เวลาเที่ยงตรง ณ ศูนย์ใหญ่ของมายด์เอ็นเตอร์ไพรด์
ตอนนี้ผู้คนภายนอกของอาคารแห่งนี้ต่างสังเกตุเห็นถึงความวุ่นวายภายในได้อย่างชัดเจน ต้นเหตุมันก็มาจากประธานบริษัทกำลังจะกลับมา พนักงานั้แ่คนเปิดประตูจนถึงผู้บริหารต่างหยุดงานที่ทำทั้งหมด เพื่อมารอต้อนรับกันอย่างยิ่งใหญ่ สนามบินหลังบริษัทที่มีขนาดหลายร้อยเอเคอร์ต่างแคบลงไปถนัดตา ไม่นานนักก็ปรากฏเครื่องบินเจ็ท ที่มีตราของบริษัทบินลงมาจอดอย่างรวดเร็ว ซักพักก็ปรากฏร่างชายคนหนึ่งเดินออกมาจากเครื่องบิน
เฟเมอร์ เอ็นเดอร์ริก ชายผู้ที่สามารถสั่นะเืโลกได้เพียงแค่หายใจเท่านั้น เฟเมอร์ยังอยู่ในชุดเดิมที่ไปรับเรย์ที่สนามบิน แต่ก็หาได้มีสายตาดูถูกเหยียดหยามออกมา แน่นอนแม้แต่คนปัญญาอ่อนก็ยังรู้เลยว่าคนที่สามารถมองเฟเมอร์ได้แบบตรงๆ ทั้งโลกนี้สามารถนับได้ด้วยนิ้วมือเพียงข้างเดียว ดังนั้นอย่าว่าแต่ส่งสายตาเหยียดหยามเลย แค่ได้มองตรงๆก็คงไม่มีใครกล้าทำแล้ว
" วันนี้ชั้นจะพักผ่อน ไปเตรียมห้องให้ชั้นเดี๋ยวนี้ " คำสั่งดั่งประกาศิต พนังงานทั้งหมดต่างหลีกทางออกเป็ทางเดินอย่างรวดเร็ว
จากคำพูดไม่กี่ประโยคนี้ทำให้นักข่าวต่างตกตะลึงกันถ้วนหน้า เพราะการที่เฟเมอร์หยุดพักนั้นหาได้ยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก และการหยุดพักของเขาครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกครั้งใหญ่เลยที่เดียว
หลังจากเดินทางซักพักเฟเมอร์ก็ได้มาถึงชั้นที่สูงที่สุดของศูนย์ใหญ่ ชั้นนี้จะไม่ได้รับอนุญาติให้ใครหน้าไหนขึ้นมาเป็อันขาด แน่นอนว่าต่างมีผู้ที่ริลองดีไม่ฟังคำสั่งแน่นอนหลังจากนั้นก็ไม่มีใครเห็นบุคคลเ่าั้อีกเลย จนทุกคนในบริษัทต่างรู้ดีว่าอยู่ให้ห่างจากชั้นนี้เป็ดีที่สุด
เมื่อก้าวเข้ามาในชั้นนี้เฟเมอร์ก็รับรู้ถึงบุคคลอีกสามคนที่มารออยู่แล้ว
" กว่าจะมาถึงน่ะน้องสาม รอจนรากจะงอกอยู่แล้ว " คนที่พูดออกมาคือชายแก่ที่หน้าตาดูดีมีเมตตา หรือลุงหนึ่งนั้นเอง
" ท่านมาแต่ล่ะครั้งข้าวของเครื่องใช้ข้าพังไปเป็แถบเลยน่ะ พี่ใหญ่" เฟเมอร์กล่าว
" แค่กๆๆ ไม่เจอกันนานเลยน่ะน้องสาม " ชายคนที่สองที่พูดออกมา หากมองจากภายนอกนั้นไม่ต่างจากซากศพเดินได้ ร่างการซูบผอม ผิวแห้งกร้าน คล้ายกับมีโรคภัยรุมเร้าอยู่มิขาด
" อู้อี้ๆๆๆ " คนสุดท้ายเป็ชายร่างกำยำ เพียงแต่เขากลับถูกมัดติดกับเก้าอี้จนไม่สามารถขยับได้
