บทที่ 13 เทพา
“มีอันใดหรือ?”
“พระสนมหลานอยู่ตรงนั้นเพคะ”
อวิ๋นิอวี่เข้าใจแล้ว เขาค้อมเอวลงตามอวิ๋นอินอินไปซ่อนในที่มิดชิด
“พี่สาม ท่านทรงทราบได้อย่างไรว่าข้าอยู่ที่ตำหนักสนมเหมย?”
อวิ๋นิอวี่หัวเราะเสียงเบา “ข้าอยู่หน้าประตูหอร้อยหนังสือแล้วเห็นเ้า เพียงแต่เ้าเดินเร็วเกินไป ข้าไล่ตามไปก็เห็นเ้าถูกพวกนางกำนัลจางพาตัวไปพอดี”
“พี่สาม แล้ววันนี้ท่านช่วยข้าไว้จะทำให้สนมเหมยไม่พอใจหรือไม่?”
“ก่อนเสด็จพ่อจะแต่งตั้งรัชทายาท นางมององค์ชายองค์ไหนก็ไม่สบอารมณ์ทั้งนั้น” เมื่อเห็นใบหน้าของอวิ๋นอินอินยังเต็มไปด้วยความกังวล อวิ๋นิอวี่ก็อดจะลูบผมของเด็กสาวไม่ได้ “พอแล้ว ดูใบหน้าน้อย ๆ ที่เคร่งเครียดนี่สิ เทียบกับสถานการณ์ของเ้าแล้ว ข้ากลับเป็ห่วงเ้ามากกว่าเสียอีก เมื่อครู่สนมเหมยเรียกเ้าไป นางได้สร้างความลำบากให้เ้าอีกหรือไม่?”
อวิ๋นอินอินเม้มปาก ไม่อยากพูดเื่ที่สนมเหมยจะฆ่าตนกับอวิ๋นิอวี่ แม้เขาจะอ่อนโยนและเป็ห่วงเ้าของร่างเดิม แต่ก็เป็เพียงองค์ชายที่ไม่ได้รับความโปรดปรานเท่านั้น ขีดความสามารถของเขามีจำกัด นางไม่อาจทำให้เขาพลอยเดือดร้อนไปด้วย
“เ้าไม่กล่าวข้าก็เดาได้ ่นี้เพราะเื่ที่ต้าโจวจะคัดเลือกพระชายา สนมเหมยจึงขอให้เสด็จพ่อทรงแก้ไขกฎที่มี มาแต่งตั้งองค์หญิงใหญ่เป็รัชทายาทได้ เพียงแต่เสด็จพ่อทรงไม่เห็นด้วย เดิมนางก็เห็นเ้าขัดตาอยู่แล้ว ยามนี้เ้าหายป่วย นางคงยิ่งไม่ยอมปล่อยเ้าไป”
แววตาของอวิ๋นิอวี่ที่ใช้มองอวิ๋นอินอินเต็มไปด้วยความเป็ห่วง สงสาร และจนใจที่ตนมีความสามารถไม่มากพอ
“พี่สามวางใจเถิด ข้าได้คิดวิธีรับมือไว้แล้ว”
“โดยอาศัยเสด็จอาน่ะหรือ?” อวิ๋นิอวี่หัวเราะเสียงเบา “หากเสด็จอาทรงช่วยเ้าจริง ๆ สนมเหมยย่อมไม่กล้าทำอันใดเ้าแน่ เพียงแต่เสด็จอาทรงมีอุปนิสัยเ็า นอกจากกองทัพและราชสำนักแล้ว เื่อื่นหรือผู้อื่น แต่ไรมาเขาก็ทรงไม่สนพระทัยทั้งสิ้น”
ใครจะกล้าว่าไม่ใช่เล่า! เสด็จอาผู้หล่อเหลาคนนั้น หัวใจทั้งเ็าทั้งแข็งโป๊ก
“โอกาสที่พี่สามได้พบเสด็จอามีมากกว่าข้า เช่นนั้นเล่าเื่ผู้สำเร็จราชการแทนองค์จักรพรรดิผู้นี้ให้ข้าฟังได้หรือไม่ ให้ข้าสามารถเอาใจให้ถูกจุด ไม่เช่นนั้นทุกครั้งที่ข้าป้อยอล้วนแต่ไปถูกจุดที่ไม่ควรโดนทั้งนั้น”
