเกี่ยวกระหวัดขึ้นเป็สัญลักษณ์การสวดไล่ิญญาชั่วร้ายเขามิถอยหลังไปสักก้าว แม้ว่าตอนนี้จะเหม็นฉุนแสบจมูกจนน้ำตาคลอ
ร่างดำนั้นหยุดห่างจากเฉินอี้ประมาณสามก้าวมันเข้ามาใกล้เขามากกว่านี้มิได้แล้วเพราะมีเกราะคุ้มภัยของอาหลิ่งขวางกั้นอยู่มันลองเอื้อมมือออกมาจับเส้นบางๆ สีทองที่ขวางกั้นระหว่างมันกับเฉินอี้แล้วก็ต้องรีบชักมือกลับทันทีและส่งเสียงออกมาจากในลำคอ เป็เสียงครางต่ำๆเหมือนสัตว์ดุร้าย มันมองเฉินอี้ด้วยดวงตาแดงก่ำพลางเอามืออุดหูตนเองด้วยความทรมาน
เฉินอี้มิได้สวดด้วยเสียงดังอันใดเลยแต่มันทำราวกับว่าแก้วหูกำลังจะแตกเป็เสี่ยงๆร่างดำนั้นคลุ้มคลั่งด้วยความเ็ปมันเงื้อมือขึ้นอีกครั้งและกำหมัดทุบลงไปที่เกราะคุ้มภัยอย่างแรงจนเฉินอี้รู้สึกถึงแรงสั่นะเื ทันใดนั้นอาหลิ่งก็ปรากฏตัวขึ้นทันที
“เฉินอี้ ท่านเป็อันใดหรือไม่”อาหลิ่งปรี่เข้าไปหาเฉินอี้ด้วยความเป็ห่วง เฉินอี้ส่ายหน้าปฏิเสธปากยังคงพร่ำสวดด้วยเสียงแ่เบาแต่หนักแน่นมองสบตาสีแดงก่ำนั้นอย่างไม่ยอมคลาดสายตา
“ขังมันให้ทีอาหลิ่ง ข้าจะไปช่วยเหล่าจาง”เฉินอี้บอกอาหลิ่งเมื่อเห็นว่าร่างดำนั้นเริ่มอ่อนแรง และลงไปคู้ตัวอยู่กับพื้นอาหลิ่งรีบสร้างเกราะครอบร่างดำนั้นไว้ เมื่อเห็นว่าปลอดภัยดีแล้วเฉินอี้ก็ตรงปรี่เข้าไปหาจางฝูลู่ โดยอาศัยควันดำนั้นเป็จุดนำทาง
เฉินอี้ควักยันต์เกราะคุ้มภัยที่พกติดตัวไว้เสมอออกมาและใช้มือควานหาตัวจางฝูลู่เมื่อััตัวเขาได้ เฉินอี้ก็นำยันต์ใส่เข้าไปในอกเสื้อของจางฝูลู่จากนั้นควันดำที่ลอยอยู่รอบตัวของจางฝูลู่ก็ค่อยๆ สลายไป
เฉินอี้ถอนใจด้วยความโล่งอกเขาหันกลับไปมองร่างดำนั้นที่อาหลิ่งขังเอาไว้
“แล้วข้าควรจะทำเช่นไรกับิญญาตนนี้ดี”
“ิญญาตนนี้เป็ิญญาที่มีเ้านายไม่ว่ามันจะเต็มใจหรือไม่เต็มใจก็ตามมันต้องทำตามคำสั่งของเ้านายเท่านั้นจนกว่างานจะสำเร็จ” อาหลิ่งอธิบาย
“แล้วมันเข้ามาในบ้านหลังนี้ได้อย่างไรท่านเ้าที่ไม่ทำงานหรือ” เฉินอี้มองไปรอบๆ และเอ่ยถาม
สิ้นเสียงของเฉินอี้ท่านเ้าที่บ้านจางฝูลู่ก็ปรากฏกายขึ้นมาทันที เขาเป็ชายแก่อายุราวเจ็ดสิบปีผมและเคราเป็สีเทา ร่างเล็กพอท่านเ้าที่เห็นสายตาของเฉินอี้ที่มองตนเองอย่างกล่าวโทษ ท่านเ้าที่ก็รีบอธิบายทันที
“ไม่ใช่เช่นนั้นอันที่จริงิญญาตนนี้ข้าก็มองเห็นแต่ว่าข้าไม่สามารถขัดขวางมิให้มันเข้ามาในบ้านได้เพราะจางฝูลู่เป็คนนำิญญาดวงนี้เข้ามาเอง”
เฉินอี้งงไปพักหนึ่งจางฝูลู่จะนำิญญาตนอื่นเข้าบ้านมาได้อย่างไรเขามิสามารถมองเห็นหรือสื่อสารกับิญญาได้ มิเช่นนั้นเขาคงจะเห็นอาหลิ่งไปนานแล้วและคงเป็ลมสลบไปหลายรอบแล้วเช่นกัน
อาหลิ่งมองไปที่ร่างดำและหันมาพูดกับเฉินอี้
“เฉินอี้ เ้าลองค้นตัวจางฝูลู่ดูเถิดเขาน่าจะมีสิ่งของบางอย่างติดตัวนำกลับมาด้วยิญญาตนนี้จึงสามารถติดตามเขาเข้ามาในบ้านได้”
เฉินอี้พยักหน้าและหันกลับไปคลำๆค้นตัวจางฝูลู่แต่ก็มิได้พบสิ่งใด
“อาหลิ่งเ้าดูให้ข้าทีเถิดว่ามีของสิ่งใดที่เหล่าจางน่าจะ นำกลับมาจากโรงไม้บ้างหรือไม่”
อาหลิ่งมองไปรอบๆมีกล่องไม้ขนาดประมาณสามชุ่นวางอยู่บนโต๊ะกล่องหนึ่ง นางจึงชี้บอกเฉินอี้เขาลุกเดินมาและลองจับกล่องดูเมื่อเปิดออกร่างดำที่อยู่บนพื้นนั้นก็คำรามเสียงดังขึ้นมาทันทีเฉินอี้จึงแน่ใจว่าของที่อยู่ในกล่องนี้น่าจะเป็สาเหตุที่ทำให้ิญญาตนนี้สามารถติดตามจางฝูลู่เข้ามาในบ้านได้
ท่านเ้าที่ชะโงกหน้าดูในกล่องพบว่ามีถุงหอมอยู่ภายใน น่าจะมีคนให้จางฝูลู่มาอีกทีหนึ่ง
“แล้วจะทำอย่างไรกับสิ่งนี้ดีเผาได้หรือไม่” เฉินอี้ถามอาหลิ่งและท่านเ้าที่
“ยังเผาตอนนี้ไม่ได้ควรต้องทำให้อาคมในของสิ่งนี้เสื่อมลงเสียก่อนจึงจะสามารถทำลายได้” อาหลิ่งกล่าว
“ทำให้เสื่อมอาคมหรือต้องทำอย่างไรล่ะ” เฉินอี้คิดมิออก