" ท่านนี่ยังป่วยไม่หายเลยน่ะ พี่รอง ส่วนน้องเล็กเ้าช่วยอยู่เฉยๆนั้นแหละดีแล้ว ข้าคงไม่อยากให้เกิดาขึ้นในเร็วๆนี้หรอกน่ะ " เฟเมอร์กล่าวพร้อมกับเดินไปหาเครื่องดื่มที่ตู้เย็น
" เ้าคงรู้เหตุผลที่พวกเรามาแล้วซิน่ะ " ลุงหนึ่งกล่าวออกมา
" เกี่ยวกับวันพิพากษา รึเปล่า" เฟเมอร์กล่าวอย่างสงสัย
" ใช่วันนั้นใกล้เข้ามาแล้ว ทุกครั้งเราสามารถจัดการได้อย่างไม่มีปัญหาใดๆ แต่ครั้งนี้เห็นทีคงไม่ง่ายเป็แน่ " สิ้นเสียงทุกคนภายในห้องต่างมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที เพราะว่าอยู่ด้วยกันยาวนานจนมิอาจนับเดือนนับปีได้ พี่ใหญ่ของพวกตนนั้นไม่เคยถอดถอนหายใจเลยแม้แต่ครั้งเดียว
" พี่ใหญ่อะไรทำให้ท่านคิดเช่นนั้น คงไม่ใช่ว่า " เฟอเมอร์เพียงหวังว่าสิ่งที่เลวร้ายที่สุดคงไม่เกิดขึ้นในคราวนี้หรอกน่ะ
" อืมเป็เช่นนั้น ผนึกของท่านผู้นั้นคลายออกแล้ว ตอนนี้นายท่านกำลังเร่งหาทางป้องกันสิ่งที่จะตามมาอยู่ " เฟเมอร์ได้ยินเช่นนั้นก็มีสีหน้าที่เคร่งเครียดยิ่งกว่าเดิม เพราะผนึกมันคลายออกเร็วกว่ากำหนดเป็อย่างมาก
" แค่กๆๆ ตอนนี้เราคงได้แต่หวังว่านายท่านคงจะหาวิธีรับมือได้ ไม่งั้นทั่วทั้งเอกภพนี้คงถึงคราวล่มสลายเป็แน่ "
ทั้งสี่คนมองหน้ากันพร้อมกับแสดงสีหน้าสิ้นหวังอย่างแท้จริง
.
.
.
ณ สถานที่แห่งหนึ่ง ที่ไม่ว่าสิ่งมีชีวิตใดๆในเอกภพนี้ก็มิอาจสรรค์สร้างออกมาได้ มันเป็ปราสาทอันสุดลูกหูลูกตา แต่กลับส่งกลิ่นอายอันน่าสะอิดสะเอียน ออกมาอย่างไม่หยุดหย่อน โดยมีขุนเขาที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กันสิบขุนเขา ตั้งตระหง่านอยู่รอบๆปราสาทแห่งนี้ทั้งสิบทิศ ส่งเสริมให้ปราสาทแห่งนี้ดูน่าเกรงขามและน่ากลัวขึ้นไปอีก
หากเป็ปรกติแล้วที่แห่งนี้คงปราศจากสิ่งมีชีวิตใดๆมาอาศัยอยู่ แต่ ณ ขณะนี้กลับมีบุคคลมากมายนับไม่ถ้วนกำลังยืนจับมือล้อมรอบขุนเขาทั้งสิบอยู่พร้อมทั้งกำลังสวดคาถาอย่างไม่หยุดหย่อน
" พรวด " ทันใดนั้นเองหนึ่งในนั้นก็กระอักเืออกมา
" เป็อะไรรึเปล่า " ชายชราที่อยู่ข้างๆกล่าวออกมา แต่สายตายังคงจ้องไปที่ปราสาทอย่างไม่วางตา
" ตอนนี้ยัง แต่อีกไม่นานน่ะเป็แน่ " สิ้นเสียงทั่วทั้งปราสาทก็เกิดรอยร้าวไปทั่วทั้งหลัง พร้อมกับกลิ่นอายอันชั่วร้ายที่ล้นทลักออกมามากมายมหาศาลยิ่งกว่าเดิม !!!
