ณ ทางเข้าสาขาเทียนซิง
“หลงโป๋ ข่าวนั้นเป็เื่จริงหรือเปล่า?” หนานิอู่มองไปยังชายชราชุดดำข้างกาย
“คุณหนู ข้าขอยืนยันด้วยตัวข้าเอง ไม่นานมานี้เฟิงเทียนสิงอาศัยอยู่ที่เขตเหนือของสาขาเทียนซิงจริงๆ”ชายชราชุดดำรายงานด้วยความเคารพ
“ใยผู้าุโเฟิงจึงคิดจะมาอยู่ที่สาขาเทียนซิงกัน?”หนานิอู่เผยสีหน้าค้างคาใจพลางเอ่ย
“นิสัยของเฟิงเทียนสิงนั้นแปลกอยู่แล้ว ดังนั้นการมาอยู่ในสาขาเทียนซิงก็ไม่ถือว่าเป็เื่ผิดปกติอันใดนะขอรับ” ชายชราชุดดำเอ่ยขึ้นตามนี้
“อืม” หนานิอู่พยักหน้าเบาๆ พลางเอ่ยต่อ “หลงโป๋ เ้ากลับไปก่อนเถิดข้าจะไปเยี่ยมผู้าุโเฟิงเอง”
“คุณหนู ไม่เช่นนั้นให้ข้าเข้าไปด้วยเถิดเฟิงเทียนสิงผู้นี้...”
“ไม่ต้องหรอก ท่านผู้าุโเฟิงแม้บุคลิกจะหุนหันพลันแล่นแต่ก็ไม่มีทางทำร้ายศิษย์สำนักเทียนซิงแน่นอน ยิ่งกว่านั้นวันนั้นเ้าประมือกับเขาไป จากนิสัยของเขาหากเจอเข้ากับเ้าล่ะก็เกรงว่าคงจะไม่เหมาะเสียเท่าไร” หนานิอู่กล่าว
“ในเมื่อเป็เช่นนี้ ข้าก็กลับไปก่อนแล้วกัน” ชายชราชุดดำลังเลใจครู่หนึ่งจึงเอ่ยตอบรับ
หลังจากนั้นหนานิอู่จึงสาวเท้าด้วยท่าทางพลิ้วไหวราวกับกลีบบัวสะบัดมุ่งหน้าสู่สาขาเทียนซิง
ภายในสาขาเทียนซิงเงียบสงัดไร้เสียงตำหนักสำนักใหญ่เก่าแก่ทรุดโทรม สายลมบางเบาพัดผ่าน ความซึมเศร้าเงียบเหงาก็แทรกซึมไปทั่วครั้นมองดูนิกายเทียนซิงที่เคยรุ่งเรืองในอดีตกลับตกต่ำลงมาจนถึงสภาพนี้หนานิอู่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเสียใจ
ห้าร้อยปีก่อนนิกายมากมายผุดขึ้นในดินแดนใต้ นิกายเทียนซิงแม้นจะถูกขานว่าไม่ใช่เ้าแห่งนิกายแต่ก็ยังเป็นิกายระดับสูงสืบทอดต่อกันมาเกือบหมื่นปีในปีที่นิกายเทียนซิงรุ่งโรจน์อย่างถึงที่สุดกระทั่งมีหวังว่าจะเป็นิกายที่ดินแดนใต้ได้ ท้ายที่สุดกลับพลาดโอกาสไปจวบจนยามนี้ก็มิอาจกลับไปสู่ระดับสภาพเดิมได้
“ได้ยินมานานแล้วว่าสาขาเทียนซิงตกต่ำลงจนกลายเป็สาขาขยะแต่คาดไม่ถึงว่าจะเลวร้ายกว่าที่คิดเอาไว้เสียอีก” หนานิอู่ถอนหายใจเบาๆด้วยความอัดอั้น ดวงตากลมโตค่อยๆ กวาดมองไปรอบด้านสภาพแวดล้อมของสาขาเทียนซิงนั้นเหมือนกับเศษซากปรักหักพังที่ชำรุดมานานหลายปีไร้ซึ่งชีวิตชีวา