“ที่จริงที่ข้ารู้ก็มีไม่มากนัก” อวิ๋นิอวี่ยิ้มบาง จากนั้นกล่าวว่า “เสด็จอาเป็โอรสบุญธรรมที่เสด็จปู่ทรงพากลับมาจากนอกวัง และมีข่าวลือว่าเป็โอรสแท้ ๆ ของเสด็จปู่ด้วย ตอนที่เสด็จปู่ทรงสิ้นพระชนม์นั้น เจตนาเดิมของเสด็จพ่อคือแต่งตั้งพระองค์เป็เสียนหวาง แต่คิดไม่ถึงว่าเสด็จอาที่ทรงมีอายุได้เพียงสิบชันษาจะทรงขอไปอยู่ในกองทัพด้วยพระองค์เอง นับั้แ่อายุสิบสอง เขาก็ตามทัพไปออกรบจนอายุสิบห้า จึงได้นำทัพออกศึกด้วยตัวเอง ระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี สร้างผลงานการศึกนับครั้งไม่ถ้วน จนรับสมญานามเทพาได้อย่างไม่ต้องละอาย”
อวิ๋นอินอินฟังจนจิตใจฮึกเหิม นางเงยหน้าขึ้นมองอวิ๋นิอวี่มีสีหน้าหมองหม่นที่ปิดไม่มิด ในใจก็อดภาคภูมิใจในตัวเองไม่ได้ ไม่เสียทีที่เป็ขาทองคำท่อนใหญ่ที่ข้าเล็งไว้!
“เช่นนั้นภายหลังเล่า?”
“ภายหลังเสด็จอาทรงกลับวัง เข้าร่วมกิจของราชสำนัก เสด็จพ่อก็ทรงลุ่มหลงในความรื่นเริง จึงค่อย ๆ มอบราชกิจให้กับเสด็จอา ปีที่แล้วถึงกับทรงแต่งตั้งเสด็จอาเป็ผู้สำเร็จราชการแทน”
อวิ๋นิอวี่เห็นอวิ๋นอินอินฟังจนเคลิบเคลิ้ม ก็โบกมือดึงความคิดของนางกลับมา
“ไม่รู้ว่าเป็เพราะสิ่งที่ได้ประสบมาในยามเยาว์วัยหรือไม่ นิสัยของเสด็จอาช่างเ็าและรักสันโดษ ไม่เคยเป็มิตรกับผู้ใด เมื่อก่อนเคยมีคนคิดจะประจบเอาใจ แต่สุดท้ายจุดจบล้วนไม่ดีนัก ที่ร้ายแรงที่สุดก็คือ ปีที่แล้วเสด็จอาถึงกับขี่ม้าเหยียบหลี่จงถังจนตาย นับแต่บัดนั้น ก็ไม่มีผู้ใดกล้าไปรบกวนความสงบสุขของเสด็จอาตามอำเภอใจอีก ด้วยเกรงว่าจะกลายเป็หลี่จงถังคนถัดไป”
อวิ๋นอินอินเบิกตาทั้งคู่กว้าง ในใจนางเข้าใจอยู่บ้างว่าเหตุใดพระมเหสีจิ่งถึงห้ามไม่ให้นางไปหาเสด็จอาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“เ้าเก้าน้อย เ้ายังคิดจะไปหาเสด็จอาให้ทรงช่วยเหลืออยู่หรือไม่?”
“แน่นอนเพคะ” อวิ๋นอินอินยิ้มให้อวิ๋นิอวี่อย่างเ้าเล่ห์ “ก็เพราะเสด็จอาทรงเป็เช่นนี้ จึงสามารถสะกดสนมเหมยไว้ได้ไม่ใช่หรือ?”