" ในที่สุดแม้แต่มหาเวทา วังวนอนันตกาล และ กักนิรันดร์ทศทิศ ก็ถูกทำลายลง แสดงว่าท่านผู้นั้นคง " ชายผู้ที่ล้มลงกล่าวด้วยเสียงที่สั่นเครือ
ไม่นานนักปราสาททั้งหลังก็พังลงมา ส่งเสียงกึกก้องกัมปนาทไปทั่วบริเวณ พร้อมกับฝุ่นคลุ้งไปทั่วบริเวณ
จากภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้ บุคคลที่อยู่ทั่วทั้งบริเวณไม่กล้าส่งเสียงออกมาเลยทีเดียว
“ ตึก ๆ ๆ ” ท่ามกลางฝุ่นควันที่ยังลอยคละคลุ้งอยู่ ปรากฎเป็เสีบงฝีเท้าดังขึ้นและกำลังเดินใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
หลังจากฝุ่นควันจางไปก็ปรากฏเป็ร่าง ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาดังเทพบุตร แต่ด้วยสีหน้าที่เ็า และกลิ่นความตาย ความเคียดแค้นที่ ส่งออกมานั้นกลับทำให้เขาดูคล้ายกับพญามัจจุราชก็มิปาน
ชายหนุ่มที่ปรากฎออกมาร่างกายต่างเต็มไปด้วยเื เสื้อผ้าฉีกขาด เรียกได้ว่าสภาพทรุดโทรมสุดๆ แต่แววตากลับแข็งกร้าว ในมือถือสิ่งๆหนึ่งคล้ายๆลูกบอลเอาไว้ หลังจากผ่านไปไม่นานสิ่งที่อยู่ในมือของเขาก็ปรากฏออกมา มันคือศีรษะของผู้ชายคนหนึ่ง ที่แม้ว่าจะเหลือแค่ศีรษะแต่ใบหน้าของเขากลับปกคลุมไปด้วยรอยยิ้ม
“ มดปลวกอย่างพวกเ้าคิดจะทำอะไร คิดว่าการที่พวกเ้ารวมพลังกันจะสามารถกักขังข้าได้นานขึ้น ? ข้าไม่เคยคิดเลยว่าพวกเ้าที่เกิดขึ้นจากพวกข้าจะโง่บัดซบกันได้ขนาดนี้ !!! ” เสียงที่เปล่งออกมานั้นแหบพร่า แต่กับทรงพลังอย่างไม่น่าเชื่อ
“ แต่ก็ดี ข้าจะได้ไม่ต้องเสียเวลาในการตามหาพวกเ้า ยังไงสุดท้ายแล้วพวกเ้าก็ต้องกลายมาที่ฟื้นพลังให้กับข้าคนนี้ !!! ”
สิ้นเสียงดวงตาของชายหนุ่มก็เปลี่ยนไป จิตสังหารต่างล้นทะลักออกมาอย่างไม่หยุดหย่อน พร้อมกับวงเวทขนาดใหญ่ที่ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า ที่ปลดปล่อยกลิ่นอายแห่งความตายออกมาอย่างกับเขื่อนแตก
“ หนีเร็ว ” เมื่อเห็นว่าท่าไม่ดีพวกเขาจึงเตรียมตัวจะหนี
“ คิดว่าพวกเ้าจะหนีข้าพ้น ? ” กล่าวจบร่างของชายหนุ่มก็ไปปรากฎกับคนใกล้ที่สุด และก่อนที่คนๆนั้นจะรู้ตัว หัวของเขาก็ไม่ได้ตั้งบนบ่าอีกต่อไป
.
.
.