ไม่เหมือนสาขาลัวซาอันดับหนึ่งแห่งสามสาขาใหญ่ มีตรงใดบ้างที่ไม่ครึกครื้นรื่นเริง
ท่วงท่างดงามของหนานิอู่มุ่งไปยังเขตที่พักของสาขาเทียนซิง ตามข้อมูลข่าวที่ได้รับมาทั้งหมด เฟิงเทียนสิงกำลังพำนักอยู่ที่นั่นชั่วคราวนางก็แปลกใจเช่นกัน ั้แ่ที่เฟิงเทียนสิงไปจากสาขาเทียนซิง เขาก็แยกตัวไปอยู่อย่างสันโดษที่ตลาดแห่งผู้ฝึกตนนั่นมาเกือบยี่สิบปีแล้วทั้งยังป่าวประกาศต่อผู้คนอีกว่าต่อจากนี้จะไม่เหยียบเข้าสาขาทั้งสี่ของสำนักเทียนซิงทว่าท้ายสุดกลับย้ายมาที่สาขาเทียนซิง นี่จะไม่ทำให้นางสับสนระคนสงสัยได้อย่างไร
เมื่อเดินถึงเขตที่พักหนานิอู่ก็เจอกับเฟิงเทียนสิงที่กำลังเดินออกจากลานบ้านพอดี เธอจึงรีบวิ่งเข้าไปโดยพลัน
“ท่านผู้าุโเฟิง!” หนานิอู่ะโเบาๆ
ใบหน้าขรึมของเฟิงเทียนสิงนั้นไม่แม้แต่ปรายตามองหนานิอู่ทว่ากลับรีบวิ่งไปยังลานบ้านด้านข้างด้วยความใจร้อน
“สหายน้อย! เ้าอยู่ในนั้นไหม?”เฟิงเทียนสิงเผยรอยยิ้มพลางะโเรียกเสียงเบาเสียงหยาบหนาเดิมปรับลดลงไปเองไม่น้อยราวกับเกรงว่าจะไปรบกวนเ้าของลานบ้านอย่างไรอย่างนั้น
หนานิอู่มองเฟิงเทียนสิงอย่างประหลาดใจ
รวมทั้งครานี้ ทั้งก่อนหน้าและหลังจากนี้ก็มาเยี่ยมเยีนเฟิงเทียนสิงเป็คราที่สี่แล้วก่อนหน้าสามครานั้นต่างไม่เจอเฟิงเทียนสิงสักครั้ง ทว่าหลังจากครานี้ได้เจอแล้วเฟิงเทียนสิงกลับไม่ปรายตามองนางแม้แต่น้อย ทำราวกับนางคือธาตุอากาศเดิมทีหนานิอู่ก็ไม่ได้สนใจอยู่แล้ว หลักๆคือนางชินชากับท่าทางของเฟิงเทียนสิงไปแล้ว ทว่าท้ายสุดยังไม่ทันได้เจอสักนิดท่าทางของเฟิงเทียนสิงก็เปลี่ยนไปกลับกลายเป็เช่นนี้
ดวงตากลมโตของหนานิอู่เต็มไปด้วยความสงสัยเ้าของลานบ้านด้านข้างคือผู้ใดกัน? ถึงได้ทำให้เฟิงเทียนสิงถึงกับปฏิบัติด้วยเช่นนี้สหายน้อย? การเรียกเช่นนี้เป็การเรียกระหว่างรุ่นราวเดียวกันแต่ทำไมจึงต้องมีคำว่า ‘น้อย’ กันด้วย?
ในลานบ้านไร้ซึ่งเสียงตอบกลับเฟิงเทียนสิงยังคงยืนอยู่ด้านนอกลานบ้านนั้น ที่คาดไม่ถึงคือ เขากลับไม่โมโหยังคงรอยยิ้มประจบไว้เต็มหน้าราวกับกำลังรอคอยการตอบกลับของเ้าของลานบ้าน
ผ่านไปเนิ่นนาน ภายในลานบ้านก็ส่งเสียงดังออกมา “เข้ามาเถอะ”
เสียงนี้ช่างคุ้นเคยเสียจริง...
