บทที่ 12
โจ๊กหรูหรากับแผนล่าสัตว์ที่สะดวกสบาย
ระหว่างการสวดภาวนาขอบคุณเหล่าทวยเทพและคนทำอาหารมื้อสำคัญ ทุกคนได้แต่จ้องมองอาหารตรงหน้าพร้อมกลืนน้ำลายไปหลายอึก
เจสันไม่นึกว่าปลาที่เขาหามา จะสามารถนำไปทำอาหารอันหรูหราได้มากกว่าการย่าง หรือหมักเกลือตากแห้งเก็บไว้กินเป็เสบียงในฤดูหนาว โจ๊กธัญพืชก็ช่างน่าสนใจเช่นกัน มันส่งกลิ่นหอมของเมล็ดข้าวและถั่วที่ผ่านการคั่วอย่างพอดี ใบหญ้าแปลกประหลาดที่ผสมอยู่ด้วยส่งกลิ่นคล้ายกับกระเทียมหัวใหญ่ ซึ่งเป็ส่วนประกอบหลักของอาหารในเมืองที่ตนเคยลิ้มลองเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น
เนื้อปลาผัดน้ำมันกลิ่นกระเทียมถูกหั่นเป็ชิ้นพอดีคำ ความร้อนพอเหมาะและเวลาปรุงกำลังพอดีไม่ทำให้เนื้อปลาเละหรือเปื่อยจนยุ่ย องค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของอาหารมื้อนี้ คือ หนังปลาทอดกรอบสีเหลืองทองที่คนส่วนใหญ่ไม่คิดจะกิน รสชาติของมันช่างอร่อยจนเขาอยากจะขอเพิ่มอีกสักหลายสิบชิ้น
คนส่วนใหญ่ในโลกแห่งนี้คิดว่าหนังปลานั้นสกปรกและเป็ของชั้นต่ำเนื่องจากมีเพียงสัตว์ป่าเท่านั้นที่กัดกินส่วนดังกล่าว แต่วันนี้เจสันได้เปลี่ยนความคิดนั้นโดยสิ้นเชิงแล้ว
ท่ามกลางซุปเมล็ดธัญพืชที่ถูกต้มจนเปื่อยยังมีชิ้นส่วนหนุบหนับที่เจสันบอกไม่ได้ว่ามันคืออะไร แต่เขาเชื่อว่ามันควรจะเป็ส่วนผสมพิเศษที่ทำให้รสชาติของโจ๊กถ้วยนี้มีกลิ่นอายคล้ายแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์ของฤดูใบไม้ผลิ ในใจอยากจะถามออกไปแต่ปากที่ตักอาหารเข้ามาเติมเต็มตลอดเวลา กำลังอยู่สภาพที่ไม่ว่างจะส่งเสียงหรือเอื้อนเอ่ยคำใด
ชายหนุ่มคิดไปเรื่อยเปื่อยระหว่างจ้องมองซิสเตอร์ทั้งสองและเด็กน้อยหลายสิบคนที่กินอาหารอย่างมูมมาม เขาไม่คิดมาก่อนเลยว่าธัญพืชระดับต่ำที่เป็เพียงของเหลือจากชาวบ้านจะถูกนำมารังสรรค์เป็อาหารอันแสนอร่อยได้ขนาดนี้
เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่อึดใจช้อนไม้ก็กระทบกับก้นถ้วยดังกึก บ่งบอกจุดสิ้นสุดของมื้ออาหาร
เด็กน้อยทั้งหลายอิ่มเอมกับอาหารอร่อยจนใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความสุข อากาศเย็น ๆ กับโจ๊กร้อน ๆ ช่างเข้ากันได้อย่างไม่น่าเชื่อ ร่างกายของเจสันรู้สึกอบอุ่นขึ้นและเปี่ยมไปด้วยพลังอย่างบอกไม่ถูก หลังจากนั้นทุกคนเริ่มเก็บอุปกรณ์การกินไปทำความสะอาด เจสันจึงลุกออกจากที่นั่ง เดินตามพวกเขาไปล้างโถไม้ใบใหญ่ที่ตนเองใช้งาน ระหว่างนั้นก็ได้ยินเสียงพูดคุยของซิสเตอร์และเ้าหนูคิท
“ซิสเตอร์ครับ ปลาอีกสองตัวที่เหลือข้านำไปหมักเกลือและน้ำมันกระเทียมป่าแล้วนะครับ คิดว่าคงพอเก็บไว้กินในอีกสองหรือสามเดือนได้”
“ขอบคุณมากนะคิท วันนี้เ้าไปพักผ่อนร่วมกับน้อง ๆ เถอะ ประเดี๋ยวพวกข้าจะจัดเก็บของในครัวเอง...” ซิสเตอร์แอนยังคงง่วนอยู่กับการนำโถและอุปกรณ์ต่าง ๆ ไปล้างทำความสะอาด “อย่าลืมให้เ้าเจมส์เอาฟืนไปเติมในเตาผิงด้วยเล่า เดี๋ยวจะหนาว..”
