ในที่สุดมนต์ชญาและกำปั่นต้องย้ายที่จากโซฟาห้องรับแขกเข้ามานอนเฝ้าคีตะที่ห้องตามคำขอของแพรวพราวทั้งสองคนปูฟูกนอนที่พื้นด้านล่าง
มนต์ชญาเหลือบตามองคีตะแบบระแวงแล้วก็ทำเป็นไม่สนใจนั่งพนมมือสวดมนต์ก่อนนอน
"ข้าพเจ้าขออุทิศผลบุญกุศลที่เกิดจากการสวดมนต์เจริญภาวนาในครั้งนี้ให้กับเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายรวมไปถึงท่านเจ้าที่เจ้าทางที่ปกปักษ์รักษาบ้านหลังนี้ สาธุ" มนต์ชญากรวดน้ำแห้งอุทิศบุญและแผ่เมตตา
"ถึงจะดูเพี้ยนๆแต่เธอนี่มันก็น่ารักดีนะยัยบ๊อง " คีตะพูดกับตัวเองเมื่อเห็นมนต์ชญาล้มตัวลงนอน ส่วนเขาเองก็ดึงผ้าห่มขึ้นมาห่มแล้วล้มตัวลงนอนเช่นกัน
ในห้องกว้างมีเพียงความสว่างจากโคมไฟข้างหัวเตียงนอน ภายใต้แสงไฟสลัวและความเงียบกริบ แขกยามรัตติกาลเข้ามาเยี่ยมเยียนคีตะในรูปแบบของเงาดำที่ลอยอยู่เหนือร่างกายเขา
"อืออออ" เสียงคีตะคราง
"อืออออ" แขนขาเขาเริ่มขยับปัดป่าย
"คุณคีตะ" มนต์ชญาหูไวลืมตาลุกขึ้นไปเปิดสวิตช์ไฟ เธอเห็นเขาเริ่มกระสับกระส่ายเหงื่อกาฬผุดขึ้นเป็นเม็ดทั่วหน้า
"คุณคีตะคุณเป็นอะไร จะเป็นไข้หรือเปล่า" เธอเอามือไปอังที่หน้าผาก
"ตัวไม่ร้อนแอร์ก็เย็นเฉียบทำไมเหงื่อแตกขนาดนี้เนี่ย"
"ไม่ ไม่" คีตะละเมอ
"คุณคีตะ" มนต์ชญาตะโกนเรียกจนกำปั่นก็พลอยตื่นขึ้นมาด้วย
"แฮ่กๆๆๆ" คีตะตื่นขึ้นหอบหายใจถี่รัว คล้ายคนกำลังถูกเอามืออุดจมูกแล้วดิ้นหลุดออกมาทันเวลา
"คุณคีตะเป็นอะไรแก" กำปั่นลุกขึ้นมาช่วยดู
"ไม่รู้ อย่างที่แกเห็นเลย"
"น้ำมนต์ฉันขอน้ำดื่มหน่อย"
"ได้ค่ะ" มนต์ชญาลงไปเปิดตู้เย็นเอาน้ำมาให้เขา
"อึกๆๆๆ" เขาดื่มน้ำอย่างกระหาย
"ดีขึ้นไหมคะ คุณคีตะเป็นอะไร"
"ฉันน่าจะฝัน ฉันเห็นน้ำหวานกับมิกกี้ กลายเป็นเงาดำมารุมล้อมฉันจนฉันหายใจไม่ออก"
"คุณคีย์คะ ใส่สายสิญจน์นี่ไว้หน่อยนะคะ เชื่อน้ำมนต์สักครั้งนะคะ" น้ำมนต์ไปหยิบเอาสายสิญจน์ที่พ่อพราหมณ์ให้เธอมายังคงเหลืออยู่หนึ่งเส้น
ด้วยอาการเหนื่อยล้าทำให้เขายอมให้มนต์ชญาผูกด้ายสายสิญจน์ให้แต่โดยดี
"นอนเถอะปั่น ฉันเฝ้าเอง" เมื่อผูกข้อมือให้เขาได้เธอก็เริ่มวางใจ
................................................................................