อวิ๋นิอวี่ตะลึงไปครู่หนึ่ง หากไม่ใช่เพราะใบหน้าเหมือนกันแล้วล่ะก็ เขาก็เกือบจะคิดว่าน้องเก้าผู้นี้ไม่ใช่น้องหญิงเก้าที่เขารู้จักเสียแล้ว
“เ้าเก้าน้อย หากไม่มีความจำเป็ถึงที่สุดแล้วล่ะก็ อย่าพึ่งไปหาเสด็จอาเลย ไม่เช่นนั้นเ้าย้ายไปอยู่ที่ข้า…”
“พี่สามเพคะ ข้าจำได้ว่าเมื่อก่อนท่านชอบเอาขนมแป้งข้าวเหนียวมาให้ข้า ครั้งนี้ท่านได้นำมาหรือไม่? ข้าอยากกินแล้ว” อวิ๋นอินอินขัดคำพูดของอวิ๋นิอวี่ และแหงนหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย พร้อมพูดเสียงหวาน เสมือนน้องสาวแสนไร้เดียงสาที่ตะกละอยากกินขนมหวานคนหนึ่ง
อวิ๋นิอวี่รู้ว่าอวิ๋นอินอินไม่อยากทำให้ตนเองเดือดร้อนไปด้วย และก็รู้ว่า ตนเองในยามนี้ไม่มีความสามารถอันใดไปปกป้องนาง ใบหน้าที่อบอุ่นดุจแสงอาทิตย์ก็มีความจนใจวาบผ่าน
“ข้าเตรียมไว้จริง ๆ ทว่าวันนี้รีบมาจึงไม่ได้นำมาด้วย รอตอนกลางคืน ข้าค่อยแอบไปส่งให้เ้าที่ตำหนักเย็นแล้วกัน” อวิ๋นิอวี่พูดแซวต่อ “เมื่อครู่ข้ายังเสียใจว่าน้องเก้าตัวน้อยของข้าเติบโตเป็ผู้ใหญ่เสียแล้ว จะไม่มาทำตัวติดพี่ชายสามผู้นี้อีกแล้ว ยามนี้ดูไป คงเป็ข้าที่คิดมากไปเอง”
“พี่สามท่านคิดมากไปแล้วจริง ๆ เพคะ เ้าเก้าน้อยของท่านเป็ลูกอมติดหนึบที่ตัดสินใจยึดติดท่านตลอดชีวิตไปแล้ว”
เ้าของร่างเดิมก็คงคิดเช่นนั้นกระมัง ไม่อย่างนั้น ในตอนที่นางเห็นพี่สามผู้นี้ หัวใจทั้งดวงคงไม่ถูกห่อหุ้มด้วยความอบอุ่น อยากใกล้ชิดออดอ้อนเขา
“ได้ พี่สามจะให้เ้าเกาะติดไปตลอดชีวิตเลย”
สำหรับน้องสาวที่อยู่เบื้องหน้าผู้นี้ อวิ๋นิอวี่ใจอ่อนมากเกินไป เมื่อก่อนในยามที่เขาใจหดหู่หม่นหมองก็มักจะมาหานาง บ่นกับนางเกี่ยวกับทุกสิ่ง ทุกครั้งนางก็มักจะนั่งอยู่ข้าง ๆ คอยรับฟัง และมอบรอยยิ้มให้เขา
“พี่สาม ข้าไปก่อนนะเพคะ หากคนมาเห็นข้ากับท่านอยู่ด้วยกันจะไม่ดีต่อท่าน”
“ข้าไม่กลัว”
อวิ๋นิอวี่ดึงอวิ๋นอินอินที่หมุนกายจะจากไปไว้หันกลับมา จนนางจนใจ “ข้ารู้ แต่พี่สามก็ควรคิดเผื่อพระสนมหลานเช่นกันนะเพคะ”
อวิ๋นิอวี่ยิ้มอย่างขมขื่น คลายมือออกและมองดูอวิ๋นอินอินที่จากไป
เมื่อกลับมาถึงตำหนักเย็น ท้องฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว อวิ๋นอินอินเห็นพระมเหสีจิ่งที่รออยู่ในลาน บนโต๊ะหินยังมีอาหารเย็นที่กินไปไม่ถึงสองคำ
“เสด็จแม่เพคะ เหตุใดจึงยังไม่ทรงเสวยอาหารดี ๆ อีกแล้วเล่า? ข้าบอกแล้วว่าไม่ต้องรอข้าไม่ใช่หรือ?”
