บทที่ 2
“พี่รุณ พี่โบ พี่ซิ พวกเรารวยแล้ว”ทรงกลดะโลั่นทันทีที่ร่างโผล่พ้นน้ำ
หนุ่มทั้งสามบนเรือดีใจยิ้มแก้มแทบปริ ขอเพียงนายน้อยกลับมาก็โอเคแล้ว ไม่ได้สนใจกับคำพูดที่บอกว่ารวยแล้วเลย
“พวกเรารวยแล้วพี่” ทรงกลดกล่าวขึ้นอีกครั้งหลังจากใช้ผ้าเช็ดหัวให้แห้ง
“รวย ยังไงครับนายน้อย”
“นี่ไง อะไรรู้ป่าว”ทรงกลดล้วงเข้าไปในอกเสื้อหยิบสิ่งหนึ่งออกมายื่นให้ทั้งสามดู
“พะ...พะ...พะ...เพชร”ซิตงถึงกับออกอาการติดอ่าง ที่เหลืออ้าปากค้าง
ความรู้สึกดีใจถึงขีดสุดก็คือแบบนี้นี่เอง โบอากับซิตงะโดีใจ ส่วนอรุณเบิกหนักกว่าคนอื่น เขาะโพุ่งหลาวลงน้ำไปด้วยความดีใจ การติดตามนายใหม่เพียงแค่ไม่กี่วันเห็นผลเกินคาดที่สุดสำหรับพวกเขา
ทรงกลดตัดสินใจให้ลอยลำเรือไว้จุดนี้ พรุ่งนี้เมื่อฟ้าสว่างเขาจะดำลงไปเอาเพชรข้างล่าง มีแค่เขาเท่านั้นที่มีความสามารถพอ คนอื่นต่อให้มีเครื่องจักรหรือยานยนต์ที่ล้ำสมัยก็ไม่สามารถทำได้
ค่ำคืนนี้ ดวงจันทร์กลมโตดูสวยงามแล่นล้อกับปุยเมฆเบื้องบน
ได้มีการฉลองบนเรือ ทุกคนใบหน้ายิ้มแย้มอิ่มเอมด้วยความสุข
“อลิสาเป็ยังไงบ้าง”ทรงกลดหันไปถามซิตง
“เอ้อ ผมลืมบอกนายน้อยไป มัวแต่ดีใจ คุณหนูป่วยหนักมาก แต่ไม่ยอมให้ผมบอกนายน้อย”
“อืม งั้นผมลงไปดูซะหน่อย”
ห้องชั้นล่างสุดใต้ท้องเรือ กลิ่นอับเหม็นโชยติดจมูกทรงกลด ชายหนุ่มลงมาเห็นสภาพห้องถึงกับย่นคิ้ว
“อับชื้นซะขนาดนี้ ใครจะไม่ป่วยได้”
อลิสานอนขดตัวหนาวสั่นอยู่มุมห้อง เสียงคราง ฮือ เบาๆทำให้รู้ว่าอาการเธอหนักมาก
“ดีนะที่ลงมาดู ไม่งั้นคืนนี้คงไม่รอดแน่”ชายหนุ่มมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างเพ่งพิศ
“อลิสา” เงียบ ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ได้ยินเพียงเสียงฟันกระทบกันดัง กึก กึก กึก ตัวสั่นสะท้านขดงอเป็กุ้ง
“ออกไป”เสียงหญิงสาวสั่นสะท้าน ตาขวาง เธอไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากชายหนุ่ม
“ผมไม่ใช่คนอาฆาตหรอกนะ เื่ที่แล้วก็แล้วไป ไม่เคยเก็บมาคิด แต่หากจะแก้แค้นก็ต้องรักษาตัวให้หายเสียก่อน อาการหนักขนาดนี้จะมีแรงมาสู้กับผมเหรอ”