คิ้วโก่งได้รูปของหนานิอู่พลันขมวดขึ้นเบาๆ
ครั้นมองเฟิงเทียนสิงที่หลังจากได้รับคำคำตอบรับแล้วรอยยิ้มของเขาก็สดใสขึ้นต่างจากเดิม ราวกับเก็บได้ของมีค่าอย่างไรอย่างนั้นจากนั้นจึงเดินเข้าลานบ้านด้วยความตื่นเต้น
ท่าทางเช่นนี้ทำให้หนานิอู่ตกตะลึงไม่น้อยผู้าุโเฟิงที่มีนิสัยประหลาดแทบไม่เคยยิ้มแย้มนั้นกลับเผยท่าทีเช่นนี้ออกมาจริงๆ เื่นี้ว่าทำให้นางตกตะลึงมากพอแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้ยิ่งสงสัยมากขึ้นคือเสียงของเ้าของลานบ้านนั้นช่างคุ้นหูเหลือเกิน
แท้จริงแล้วเป็ใครกันแน่?
หนานิอู่ขมวดคิ้วคิดหนักไม่รู้เพราะอะไรชั่วขณะหนึ่งถึงได้นึกไม่ออกว่าสรุปแล้วคือผู้ใดกัน
ยามนี้ ประตูของลานบ้านในนั้นเปิดออกแล้วเฟิงเทียนสิงเดินเข้าไปด้วยสีหน้าตื่นเต้นขีดสุด
“สหายน้อย พวกเรามาคุยคำถามนั้นต่อจากเมื่อวานกันเกี่ยวกับตำแหน่งจี้จุดแสวงั เมื่อวานข้าอนุมานไว้ทั้งคืนในที่สุดก็มีผลลัพธ์บางอย่างเ้าดูสิที่ข้าอนุมานไว้ถูกหรือไม่” เฟิงเทียนสิงเอ่ยอย่างรีบเร่ง
จี้จุดแสวงั...
ใบหน้างดงามของหนานิอู่บัดนี้เต็มไปด้วยความฉงนแปลกใจนี่คือขั้นตอนที่มีเพียงผู้ฝึกศาสตร์วิชาเวทย์โบราณแขนงหนึ่งเท่านั้นถึงจะเข้าใจได้เห็นได้ชัดว่าเ้าของลานบ้านก็ฝึกศาสตร์วิชาเวทย์โบราณแขนงหนึ่งเช่นกันประโยคที่เฟิงเทียนสิงเพิ่งกล่าวไปนั้นคล้ายกับว่ากำลังขอคำชี้แนะ และก็บอกได้ว่าความเชี่ยวชาญในศาสตร์วิชาเวทย์โบราณแขนงหนึ่งของเ้าของลานบ้านนั้นสูงกว่าเฟิงเทียนสิงไปมาก
คนเช่นนี้คาดไม่ถึงว่าจะมาอาศัยอยู่ที่สาขาเทียนซิง แล้วเหตุใดตัวเองถึงไม่ได้รับข่าวคราวนี้แม้แต่น้อยกันล่ะ?
หนานิอู่เดาตัวตนของเ้าของลานบ้านไว้ในใจผู้ที่เชี่ยวชาญศาสตร์วิชาเวทย์โบราณแขนงหนึ่งสูงกว่าเฟิงเทียนสิงนั้นในดินแดนใต้นี้มีน้อยเสียจนนับนิ้วได้ ทว่าผุ้คนเหล่านี้อายุรายนามก็มากกันไปหมดแล้วตัวตนนั้นหาได้ยากกว่าเฟิงเทียนสิงเสียอีก
“แนวทางการอนุมานของท่านถูกต้องเลยล่ะมีแค่ตรงนี้เท่านั้นที่ผิด หากอิงตามการอนุมานเช่นนี้ต่อไปเป็ไปได้มากว่าจุดแสวงัจะต้องแว้งกลับ...” เสียงของเ้าของลานบ้านดังขึ้น
“เอ๋? สหายน้อยโปรดชี้แนะ” เสียงของเฟิงเทียนสิงเต็มไปด้วยความสั่นระริก
“น่าจะตามนี้...”