เมื่อได้ยินว่าปลาที่ตนหามาให้ทำประโยชน์ให้กับที่แห่งนี้ได้มากมาย คนหนุ่มจึงยิ้มอย่างยินดี โถไม้ที่ล้างจนสะอาดเอี่ยมถูกพักตากลมไว้ในที่ของมันแล้ว หลังจากนั้นเ้าตัวก็เดินไปตักน้ำถังใหญ่จากบ่อน้ำนอกอาคารหินเพื่อนำมาเปลี่ยนกับของเก่าที่ถูกล้างเศษอาหารจนสกปรก
ท้องฟ้าที่มืดมิดบอกเวลาพลบค่ำให้ทุกชีวิตได้ทราบ แสงจากคบไฟสลัวไม่อาจสู้กับแสงจันทร์ทั้งสองดวงและดาวเต็มฟ้า ลมเย็นพัดแรงจนคนหนุ่มรู้สึกขนลุกชัน ความแตกต่างของอากาศข้างนอกทำให้เขาพลันนึกขึ้นได้ ว่าอุณหภูมิภายในอาคารใหญ่ช่างแตกต่างจากฤดูกาลก่อนที่เขาเคยแวะเวียนมามากมายนัก ผนังรอบนอกก็แปลกตาไปจากเดิม ทุกส่วนของกำแพงมีกองฟางแห้งวางทับอยู่เป็มัดจนหนาเตอะ
ช่างเป็แนวความคิดที่เยี่ยมยอดท่ามกลางความขัดสน ในใจของเจสันได้แต่คิดว่าการเปลี่ยนแปลกอันน่าเหลือเชื่อเหล่านี้เป็ความคิดของบัณฑิตน้อยหรือเปล่า
เมื่อถังไม้ในห้องซักล้างถูกเปลี่ยนถ่ายเรียบร้อย คนหนุ่มก็เดินเข้าอาคารตรงไปยังห้องนั่งเล่น ภาพที่เห็นเป็ความอบอุ่นกลมเกลียวของเด็กน้อยทั้งหลาย ศูนย์กลางของกลุ่มชนเป็เ้าหนูมหัศจรรย์คนเดิม เจสันรู้สึกภูมิใจกับภาพตรงหน้า เขาแทบจะไม่เชื่อสายตัวเองเลยว่าเด็กน้อยผอมแห้งใกล้ตายคนนั้น จะกลายเป็ที่พึ่งพิงให้กับทุกคนได้มากขนาดนี้
แม้แต่เด็กใกล้ตายยังเปลี่ยนตัวเองได้ แล้วทำไมคนอย่างเขาจะต้องจมปลักอยู่กับความคดโกงและการกระทำในอดีตของบิดาด้วยเล่า ชีวิตของชายหนุ่มอายุยี่สิบควรจะแต่งงานมีครอบครัวมีลูกตัวเล็ก ๆ วิ่งซนในบ้านได้แล้ว ไม่ต้องคอยยึดติดกับอำนาจปลอม ๆ ของการเป็บุตรชายหัวหน้าหมู่บ้านอีกต่อไป
พ้นฤดูหนาวเมื่อใด เขาจะย้ายออกมาสร้างบ้านใหม่สักหลัง
จากนั้นก็จะได้เริ่มต้นใช้ชีวิตสร้างครอบครัวของตนเองเสียที