อลิสานิ่งเงียบ หยาดน้ำตาคลอเต็มสองเบ้า เธอพยายามก้มหลบไม่ให้ทรงกลดเห็นสีหน้า
ที่นี้ไม่มียาด้วยสิ เอางัยดี ยังงัยท่านผู้ว่าการก็มีพระคุณ รักษาก่อน เื่อื่นค่อยว่ากันทีหลัง
ทรงกลดนั่งลงข้างหญิงสาว เขาโอบร่างเธอเข้ามาในอ้อมกอด สองมือกระชับแน่นถ่ายทอดไออุ่นให้
ร่างทั้งสองกอดกันแน่นเหมือนจะละลายเป็เนื้อเดียวกัน เกิดเป็ไอจางๆห่อหุ้มร่างทั้งสองไว้ เริ่มมีหยาดเหงื่อเกาะเต็มภาพสลักทั้งสอง
อลิสาตกอยู่ในความเคลิบเคลิ้ม รู้สึกอุ่นสบาย ใจอยากขัดขืนแต่ร่างกายไม่มีแรงต่อต้าน เธอทำได้เพียงปล่อยให้ชายหนุ่มกระทำการไปตามอำเภอใจ
ในความเคลิบเคลิ้ม หญิงสาวรู้สึกเหมือนมีของเหลวข้นไหลผ่านลำคอ เธอตอบสนองด้วยการดูดของเหลวนั้น ผ่านลำคอดัง อึก อึก จิตใจปลอดโปร่งสุขสบายที่สุดั้แ่หนีออกจากบ้านมา เธอลืมสิ้นทุกสิ่งปล่อยให้ความรู้สึกดำเนินไปตามธรรมชาติ
เนิ่นนานหลายชั่วโมงที่ความเงียบก่อเกิดบรรยากาศ มีแต่เสียงลมและคลื่นเท่านั้นที่บ่งบอกว่าโลกยังหมุนอยู่
ทรงกลดย้ายอลิสาออกมาไว้ตรงห้องควบคุมเรือ กั้นผ้าปิดบังสายตากันแดด ลม ฝน แต่จัดให้อากาศถ่ายเทสะดวก
และทุกค่ำคืน หญิงสาวมักรู้สึกเหมือนอยู่ในอ้อมกอดของใครคนหนึ่ง เธอได้ลิ้มรสความข้นหวานผ่านลำคอบนเรือมีของกินที่อร่อยสุดยอดขนาดนี้เลยเหรอ ทำไมเธอไม่รู้มาก่อนเลย
เวลาล่วงเลยมา ห้าวัน เพชรที่ทรงกลดลงไปงมอัดเต็มในหีบไม้ใบใหญ่สี่ใบ เขาคิดว่าคงเพียงพอแล้ว
“น่าจะแค่นี้พอนะพี่ ไม่ควรโลภ”
“แล้วแต่นายน้อยเห็นสมควรครับ” ลูกน้องทั้งสามไม่มีข้อโต้แย้ง ตอนนี้ถือทรงกลดเป็นายใหญ่ไปแล้ว
“เมืองที่ใกล้ที่สุดอีกไกลมั๊ยพี่รุน”
อรุณเบิกมองแผนที่ ชี้ไปยังจุดหนึ่ง “นี่ครับ เมืองซองตัน”
“ผมจะนอนพักผ่อน บ่มพลัง พวกพี่ก็ไปสืบดูว่าเราจะเอาเพชรพวกนี้ไปปล่อยที่ไหนได้บ้าง”ชายหนุ่มสั่งการ “ค่อยๆปล่อยทีละน้อยนะครับ อย่าให้ผิดสังเกต ถ้าให้ดีแลกเป็ทองมาแทน”
“ครับ นายน้อย” ทั้งสามรับคำสั่งอย่างเต็มใจ