แม้เสียงจะไม่ดังมาก หากแต่อยู่ด้านนอกลองฟังดูก็สามารถได้ยินชัดเจนหนานิอู่ยิ่งฟังคิ้วโก่งก็ยิ่งขมวดแน่นยิ่งขึ้น เ้าของเสียงนี้...คล้ายๆกับ... จู่ๆ นางก็นึกขึ้นมาได้หนึ่งคน
หรือว่าจะเป็เขา?
ดวงหน้าสวยของหนานิอู่เต็มไปด้วยความงุนงงระคนประหลาดใจนี่คงเป็ไปไม่ได้ใช่ไหมนะ เด็กหนุ่มคนนั้นก็เป็แค่ศิษย์สายนอกแม้ในการประเมินครั้งสุดท้ายจะทำลายสถิติในประวัติศาสตร์มาได้ แต่มากสุดก็แค่สติปัญญาค่อนข้างดีก็เท่านั้นหากอิงตามการบรรลุของเด็กหนุ่มนั่นก็คงเพียงแค่เพิ่งเริ่มเข้าสู่วิถีฝึกก็เท่านั้น อีกทั้งคะแนนตอนอยู่สายนอกเด็กหนุ่มนี่ต้องถูกสาขาลัวซาเข้ารับไปสิ จะถูกส่งมาที่สาขาเทียนซิงได้อย่างไร?
บางทีอาจจะแค่เสียงคล้ายก็เท่านั้น
หนานิอู่นึกได้
ทว่าในใจของหนานิอู่ยังคงตกตะลึงไม่หายเสียงของเ้าของลานบ้านฟังดูแล้วอายุคงไม่มาก มากสุดก็ประมาณยี่สิบได้คนเช่นนี้ไม่คิดว่าจะมีความเชี่ยวชาญศาสตร์วิชาเวทย์โบราณสูงถึงเพียงนี้
ดินแดนใต้มีเด็กหนุ่มเช่นนี้มาั้แ่เมื่อไรกัน?
หนานิอู่ที่ยืนอยู่ด้านนอกลานบ้านไม่ได้เดินเข้าข้างใน แต่กลับอยู่ด้านนอกรออย่างเงียบๆ
เวลาผ่านไป...
ดวงอาทิตย์คล้อยลงแสงแดดสีทองสาดส่องลงบนร่างของหนานิอู่ นางที่สวมชุดผ้าโปร่งสีม่วงนั้นราวกับนางธิดาในภาพวาด ให้ความรู้สึกสงบและเป็ธรรมชาติอีกด้วย
“สหายน้อย ฟังคำที่เ้าเล่ามาแค่พักหนึ่งยังดีกว่าที่ข้าพร่ำฝึกมาตั้งสามปีเสียอีก”เฟิงเทียนสิงเดินออกจากลานบ้านอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
“สามวันจากนี้ข้าต้องฝึกฝน ท่านก็ไม่ต้องมาแล้วนะ” ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินตามออกมาท่าทางดูไม่ค่อยยินดี
“ในเมื่อสหายน้อยจะฝึกเช่นนั้นสามวันนี้ข้าจะยังไม่มาก็แล้วกัน” เฟิงเทียนสิงเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเสียดาย
อันที่จริงเฟิงเทียนสิงยังมีคำถามที่ยังไม่ได้แก้ไขอีกเป็กองหากไม่ใช่เพราะรบกวนหลินโม่มาถึงสามวันแล้ว ต่อให้เขาจะหน้าด้านหน้าทนเพียงใดก็ยังเกรงใจที่จะมารบกวนติดต่อกันอีกครั้งในเมื่อหลินโม่บอกสามวันจากนี้ เช่นนั้นก็สามวันจากนี้ก็แล้วกัน แต่เฟิงเทียนสิงก็รู้สึกรอแทบไม่ไหวแล้ว
ครั้นเห็นหลินโม่ที่เดินออกจากลานบ้านชั่วพริบตาหนานิอู่พลันตกตะลึงแล้วรีบโพล่งออกไปในทันที “เป็เ้า...”
“ศิษย์พี่หนานิ...” หลินโม่พลันชะงัก