45.....
“เสร็จฉันล่ะนายพีเจ.”
พูดจบเจ้าหมีพูก็หันซ้ายหันขวาอย่างระวังพอเห็นว่าปลอดคนก็รีบวิ่งออกจากที่ซ่อนมุ่งตรงไปยังรองเท้าเป้าหมายทันที ใช้ปากคาบรองเท้าข้างซ้ายของปัญจพลวิ่งไปหาที่ซ่อนทันที หมีพูใช้เท้าเขี่ยดินแล้วก็เอารองเท้าวางลงไป ก่อนจะเขี่ยดินกลบ แล้วก็ยังคาบใบไม้แห้งแถวนั้นมาวางทับไว้อีกด้วย จากนั้นก็วิ่งกลับไปเอารองเท้าอีกข้างหนึ่งแต่ขณะนั้นลิลลี่กำลังเดินเข้ามา และเห็นหมีพูกำลังก้มคาบรองเท้าพอดี
“หมีพู..ทำอะไรน่ะปล่อยรองเท้าเดี๋ยวนี้นะ”
ลิลลี่ทำท่าเงื้อมือใส่หมีพูกลัวเพื่อให้ปล่อยรองเท้า
“ลิลลี่..มาทันเวลาพอดีเลยนะคิดจะเป็นแม่สื่อให้ดรีมล่ะสิ..ไม่คุยด้วยแล้วเพื่อนทรยศ..งอนซะเลย”
เจ้าหมีพู ยอมปล่อยรองเท้าลงแล้วก็เดินสะบัดหน้าสะบัดตูดออกไปอย่างไม่สนใจลิลลี่
“ฟังรู้เรื่องซะด้วย..เดี๋ยวก่อนสิหมีพู..ฉันมีพิซซ่ามาฝากด้วยนะ”
พอได้ยินคำว่าพิซซ่า เจ้าหมีพูก็หายงอนทันทีหันกลับมาวิ่งเข้าใส่ลิลลี่ด้วยความดีใจกระโดดขึ้นค้นหาพิซซ่าในตัวของลิลลี่
“ใจเย็น ๆ สิหมีพู..ฉันพูดเล่นไม่ได้มีพิซซ่าจริงๆ ซะหน่อยโทษทีนะที่หลอก” ลิลลี่บอก
“ยัยเพื่อนบ้า!..หลอกได้แม้กระทั่งหมาเนี่ยนะ..ฝากไว้ก่อนเถอะ..”
เจ้าหมีพูโมโหไม่น้อยมองค้อนเพื่อนหนึ่งขวับก่อนจะสะบัดตูดส่ายหางวิ่งออกไปอย่างไม่แคร์
“อะฮ้า..ท่าทางยังกะคนงอนเลย ตลกดีอ่ะหมีพู”
ลิลลี่หัวเราะไล่หลังเจ้าหมีพูด้วยความเอ็นดูความจริงลิลลี่ก็แค่อยากจะพิสูจน์ความฉลาดแสนรู้ของเจ้าหมีพูเท่านั้นเองยิ่งได้ยินกิตติศัพท์จากนัฏนรีเล่าเรื่องราวความแสนรู้ของมันให้ฟังก็ยิ่งอยากแกล้งแหย่เล่น เพราะเวลาได้เห็นกิริยาท่าทางของเจ้าหมีพูโกรธหรือไม่พอใจแล้วดูน่ารักน่าขบขันดี
ลิลลี่ได้ยินเสียงหัวเราะประสานเสียงอย่างมีความสุขของคนที่คุ้นเคยทั้งสองที่ดังออกมาข้างนอกก็รีบเข้าไปสมทบทันที เธอจะต้องคอยกีดกันปัญจพลเอาไว้ให้มากในช่วงนี้ช่วงที่สิปปกรไม่ได้แวะมาอยู่กับนัฏนรี แม้ลิลลี่จะชอบสิปปกรเกินความเป็นเพื่อน และเคยหวังว่าเขาจะหันกลับมาสนใจเธอบ้าง แต่นับวันเขาก็ทำให้ลิลลี่รู้ว่าในหัวใจของเขามีเพียงนัฏนรีเท่านั้นลิลลี่จึงเริ่มทำใจยอมรับว่าอีกไม่นานสิปปกรกับนัฏนรีจะต้องเป็นคนรักกันในที่สุด
ทว่า..บัดนี้ ลิลลี่ เริ่มไม่แน่ใจในตัวของสิปปกรเสียแล้วยิ่งได้ข่าวว่าเขาเดินทางไปต่างจังหวัดกับเอมี่ เธอก็ยิ่งร้อนใจ กลัวว่าความใกล้ชิดจะทำให้สิปปกรหวั่นไหวจนลืมนัฏนรีเพื่อนของเธอไปเธอจะทนเห็นสิปปกร ถูกพรากไปเพราะเด็กสาวหน้าตาคมขำที่ชื่อเอมี่คนนั้นไม่ได้เธอต้องการให้สิปปกร เป็นของนัฏนรีคนเดียวเท่านั้น แม้แต่ปัญจพลก็อย่าหวังว่าจะสมหวัง
“มีความสุขกันจังเลยนะคะ..”