ซองตัน เมืองท่าสำคัญของประเทศครูก้า ที่นี่เต็มไปด้วยพ่อค้าชาวต่างชาติ มีสินค้าทุกชนิดที่สามารถซื้อหรือแลกได้ ตลาดค้าขายที่นี่เปิดทำการตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง หากจะได้ของดีมีราคาต้องมาตอน่เที่ยงคืน อรุณเบิกและพวกสืบมาหมดแล้ว
ส่วนทรงกลด ั้แ่สั่งการวันนั้น เขาก็เก็บตัวอยู่แต่ในห้องท้องเรือไม่ออกมาอีกเลย”
อลิสาอาการดีขึ้น หายวันหายคืน เธอมักจะมานั่งชมวิวอยู่บนดาดฟ้าเรือ สีหน้าอิ่มเอิบเืฝาดใหลเวียนขับใบหน้าที่คมคายให้ดูงดงามยิ่งขึ้น
สามองครักษ์จัดการกับเพชรเปลี่ยนเป็เงิน และทอง พร้อมกับจัดหาน้ำและเสบียงจัดการนำขึ้นเรือเรียบร้อยด้วยความฮึกเหิมในฝีมือของตน ทำอะไรไม่ระวัง พวกเขาได้เรียกแขกไม่รับเชิญเข้ามาโดยไม่ได้ตั้งใจ
“เรือลำนี้แหล่ะหัวหน้า พวกมันขนข้าวของเพียบเลย เสร็จจ๊อบนี้พวกเราอยู่สบายไปหลายเดือนเลย”เสียงจากมุมมืดริมฝั่ง เงาคนตะคุ่มเคลื่อนไหวอย่างประสงค์ร้าย
“บนเรือมีผู้ชายสามคนกับสาวน้อยนางฟ้าอีกหนึ่ง”ลูกน้องอีกคนกระซิบรายงาน
“หลังสองยามพวกเราจะลงมือ”เสียงหัวหน้าออกคำสั่ง เห็นเป็เงาตะคุ่มเคลื่อนไหวกระจายกันออกไปหายลับไปกับความมืด
สามองครักษ์เงาลูกน้องทรงกลดนั่งล้อมวงซดเหล้ากันด้วยความสบายใจ ซิตงเขี่ยไฟในกระถางไม่ให้เผาเนื้อย่างบนตะแกรงไหม้มากเกินไป
“นายน้อยเก็บตัวสามวันแล้ว ไม่รู้เป็ยังไงบ้าง” โบอาอยากเจอหน้านายน้อยเพื่อรายงานผลการทำงานประจบเอาใจ
“ไม่รีบ รอต่อไป นายน้อยออกมาเมื่อไหร่ค่อยรอคำสั่งต่อไป”อรุณเบิกบอกทั้งสอง
“คุณหนูอาการดีขึ้นมากเลย ไม่รู้นายน้อยรักษายังไง ผมงี้ทึ่งเลย มีเื่ใหนที่นายน้อยทำไม่ได้บ้าง”ซิตงกระซิบเบาๆกลัวอลิสาจะได้ยิน
“เสียดายที่เมื่อนายน้อยถึงจุดหมายแล้ว พวกเราต้องกลับมาส่งคุณหนู”
“เฮียไม่เสียดายเหรอ ที่จะไม่ได้อยู่รับใช้นายน้อย”ซิตงกล่าวเสริม
“หนทางอีกยาวใกล อะไรก็เปลี่ยนไปได้ อย่าคิดถึงมันเลย มาดื่ม”อรุณเบิกยกถ้วยเหล้ายื่นมาหวังชน
คืนนี้ทั้งสามฉลองกันเต็มที่ ชีวิตใหม่ที่อิสระเช่นนี้ยังดีกว่าที่ต้องหลบๆซ่อนๆเป็องครักษ์เงาในกรีนแลนด์ เป็ร้อยเท่าพันเท่า ด้วยเหตุนี้ ทุกคนจึงยอมตายถวายหัว ศิโรราบให้กับนายน้อยคนใหม่อย่างหมดใจ