หลังจากเล่นกับเด็ก ๆ อีกสักพักพร้อมครุ่นคิดเพื่อวางแผนชีวิตของตนเองในหัว เจสันก็พบว่าตนเองอยู่ที่โบสถ์นานเกินไปจนชายหนุ่มรู้สึกว่าควรปลีกตัวกลับบ้านของตนได้แล้ว ก่อนจะจากลาครอบครัวของโบสถ์แสนอบอุ่น คิทก็เข้ามาซักถามเพิ่มเติมเล็กน้อย
“พี่เจสันครับ ข้าพอจะมีไอเดียบางอย่างที่จะช่วยทำให้เรามีเนื้อสัตว์กินบ่อยมากขึ้น พรุ่งนี้พี่แวะมาหน่อยได้ไหมครับ”
“ได้เลยคนเก่ง พรุ่งนี้่สายก่อนข้าออกไปล่าสัตว์จะแวะมาหาแล้วกัน” มือใหญ่ขยี้หัวเ้าตัวเล็กก่อนจะจากไปอย่างรวดเร็ว ร่างกายของเขาเรืองแสงอ่อน ๆ ในความมืดโดยที่เ้าตัวไม่ทันได้สังเกต ซิสเตอร์ที่ออกมายืนส่งผู้มีพระคุณถอนหายใจอย่างโล่งอกที่ความลับด้านสรรพคุณของอาหารฝีมือเ้าหนูคิทยังไม่ถูกเปิดเผย
วันนี้นับเป็อีกวันที่สมาชิกของโบสถ์ไวท์วิงส์อยู่กันอย่างมีความสุข เด็กน้อยร่างกายมอมแมมทำความสะอาดตัวเองด้วยผ้าหยาบชุบน้ำอุ่น จากนั้นก็เข้าสู่นิทราภายใต้ไออุ่นที่มีให้กันและกัน
.....
วันถัดมา พี่ชายร่างใหญ่ก็มาพบคิทตามที่บอกเอาไว้ เครื่องแต่งกายค่อนข้างหนาและดูอุ่น ผ้าคลุมผืนใหญ่ที่ทำจากขนกระต่ายนุ่มนิ่มทำให้เขาดูคล้ายหมีั์ใจดี อาวุธหลักที่เขาพกมาเป็ธนูที่ทำจากไม้ดัดขึ้นลำด้วยเชือกเหนียวจนตึง กระบอกใส่ลูกศรที่สะพายอยู่ข้างเอวมีขนนกหลากสีโผล่ออกมาให้เห็น
อาวุธของเจสัน เป็ธนูคันนี้อย่างไม่ต้องสงสัย เมื่อวานชายหนุ่มได้อธิบายไว้แล้วว่ามันเป็ทางเลือกส่วนใหญ่ของผู้ที่หาเลี้ยงชีวิตด้วยการเป็ฮันเตอร์ หลังชวนพี่ชายร่างั์กินอาหารเช้าแสนอร่อยที่เก็บไว้ให้ คิทก็เริ่มอธิบายรายละเอียดของกับดักจับกระต่ายถึงสามแบบที่มีเป้าหมายในการจับแตกต่างกันไป
กับดักแบบแรกเป็เพียงบ่วงเชือกที่ใช้สำหรับดักจับสัตว์เล็กที่เดินไปมาตามเส้นทางหากินของพวกมันเท่านั้น คิทพยายามสาธิตวิธีการใช้งานให้เจสันดู ซึ่งชายหนุ่มเรียนรู้มันได้อย่างรวดเร็ว มันเป็กับดักอย่างง่าย ความสำเร็จต่ำ แต่สามารถวางทิ้งไว้ได้หลายจุดเพื่อเพิ่มโอกาสให้มากขึ้น