“ สุดท้ายก็เป็ได้แค่มดปลวกอยู่วันยังค่ำ ” ชายหนุ่มกล่าวพร้อมกับทิ้งซากของเหล่าผู้มาเยือนที่นอนกองกับเป็ูเาไว้เื้ั
“ สุดท้ายสิ่งที่เ้าอยากปกป้องข้าจะเป็คนทำลายมันทั้งหมดเอง ราเซอร์ ” ชายหนุ่มพูดกับศีรษะที่อยู่ในมือ ก่อนที่ศีรษะในมือจะค่อยๆย่อยสลายจนเหลือแค่กะโหลกสีใสเอาไว้
“ ถึงข้าจะเกลียดเ้ามากขนาดไหน แต่ได้เ้ามาเป็แก้วไวน์ให้ข้าแบบนี้ มันก็ไม่เลวเหมือนกันน่ะ หึๆๆๆๆ ฮ่าๆๆๆๆๆ ” เสียงหัวเราะที่ชายหนุ่มเปล่งออกมานั้นมันช่างเต็มไปด้วยความสะใจ และน่ากลัวเกินจะบรรยายเลยทีเดียว
.
.
.
ณ สนามประลอง Battle royale พวกของเรย์ที่ต้อนหน่วยของโจเซฟ จนไม่สามารถออกมานอกตึกได้เป็เวลากว่าสามวันแล้ว ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ่เช้าวันที่สาม จู่ๆ ก็มีเครื่องบินมาทิ้งซับพลาย บนดาดฟ้าที่พวกโจเซฟกบดานอยู่
“ ดูเหมือนว่าจะกังวลเกินเหตุไปหน่อยแหะ ” เรย์พูดขึ้นหลังจากเห็นว่าสามวันมานี้โจเซฟไม่สามารถตอบโต้พวกตนได้เลย
“ ไม่คิดว่าพวกชั้นเก่งบ้างรึไง ” ไม้กล่าวยิ้มๆ
“ พูดมาได้ แกน่ะเอาแต่นอนมาตลอดสามวันเลยนี่ ” สิงห์กล่าวเหน็บเพื่อนตน
“ เขาเรียกซุ่มยิงโว้ย พลซุ่มยิงบ้านแกหรอไปยืนหัวโด่ให้ข้าศึกมันยิงน่ะ ” ไม้ที่ได้ยิงดังนั้นจึงเถียงกลับ
“ เอาล่ะ วันนี้มาทำให้มันจบเถอะ เดี๋ยวชั้นลุยเอง ” เรย์กล่าวพร้อมหยิบดาบของตนขึ้นมาก่อนเดินตรงไปยังทางเข้าของตึก
“ คิดว่าหัวหน้าจะเป็อะไรไหม ” ไม้หันไปถามสิงห์
“ ก็คงต้องรอดูเอาเองล่ะมั้ง ” สิงห์ตอบ
ด้านเรย์ที่เดินมาด้านหน้าตึก
“ ตึกนี่มันเงียบดีแท้ หวังว่าคงยังไม่ใจนตายกันหมดน่ะ ” สิ้นเสียงก็มี rpg พุ่งมาทางเรย์ทันที
“ วิ้ว ต้อนรับกันได้อบอุ่นดีน่ะ ” เรย์ที่เห็นหัวะเิพุ่งมาทางตนก็ผิวปากอย่างอารมณ์ดี โดยไม่มีร่องรอยแห่งความหวาดกลัวอยู่เลย
“ เคล้ง !!! ”ก่อนที่ะุหัวะเิจะชนเรย์มันกลับแยกออกเป็สองส่วนโดยที่เรย์ยังไม่ได้ขยับเลยด้วยซ้ำ
“ เอ็ย ไอ้พวกโง่แกยิงยังไงว่ะ พวกแกจบปี 1 มาได้ยังไง ”
“ แต่หัวหน้าครับเรายิงโดยมันเต็มๆเลยน่ะครับ แต่อยู่ๆ ะุก็แยกออกจากกันเฉยเลย ”