ยามดึกสงัด แสงจันทร์ส่องกระทบผืนน้ำ เสียงปลากระโจนขึ้นรับอากาศดังจ๋อมแจ๋ม เงาร่างเป็ทิวแถวในความมืด เคลื่อนตัวเข้าใกล้เรือประมงของสามหนุ่ม
บนเรืออยู่ในสภาพมืดมิด ทุกคนคงหลับใหลสุขสบาย เพราะฤทธิ์เหล้าที่ร้อนแรง
หัวหน้าส่งสัญญานในเงามืดสลัว บรรดาลูกน้องกระโจนเหยียบเชือกป่านผูกเรือเส้นใหญ่ ค่อยๆไต่ขึ้นลำเรือด้วยความเงียบกริบคล่องแคล่ว
เสียงฝีเท้าแตะพื้นดาดฟ้าเรือดัง ตุ๊บ เบาๆ
ไม่มีอะไรรอดพ้นไปจากเซ้นส์ของสามองค์รักษ์เงาได้ อรุณเบิกและพวกที่หลับตาสลึมสลือ เกิดปฏิกิริยาไหววูบ พวกเขาเบิกตามองฝ่าความมืด มือเลื่อนจับมีดสั้นอาวุธคู่กาย องครักษ์เงา ชอบใช้มีดสังหารในความเงียบมากกว่าใช้ปืน
บัดนี้ทุกเหตุการณ์ได้อยู่ในสายตาพวกเขาแล้ว รอเพียงจังหวะลงมือเท่านั้น
ไม่ทันที่องครักษ์ทั้งสามจะลงมือ เหตุการณ์ประหลาดก็เกิดขึ้น
พวกโจรย่องเบาในความมืดพากันล้มลงทีละคนเป็โดมิโน่ เสียง ตุ๊บ ตุ๊บ ตุ๊บ ร่างแปดล่างของโจรแปดคนร่วงกระแทกพื้นดาดฟ้าดังเป็จังหว่ะพอดิบพอดีไม่ขาดไม่เกิน เกิดอะไรขึ้นกับพวกมัน
ยามขึ้นเรือมาพวกมันยังเคลื่อนไหวเป็แถวมีระเบียบสวยงาม กลับมาร่วงหล่นบนดาดฟ้า บ้ากันหรือป่าว พวกมันมาแสดงอะไรกัน คิดยังไงสามหนุ่มก็ไม่เข้าใจ
เมื่อลองเพ่งตาดูชัดๆ ในความมืดสลัว ปรากฏเงาร่างหนึ่งนั่งทับร่างโจรคนสุดท้าย ทำมือเหมือนจะเช็ดอะไรสักอย่าง
เบิกอรุณอดใจไม่ไหวต้องะโขู่ออกไป “นั่นใคร ทำอะไร”
ทั้งสามเริ่มเคลื่อนไหว ก้าวเดินช้าๆหวังจะล้อมบุรุษมืดผู้นั้น
เงาร่างนั้นกลับไม่ได้สนใจพวกเขา เหมือนทั้งสามไม่มีตัวตน ยังคงเช็ดมือกับเสื้อของโจรผู้เคราะห์ร้าย
เมื่อทั้งสามเข้าไปใกล้พอมองเห็น ปรากฏเป็เงาร่างชายคนหนึ่งถือมีดสะท้อนเงาวาววับเช็ดคราบเืทำความสะอาด
“พวกพี่ลุกมาทำไม เมากันไม่ใช่เหรอ ไปพักให้สบายไป ทางนี้ผมจัดการเรียบร้อยแล้ว”
“นายน้อย ออกมาั้แ่เมื่อไหร่”อรุณเบิกอุทานออกมา สายตามองชายหนุ่มเบื้องหน้าด้วยความประหลาดใจ