แบบที่สองเป็กับดักหลุมที่มีไม้ปลายแหลมอยู่ด้านใน ความลึกต้องพอเหมาะและมีการทำป้ายเตือนหรือสัญลักษณ์ระวังภัยเอาไว้เนื่องจากมันสามารถทำอันตรายได้ทั้งคนและสัตว์ ความระมัดระวังในการใช้งานจึงต้องเพิ่มสูงขึ้น เหยื่อล่อพวกถั่วหรือธัญพืชชั้นต่ำเป็สิ่งที่เพียงพอแล้วที่จะทำให้กับดักชนิดนี้ทำงาน
กับดักสุดท้ายมีกลไกที่ซับซ้อนและใช้ไม้เหนียวหรือโลหะในการประกอบ คิทอธิบายการทำงานของมันคร่าว ๆ แต่ก็ต้องพบกับทางตันเนื่องจากในขณะนี้ไม่มีวัสดุที่เหมาะสมกับการสร้างมันขึ้นมา เจสันพยายามจำแิดังกล่าวแล้วรับปากว่าจะหาไม้หรือเถาวัลย์ที่เหนียวและแข็งแรงกลับมาให้คิทได้ทดลองถ้าหากมีโอกาส มันเป็กับดักชนิดเดียวที่สามารถจับสัตว์แบบยังมีชีวิตกลับมาได้
ความคิดด้านการจับสัตว์มาเลี้ยงเป็อาหารทำให้เจสันรู้สึกตื่นเต้น
คิทได้เปิดมุมมองใหม่ในการล่าสัตว์ให้กับเจสันเพื่อผลประโยชน์ของทุกฝ่าย เขาไม่ใช่คนมองโลกในแง่ดีที่ให้ความรู้กับคนอื่นอย่างง่ายดาย แต่เพราะประเมินแล้วว่าคนอย่างเจสันคงต้องแบ่งปันอาหารจำนวนมากที่ได้มาจากผืนป่ากับโบสถ์แห่งนี้เป็แน่ จึงวางใจบอกทุกอย่างออกไป
สามสี่วันหลังจากนี้คงจะมีข่าวดี อาหารการกินของน้อง ๆ และซิสเตอร์ในโบสถ์คงจะดีมากขึ้น
่เที่ยงเจมส์กลับมาพร้อมกับฟืนไม้จำนวนมาก เป็ภารกิจที่เขาทำทุกวันจนเป็นิสัย ลานกว้างถัดออกไปจากที่พักจึงเต็มไปด้วยเชื้อเพลิงให้ความอบอุ่นและประกอบอาหาร่ฤดูหนาว แต่จากปริมาณที่เ้าตัวและซิสเตอร์บอกไว้ มันยังไม่เพียงพอ
เวลาเหลือน้อยลงทุกที อีกไม่ถึงสองสัปดาห์หิมะแรกคงจะเริ่มโปรยปรายแล้ว เด็กหนุ่มผู้แข็งแกร่งจึงต้องทำงานหนักขึ้น และเพราะอาหารที่คิทปรุงทุกวัน ทำให้ร่างกายและพละกำลังของเจมส์พัฒนาไปอีกขั้น ทุกครั้งที่ออกจากป่าจึงมักมีหัวมันหวานติดไม้ติดมือกลับมาเสมอ ห้องเก็บเสบียงที่เต็มจนล้นจึงไม่สามารถรองรับพวกมันได้อีกต่อไป
สายตาของคิทจึงมองไปรอบ ๆ เพื่อหาทางออกที่เหมาะสม...