“แล้วเ้าเล่า ไปที่ใดมา? นับั้แ่เช้าจนถึงบัดนี้ เ้ารู้หรือไม่ว่า แม่ แม่…” พระมเหสีจิ่งเสียงสั่นเครือ ดวงตาแดงก่ำ “ช่างเถิด ไม่พูดแล้ว เ้าหิวหรือไม่? มากินสักหน่อยเถิด”
นางรู้ว่าที่พระมเหสีจิ่งเป็เช่นนี้เพราะก่อนหน้าสนมเหมยวางยาลูกสาวนางจนทำให้มีเงามืดอยู่ในใจ ดังนั้นเวลานี้นางจึงเหมือนนกที่หวาดกลัว คิดมากไปทั่ว เมื่อเห็นอวิ๋นอินอินเป็เช่นนี้ นางก็ยิ่งเป็ห่วง จนเด็กสาวรู้สึกผิดในใจ
“ขออภัยด้วยเพคะเสด็จแม่ ข้า… ที่จริงข้าไปหาเสด็จอามา แต่ว่าท่านวางใจได้ ข้าเพียงนั่งเงียบอยู่นอกประตูตำหนักเท่านั้น ไม่ได้เข้าไปเพคะ” คิดอยู่ครู่หนึ่ง อวิ๋นอินอินก็ตัดสินใจพูดอะไรเล็กน้อยเพื่อไม่ให้พระมเหสีจิ่งเป็ห่วง
“เ้าว่าอย่างไรนะ? เ้าไปตำหนักเซ่อเจิ้งหวางอย่างนั้นหรือ? เ้ารับปากข้าว่าจะไม่ไปหาเสด็จอาของเ้าไม่ใช่หรือ?”
เห็นว่าพระมเหสีจิ่งไม่เพียงไม่สงบใจลงแม้แต่น้อย ทั้งกลับยังร้อนรนขึ้นอีกด้วย อวิ๋นอินอินก็ยิ้มขมขื่น เสด็จอาผู้หล่อเหลาน่ากลัวถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?
“เสด็จแม่ ข้าเพียงแต่ลองไปดูเท่านั้น อีกทั้งคนเขาก็ไม่ได้ให้เข้าไปตามใจ สุดท้ายข้าก็ยังไม่ได้พบเสด็จอา ท่านผ่อนคลายเถิด ผ่อนคลายนะเพคะ” อวิ๋นอินอินพูดไป พร้อมลูบหลังให้พระมเหสีจิ่งอย่างปลอบโยน
เมื่อได้ยินว่าไม่ได้พบ หัวใจของพระมเหสีจิ่งจึงได้ผ่อนคลายลง แต่ยังคงกำชับอย่างไม่วางใจ “วันหลังข้าไม่อนุญาตให้ไปอีก เข้าใจหรือไม่”
หากไม่ให้ไปขอความช่วยเหลือจากเสด็จอา แล้วจะให้นั่งเป็เด็กดีรอความตายอยู่ในตำหนักเย็นอย่างนั้นหรือ?
อวิ๋นอินอินไม่อยากพูดความจริงพวกนี้กับพระมเหสีจิ่ง หลายวันที่อยู่ด้วยกันมานี้ รวมกับความทรงจำของเ้าของร่างเดิม นางจึงรู้อย่างลึกซึ้งแล้วว่าท่านแม่ผู้นี้ห่วงหน้าพะวงหลังไร้ความทะเยอทะยานเพียงใด
หากพูดไม่น่าฟังออกไป ก็เท่ากับรังแกคนอ่อนแอ
“เพคะ ข้าไม่ไปแล้ว” อวิ๋นอินอินรับปาก จากนั้นเปลี่ยนหัวข้อสนทนา ดึงพระมเหสีจิ่งไปกินข้าว
ยามที่ถือชามไว้ อวิ๋นอินอินก็ร้องะโอย่างตื่นเต้นขึ้นมา “ข้านึกวิธีออกแล้ว!”