“ แกคิดว่าชั้นโง่หรอ รีบยิงมันเร็วๆซิว่ะ” โจเซฟที่เห็นเรย์มาโผล่ด้านหน้าก็สติแตก เพราะหลายวันมานี้พวกเรย์ต่างกดดันพวกตนจนแทบจะบ้าอยู่แล้ว ขยับไปไหนก็ไม่ได้ อยู่ได้ห้องโถงกลางเท่านั้น เพราะไม่ว่าใครที่จะออกไปนอกห้องโถงกลางนี้ต่างถูกยิงทิ้งทั้งนั้น ทั้งที่มุมนั้นเป็มุมอับ
บ่งบอกถึงฝีมือพลซุ่มยิงของอีกฝ่ายได้เป็อยางดี
เมื่อได้รับคำสั่งหน่วย C ทั้งหมดก็ระดมยิงไปที่เรย์ทันที
“ ปังๆๆๆๆๆๆ ” แต่ภาพที่เห็นตรงหน้าเหมือนดังฝันร้าย เพราะเรย์แทนที่จะหลบกลับเดินฝ่าดงะุเข้ามาซ่ะงั้นแถมยังไม่โดนยิงแม้แต่นัดเดียวอีกต่างหาก
“ อุตส่าห์ต้อนรับขับสู้กันดีขนาดนี้ คงไม่ตอบแทนไม่ได้แล้ว ” กล่าวจบเรย์ก็พุ่งเข้าหาคนที่ใกล้ที่สุดทันที
“ ฟุบ ” ดั่งราชสีห์ที่อยู่ท่ามกลางฝูงแกะ เรย์และคาตานะในมือดั่งฝันร้ายของหน่วย C เพระทุกครั้งที่กวัดแกว่งดาบจะต้องมีศพเกิดขึ้นเสมอ นอกจากนี้หน่วย C ที่สติแตกก็ดันยิงโดนพวกตัวเองอีกด้วย
“ คร่อก ” ร่างทหารคนสุดท้ายที่ล้มลงหลังจากโดนดาบเสียบเข้าที่ปากจนทะลุ ส่งผลให้โจเซฟกลัวจนทำอะไรไม่ถูกแต่ด้วยความที่ตนเองก็เคยผ่านการรบภาคสนามมาบ้าง จึงกัดฟันพุ่งเข้าหาเรย์พร้อมมีดในมือทันที ทำให้เรย์มองโจเซฟดีขึ้นนิดหน่อย แต่ก็เท่านั้นสุดท้ายร่างโจเซฟก็ไร้ศีรษะอยู่บนพื้นอยู่ดี
“ ประกาศผู้ชนะจากการแข่งขันครั้งนี้ ผู้ชนะจากการแข่งครั้งนี้คือ หน่วยที่ 13” หลังจากโจเซฟตายเสียงประกาศจากระบบก็ดังขึ้น ส่งผลให้ผู้ชมด้านอกต่างก็ตกตะลึงไปตามๆกัน ตำนานของเหล่าวีรบุรุษได้เริ่มขึ้นแล้ว
.
.
.
“ ฉัวะ !!! ” อึก ร่างที่เท่าไหรก็ไม่อาจรู้ได้ ถูกเด็กหนุ่มปริศนาสังหารลงพร้อมกับสีหน้าเ็า
“ ทั้งที่มีพลังขนาดเปลี่ยนแปลงได้ทุกสิ่งแต่ก็ยังไม่ทำ เอาแต่เฝ้ามองอยู่ห่างๆ ช่างเขลายิ่งนักพี่ชายของข้า ” ชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนบันลังก์ขนาดใหญ่กล่าวกับแก้วในมือของตน เพียงแต่แก้วใบนั้นมันคือกะโหลกของคน !!!
“ ถ้าท่านไม่กล้าลงมือ อย่างนั้นข้าจะทำมันเอง หึๆๆ ” ชายหนุ่มแสยะยิ้มพร้อมกับซดของเหลวสีทองที่อยู่ในหัวกะโหลกจนหมดแล้วเดินจากไป
อีกด้าน ภัยร้ายที่สามารถทำลายล้างทั่วทั้งเอกภพก็ได้เริ่มขึ้น
..........................................................................................................................................................