ใบไม้แห้งที่กองทับถมโดยรอบจำนวนมากทำให้คิทเสนอวิธีการทำมันเผาสไตล์ญี่ปุ่นแบบที่ตนเองเคยเห็นผ่านอินเทอร์เน็ต เขาไม่รู้ว่ามันจะให้ผลลัพธ์ที่ดีหรือเปล่า แต่ก็น่าทดลองไม่ใช่น้อย ใบไม้แห้งกองใหญ่จึงถูกสร้างขึ้นด้วยน้ำมือของน้อง ๆ สิบกว่าคน พวกมันทับถมอยู่บนกองมันหวานที่เจมส์หามาได้
หลังไฟถูกจุดขึ้น เด็ก ๆ ก็มายืนรับไออุ่น ใบไม้แห้งเป็เชื้อเพลิงอย่างดีที่ให้เปลวไฟค่อนข้างร้อนแรงและเผาไหม้อย่างรวดเร็ว หัวมันที่อยู่ข้างใต้ถูกอบจนเริ่มส่งกลิ่นหอม ไม่ถึงสิบห้านาทีเปลวไฟก็มอดดับลง เหลือไว้เพียงขี้เถ้าสีขาว หัวมันถูกเขี่ยไปมาอีกรอบแล้วคิทก็บอกให้น้อง ๆ หาใบไม้แห้งมาอีก
เขาอยากทำให้แน่ใจว่ามันสุก จึงตัดสินใจเผาซ้ำอีกครั้ง
เจมส์มองหัวมันที่หามาด้วยตาละห้อย ในใจอยากร่ำไห้เพราะนึกว่าน้องชายคนดีกำลังอยากเผาของกินให้เป็เถ้าถ่าน แต่เขาก็ยังทำตัวเป็พี่ชายใจดี นั่งมองเด็ก ๆ วิ่งวุ่นอย่างสนุกสนาน
(ข้า...ข้าแค่อยากกินหัวมันต้มเกลือเท่านั้น เฮ้อออ...)
หลังไฟกองที่สองถูกจุดจนมอดไหม้ไปอีกครั้ง กลิ่นหอมของมันเผาอันเป็เอกลักษณ์ก็ลอยตลบอบอวล ทุกคนปักใจเชื่ออย่างแน่นอนแล้วว่าคิทจะต้องได้รับพรจากเทพสักองค์ผู้ชื่นชอบการทำอาหารเป็แน่ แม้แต่ของกินที่ถูกเผาจนดำเป็เถ้าถ่านยังส่งกลิ่นหอมได้ขนาดนี้
คนเป็พี่ใหญ่ลำดับสามยิ้มร่า มือน้อยยื่นไปหยิบหัวมันอุ่น ๆ มาอังในมือ ผิวข้างนอกเกรียมกำลังดีและมีไอสีขาวลอยออกมาตามรอยแตกไม่หยุด หลังจากหักหัวมันปรุงสุกออกเป็สองส่วน เนื้อมันสีเหลืองก็เผยตัวเองให้เห็น ข้างในนั้นไม่ได้ดำเป็เถ้าถ่านอย่างที่ทุกคนคิดไว้
เนื้อสุกที่กำลังปลดปล่อยไอร้อนสีขาวถูกกัดเข้าปากคิทเป็คนแรกเพื่อยืนยันว่ามันกินได้
“หวานมาก!” ปากเคี้ยวตุ้ย ๆ จนเนื้อมันที่กัดเข้าไปแทบจะล้นออกมา หลังกลืนมันลงไปคิทก็ยิ้มแฉ่งจนเห็นเศษมันติดฟันเด่นชัด เขายิ้มเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับทุกคน หลังจากนั้นหัวมันที่ผิวนอกไหม้เหมือนถ่านจึงถูกแจกจ่ายออกไป
“ค่อย ๆ กินนะคิท... ปากเลอะหมดแล้ว” แอนนาหยิบผ้าสะอาดมาเช็ดปากน้องชายอย่างเบามือ จากนั้นเธอก็รับหัวมันอีกครึ่งจากคิทเพราะน้องชายคนดีบ่นว่าเธอผอมเกินไปแล้ว
เจมส์และเด็กคนอื่นบิหัวมันกินอย่างมูมมาม ปากพร่ำบอกว่ามันเป็หัวมันที่หวานมากที่สุดที่พวกเขาเคยกินมา คิทไม่ลืมที่จะนำหัวมันอันใหญ่สีดำน่าเกลียดไปให้ซิสเตอร์ลองชิม หญิงชราทั้งสองพยายามกลั้นหัวเราะเมื่อเห็น แต่ดวงตาก็เบิกกว้างอีกครั้งเมื่อได้ลิ้มลองสิ่งที่อยู่ภายใน
ไม่น่าเชื่อว่าในอนาคต... กิจกรรมครั้งนี้จะกลายเป็ประเพณีอันสนุกสนานของหมู่บ้านเรดวู้ดที่ทุกบ้านต้องทำร่วมกันทุกปีก่อนเข้าหน้าหนาว