เสียงลิลลี่แทรกเข้ามา สองหนุ่มสาวหยุดหัวเราะหันมาสนใจผู้มาใหม่
“คนกำลังมีหัวใจสีชมพูก็มีความสุขแบบนี้แหละครับคุณลิลลี่”
ปัญจพลกระหน่ำคำพูดย้ำให้ลิลลี่หมั่นไส้
“หวังว่าเธอคงจะไม่มีหัวใจเป็นสีเดียวกับเจ้านายปากหวานของฉันหรอกนะดรีม”
ลิลลี่หันมาถามเพื่อนแววตาคาดคั้น
“อย่าพูดให้คุณดรีมไขว้เขวสิครับคุณลิลลี่..เธอกำลังจะเคลิบเคลิ้มรับรักผมอยู่แล้วเชียว”
ปัญจพลแกล้งพูดเพื่อหวังจะเห็นกิริยาท่าทางของลิลลี่มากกว่าอื่นใด
“ยี้..กล้าจีบเพื่อนฉันต่อหน้าต่อตาไม่อายเลยนะ..”
ลิลลี่หันไปต่อว่าเขาด้วยแววตาวาววับ
“ก็คนมันเปิดเผยนี่ครับ จริงไหมครับคุณดรีม”
ปัญจพลแกล้งเอียงศีรษะไปทางนัฏนรีทำให้ลิลลี่รีบเดินเข้ามานั่งแทรกตรงกลางของโซฟารับแขกทันทีนัฏนรีหันไปแอบซ่อนยิ้มเช่นเดียวกับที่ปัญจพลก็รู้สึกกระชุ่มกระชวยที่ได้แกล้งลิลลี่
“ดรีม..วันนี้ปอนด์โทรมารายงานตัวหรือยัง”
ลิลลี่รีบพูดเสียงดังหวังให้เจ้านายหน้าจ๋อยเสียหน่อย
“ไปเที่ยวกับสาวคงไม่มีเวลาโทรหรอกมั้งครับ”
ปัญจพล แกล้งพูดขึ้นมาแต่คำพูดของเขาทำให้สองสาวหันมาสบตากันด้วยความรู้สึกไม่ต่างกัน ลิลลี่ นั้นตกใจเกรงว่านัฏนรีจะสะเทือนใจ เพราะตัวของลิลลี่เองก็ไม่เคยเล่าเรื่องที่ได้ไปพบสิปปกรอยู่กับเด็กสาวเอมี่ที่ร้านอาหารให้กับนัฏนรีฟังเลย แต่นัฏนรีนั้นมีสีหน้าสลดวูบ เพราะเธอรับรู้จากสิปปกรเพียงว่าเขาต้องพาลูกสาวของเพื่อนมารดาไปเยี่ยมญาติที่ภูเก็ต
“นี่คุณ!..หัดพูดอะไรให้มันสร้างสรรค์บ้าง..ปอนด์ไม่ใช่คนแบบคุณหรอกนะ”
ลิลลี่ปรามพร้อมขยิบตาส่งสัญญานไม่ให้เขาพูดต่อ
“แหม..ผมก็แค่พูดแซวเล่นนิดหน่อยคุณดรีมคงไม่ได้คิดจริงจังหรอกใช่ไหมครับ”
เขาหันไปขอโทษทางแววตาแทน
“ไม่เห็นจะเป็นไรนี่คะปอนด์ก็เป็นเพื่อนของพวกเราคนหนึ่ง ถ้าเขาจะไปเที่ยวกับสาว ๆ เขาก็มีสิทธิ์ที่จะไปได้อยู่แล้ว เพราะดรีมกับปอนด์ไม่ใช่แฟนกันสักหน่อย”
นัฏนรี พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่มีใครจับความรู้สึกได้ว่าภายในใจเธอนั้นกำลังรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาอย่างยากที่จะควบคุมได้ในยามที่นัฏนรีไม่มีใคร เธอก็ได้สิปปกรเข้ามาใกล้ชิดดูแลจนทำให้รู้สึกผูกพันห่วงหาเขาพอเขามาเหินห่างไป นัฏนรีก็อดที่จะรู้สึกหวั่นไหวไปกับคำพูดของ
ปัญจพลไม่ได้
ปัญจพลสังเกตเห็นสีหน้าเศร้าสร้อยของนัฏนรีแล้วเขาก็รีบชวนพูดคุยเรื่องของสุนัขทันที คราวนี้ นัฏนรี ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที เมื่อต้องเล่าถึงพฤติกรรมของเจ้าหมีพูให้กับทั้งสองฟัง
จนกระทั่งได้เวลากลับ นัฏนรีก็รีบพูดตามที่ปัญจพลขอร้องเอาไว้ให้ลิลลี่ช่วยดูแลเจ้าลูกสุนัขสี่ตัวที่จะนั่งในรถไป
“ตอนมา คุณยังเอาพวกมันมาได้เลยทำไมตอนกลับถึงเอากลับเองไม่ได้ล่ะ”
ลิลลี่ นึกสงสัย ปัญจพลหันไปมองหน้านัฏนรีเพื่อจะให้ช่วยหาเหตุผลที่น่าฟัง
“คุณพีเจ.จะพาเจ้าสี่ตัวแวะหาหมอไม่ใช่หรือคะ”
นัฏนรีช่วยหาทางออกให้
“อ๋อ..ใช่ครับ..ถ้าได้คุณลิลลี่ไปช่วยอุ้มช่วยดูแลก็จะดีมากครับ”
ปัญจพลรีบรับลูกต่ออย่างรู้กัน
“ถือว่าช่วยดูแลลูก ๆของดุ๊กดิ๊กเถอะนะจ๊ะลิลลี่”
นัฏนรีช่วยพูดเสริมให้ ลิลลี่พยักหน้า
“เอ๊า..ก็ได้ นี่เห็นแก่ดุ๊กดิ๊กหรอกนะ”
“ขอบคุณครับ..”