"น้ำมนต์เธอมานอนอะไรตรงนี้" คีตะตื่นขึ้นมาเห็นมนต์ชญานั่งฟุบตรงข้างเตียงเขา
"อ้าวคุณคีตะ เป็นไงบ้างคะ" มนต์ชญาตื่นเพราะเสียงเรียก
"ปวดหัวนิดหน่อย นี่เธอนอนเฝ้าฉันทั้งคืนเลยหรือ"
"ก็หลับเฝ้านั่นแหล่ะค่ะ"
"ลงไปข้างล่างดีกว่าค่ะ เดี๋ยวน้ำมนต์หาอะไรให้คุณกิน วันนี้เราสงบศึกกันนะคะน้ำมนต์ยอมให้หนึ่งวัน" เธอใจอ่อนเพราะเห็นความอ่อนเพลียไร้เรี่ยวแรงของเขา
"กำปั่น ลุกไปช่วยกันทำอาหารเช้าดีกว่า"
"เดี๋ยวฉันค่อยตามไป" คีตะยังรู้สึกไม่ค่อยมีแรงเท่าไร
"มอร์นิ่งจ้ะเด็กๆ" แพรวพราวยืนชงกาแฟอยู่ในครัว
"คีย์ล่ะ ปกติดีไหม" แพรวพราวมองหาคีตะ
"เกือบไปเหมือนกันค่ะ เมื่อคืนเขาละเมอแล้วบอกว่าฝันถึงมิกกี้กับน้ำหวาน"
"แก! คุณคุณคีตะตกบันได" กำปั่นเรียกเพื่อน
"ว้ายตาคีย์ เป็นอะไร" ทั้งสามรุมช่วยกันพาเขาลุกขึ้น
"พี่แพรวผม ไม่มีแรงเลย"
"หน้าซีดขนาดนี้ไปหาหมอเถอะ อาการกำเริบอีกแล้วมั้งเนี่ย เดี๋ยวพี่ไปเตรียมรถ พวกเธอดูคีย์เอาไว้ก่อน"
"คุณคีตะคุณอย่าหลับนะ" น้ำมนต์พยายามเรียกเขาตลอดเวลา
"แอ๊ดดดด แอ๊ดดดดด" เสียงรถเหมือนคนไอเสียงแหบสตาร์ทไม่ติด
"เฮ้ย!รถมาเป็นบ้าอะไรตอนนี้นะ" แพรวพราวบ่นเมื่อรถสตาร์ทกี่ครั้งก็ไม่ติด
"รถดันสตาร์ทไม่ติด" แพรวพราวเดินเข้ามาบ่นหน้าเครียด
"นั่นมัน!..." มนต์ชญาตกใจที่เห็นรักยมคู่บุญกำลังช่วยกันดึงวิญญาณที่เกาะอยู่หน้ากระโปรงรถของแพรวพราวไม่เพียงแค่ตนเดียวเท่านั้นแต่ยังมีอีกสามตนอยู่ที่ล้อและพวงมาลัย เหล่านี้คือสาเหตุที่ทำให้รถสตาร์ทไม่ติด
"นังหนูเข้าบ้านปิดประตูหน้าต่าง หาอะไรมาช่วยข้าไล่พวกมันหน่อย จะเอาไม่อยู่แล้ว" นอกจากรักยมแล้วคุณตาเจ้าที่อายุร้อยกว่าปีในชุดสีขาวก็กำลังใช้ไม้เท้าตีพวกสัมภเวสีสามสี่ตนนั้นอยู่ด้วย
"มันมาได้ยังไงคะ" มนต์ชญาถามคุณตาเจ้าที่
"มันมากับพ่อหนุ่มเจ้าของบ้านน่ะสิดันไปขานรับเรียกมันเข้ามา นายของพวกมันก็บังอาจสะกดข้าเอาไว้เพิ่งจะหลุดออกมาตอนเอ็งแผ่เมตตาให้ข้านั่นแหล่ะ" พูดจบท่านเจ้าที่ก็หันไปไล่ตีผู้บุกรุกต่อ
"แย่แล้วค่ะพี่แพรว พวกมันบุกเข้ามาแล้ว ปิดประตูหน้าต่างให้หมดค่ะพี่แพรว กำปั่นไปเฝ้าคุณคีตะเอาไว้" มนต์ชญาบอกเพื่อให้ทุกคนเตรียมพร้อม
และตัวเธอเองก็ไปเอาขวดน้ำมนต์ออกมา
"เหลือแค่ครึ่งขวด" มนต์ชญาเริ่มใจเสียเล็กน้อยเมื่อน้ำมนต์เหลือเพียงขวดสุดท้ายและมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
"น้ำมนต์ คุณคีตะออกอาการอีกแล้ว" กำปั่นหันไปตะโกนบอกมนต์ชญา
"พ่อบุญล้อม" ในเวลานี้ที่พึ่งสุดท้ายของเธอคือพ่อนั่นเอง
"ฮัลโหลพ่อจ๋า น้ำมนต์มีเรื่องให้ช่วย" ไม่รอช้าเธอรีบกดสายหาทันที
"ไอ้หนุ่มคนนั้นใช่ไหม"
"พ่อรู้ได้ยังไง"
"ไอ้จิ๊ดริดกับจ้อยร่อยมันมาฟ้องข้าหน้าตาตื่นในสมาธิเมื่อกี้แล้วเอ็งก็โทรมาพอดี นี่ข้านั่งอยู่กับหลวงปู่ เอาเป็นว่าค่อยคุยกันต่อทีหลังตอนนี้เอ็งหาทางเอาไอ้หนุ่มนั่นมาหาข้ากับหลวงปู่ให้ทันเวลาก่อน อย่าเกินตะวันตกดินของวันพรุ่งนี้"บุญล้อมวางสายไปใจก็ห่วงลูกสาวเป็นที่สุด
"หากเขาเกิดมาเพื่อเกื้อกูลกันเราต้องหลีกทาง" หลวงปู่บัวพูดให้ข้อคิดบุญล้อม
"ลูกสาวผมมันอายุยังน้อย ผมไม่อยากให้มันเดือดร้อนเพราะคนอื่นครับ"
"คิดเสียว่า เขามีบุญมีกรรมร่วมกันมา" หลวงปู่พูดเพียงเท่านั้นแล้วก็หลับตานั่งสมาธิต่อ
.......................
"นังนี่มันมีของดี ของส่งไปทีไรเข้าตัวมันไม่ได้สักที"
"กูไม่ยอมมึงง่ายๆหรอก มันต้องมีสักครั้งที่มึงพลาด นังเด็กเมื่อวานซืน"
ชายชุดดำพยายามใช้เส้นผมทำพิธีบางอย่างแต่ปรากฏว่ามันไม่มีอะไรเกิดขึ้น
.......................