ปัญจพล รีบกล่าวขอบคุณเอาไว้ก่อน เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายเปลี่ยนใจเขากุลีกุจอเดินออกจากห้องรับแขกทันทีแต่พอมาถึงหน้าประตูห้องเพื่อจะสวมรองเท้า กลับพบว่ามันเหลือเพียงข้างเดียว เขาเดินวนไปมาบริเวณใกล้เคียงหารองเท้าอีกข้างหนึ่งที่หายไป
“หาอะไรคะคุณพีเจ.”
นัฏนรีถามขึ้นเมื่อเห็นท่าทางร้อนใจของแขกหนุ่ม
“รองเท้าผมหายไปข้างหนึ่งครับ”
นัฏนรีกับลิลลี่จึงช่วยกันเดินตามหารองเท้าให้กับเขา แต่ก็ไม่พบ แม้จะเรียกป้าสมใจมาช่วยตามหาอีกคนแล้วก็ตาม ในที่สุดปัญจพลก็ต้องเลิกราที่จะตามหามันอีกต่อไปเขามีสีหน้าเศร้าสร้อยบอกกับทุกคนว่าเสียดายที่รองเท้าคู่โปรดหายไปหนึ่งข้าง เขาบอกว่าเป็นรองเท้าที่ซื้อมาจากอิตาลีราคาค่อนข้างแพง
“เป็นฝีมือของเจ้าหมีพูแน่เลยที่เอาไปเล่นตอนที่ฉันเดินเข้ามาเห็นมันกำลังจะคาบรองเท้าอยู่ก็เลยดุมันไป”
ลิลลี่บอกให้ทุกคนรับรู้
“ดรีมต้องขอโทษคุณพีเจ.ด้วยจริง ๆค่ะ ถ้าหาไม่เจอดรีมจะชดใช้ให้นะคะ..แล้วก็จะลงโทษเจ้าหมีพูเอง”
นัฏนรีมีสีหน้าไม่สบายใจที่รู้ว่าเป็นฝีมือของสุนัขในบ้านของตน
“ไม่ต้องหรอกครับ ความจริงมันเป็นความผิดของผมเองที่ไม่ถอดรองเท้าวางไว้ที่เก็บรองเท้าอย่าไปโทษเจ้าหมีพูเลยนะครับ” ปัญจพลรีบบอก
“แต่รองเท้าของลิลลี่ก็ถอดวางไว้ที่เดียวกับคุณนี่คะไม่เห็นจะหายไปเลยสักข้าง สงสัยว่าเจ้าหมีพู มันจะไม่ชอบหน้าคุณมากกว่าก็เลยอยากจะแกล้งเล่น”
ลิลลี่บอกด้วยสีหน้าแสดงถึงความสะใจเล็กๆ
“หมาที่ไหนจะแกล้งคนได้ล่ะคุณ พูดเป็นเล่น”
ปัญจพลพูดไปแล้วเขาก็ยังรู้สึกไม่แน่ใจตัวเองเลยเพราะมันอาจจะเป็นอย่างที่ลิลลี่บอกก็ได้เจ้าหมีพูเป็นสุนัขที่ไม่ธรรมเสียด้วย
“เอาไว้ดรีมจะหารองเท้าคุณพีเจ.ให้พบค่ะถ้าหมีพูเอาไปเล่นก็ต้องอยู่ในบ้านนี้แหละค่ะ”
นัฏนรีบอกให้เขาสบายใจ
“รบกวนด้วยนะครับคุณดรีม..แล้วผมจะโทรมาถามนะครับ”
ปัญจพลเกรงใจแต่ก็อยากจะได้รองเท้าคืน