บทที่ 9 ใช้เป็เครื่องมือ
เมื่อฮ่องเต้ที่ประทับอยู่บนบัลลังก์ทอดพระเนตรเห็นหลานชายเข้ามาในท้องพระโรง พระพักตร์เคร่งขรึมก็ผ่อนคลายลง ครั้นเห็นชายหนุ่มทำท่าจะถวายบังคมก็ตรัสขึ้นว่า “ไม่จำเป็ต้องมากพิธี เข้ามาหารือด้วยกันเถอะ”
กู้อวี้เห็นว่าขณะที่จวินเจ๋อเดินผ่านนางไป เขาอาศัยมุมที่คนอื่นมองไม่เห็นยักคิ้วใส่นาง พร้อมทั้งส่งเสียงจุ๊ปากออกมาอย่างยียวนสุดแสน
น่ารังเกียจเสียจริง!
นางลอบขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
เห็นทีคำร่ำลือที่ว่าฝ่าาทรงโปรดปรานและให้ความสำคัญกับเซียวเหยาอ๋องอย่างยิ่งคงจริงแท้ไม่มีเท็จ
จวินเจ๋ออายุเพียงยี่สิบต้น ๆ แต่ดูจากท่าทางเข้าออกท้องพระโรงอย่างคุ้นเคยของเขาก็ทราบได้ว่าฝ่าาคงเรียกตัวมาหารือราชกิจด้วยบ่อยครั้ง
ก่อนหน้านี้ฝ่าายังเคยส่งเขาไปปราบโจรในแดนตะวันตกเฉียงเหนือ และไปปราบปรามฏหนานหมานทางใต้
ใคร ๆ ล้วนทราบว่าเซียวเหยาอ๋องกระทำการตามอำเภอใจ หยาบคายเสเพล แต่โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว เขากลับได้รับความดีความชอบทางทหารอย่างล้นหลาม
ครั้นคิดถึงเื่ที่เขากลั่นแกล้งนางที่สำนักศึกษาหลวง กู้อวี้ก็รู้สึกเหมือนจะหน้ามืด ไม่ง่ายเลยกว่าจะคว้าโอกาสนี้ไว้ได้ หากอีกฝ่ายทำให้นางต้องคว้าน้ำเหลว นางก็คง…
กู้อวี้สูดลมหายใจเข้าลึก ยอมรับอย่างไม่เต็มใจนักว่า นอกจากอดทนอดกลั้น ตนเองก็ไม่อาจทำอะไรได้เลย
ยามอยู่หน้าคนอื่นนางสามารถรักษาความสงบเยือกเย็นเอาไว้ได้ ยามอยู่ต่อหน้าฝ่าา นางก็สามารถรักษาความสุขุมหนักแน่น
มีเพียงเซียวเหยาอ๋องที่น่าชังผู้นี้ที่ทำให้นางสูญเสียการป้องกันอยู่ร่ำไป ความรู้สึกนี้ช่างอัดอั้นทรมานใจยิ่งนัก
ชั่วขณะนั้นกู้อวี้ได้แต่ใช้จินตนาการมาปลอบใจตนเอง
สักวันหนึ่ง เมื่อนางได้กุมอำนาจใหญ่ไว้ในมือ นางจะต้องลงดาบกับเซียวเหยาอ๋องผู้นี้เป็คนแรกแน่นอน
จวินเจ๋อยังคงถวายบังคมฮ่องเต้ด้วยความเคารพ เขาระลึกเสมอว่าผู้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์เบื้องหน้าคือน้าชายของเขา ยิ่งไปกว่านั้นก็ยังเป็เ้าเหนือหัวด้วยเช่นกัน เขาสามารถกระทำตามอำเภอใจได้ แต่จะต้องควบคุมความหนักเบาเอาไว้ให้ดี
ฝ่าาตรัสว่า “กู้ซื่อจื่ออายุน้อยกว่าเ้า แต่กลับหนักแน่นกว่าเ้ามากนัก พวกเ้าเป็คนคุ้นเคยกัน มีอันใดจะชี้แนะก็พูดมาตามตรงเถิด”
ผู้ใดเป็คนคุ้นเคยกับเขากัน!
กู้อวี้ร่ำร้องในใจ นางอยากอยู่ให้ห่างคนผู้นี้ ห่างได้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี
จวินเจ๋อยิ้มพราย กวาดสายตามาทางซื่อจื่อคู่อริ เดิมทีนึกว่าอีกฝ่ายเป็คุณชายรูปงามที่ไม่เข้าใจเื่ราวทางโลกเสียอีก คิดไม่ถึงว่าความคิดอ่านของคนผู้นี้กลับเฉียบแหลมรอบคอบถึงเพียงนี้ ยังเหนือกว่าชนชั้นดาษดื่นในราชสำนักเ่าั้มากมายนัก
ทว่า…
เซียวเหยาอ๋องยกยิ้มมุมปาก จ้องมองอีกฝ่ายตรง ๆ ขณะพูดว่า “แนวทางที่กู้ซื่อจื่อเสนอมายอดเยี่ยมโดยแท้ แต่ยังไม่พูดถึงเื่จัดการสอบใหม่หรือปรับปรุงระบบการสอบรับราชการ เอาแค่ชุมนุมปราชญ์ที่จะจัดขึ้นเร็ว ๆ นี้ บัณฑิตมากมายหลั่งไหลเข้าเมืองหลวง จะเตรียมการต้อนรับอย่างไร? เื่ทั้งหมดนี้ล้วนจำเป็ต้องใช้เงินมหาศาล กู้ซื่อจื่อมีวิธีทำให้ไก่เหล็ก*[1] ในกรมคลังเ่าั้ยอมควักเงินให้หรือไม่?”
กู้อวี้ได้ยินเขาใช้น้ำเสียงเหลาะแหละไม่สำรวม เรียกขุนนางในราชสำนักว่าไก่เหล็ก คนรอบข้างกลับปราศจากท่าทีประหลาดใจ เห็นได้ชัดว่าชินชาเสียแล้ว
ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าคำถามของเซียวเหยาอ๋องทำให้นางต้องคิดหนัก นี่ก็คือความแตกต่างระหว่างผู้ที่อยู่ในราชสำนักและผู้ที่ยังไม่ได้เข้าสู่ราชสำนัก
ถึงนางจะมาจากยุคปัจจุบัน มีความคิดล้ำสมัยสารพัด แต่เมื่อต้องมาอยู่ในราชสำนักยุคโบราณก็ยังคงประสบความลำบากมากมายอยู่ดี
นางเคยได้ยินมาว่าขุนนางกรมคลังขึ้นชื่อเื่ความตระหนี่ถี่เหนียว หาก้าให้พวกเขายอมออกเงินให้ ต้องเดินเอกสารกว่าครึ่งค่อนเดือนยังไม่พอ เงินมาถึงมือแล้วยังถูกหักลบด้วยสาเหตุต่าง ๆ นานา
ไม่ได้มีเพียงกู้อวี้ นางพบว่าคนรอบข้างก็หันศีรษะไปกระซิบกระซาบกัน สีหน้าฉายแววหนักใจ
นางพลันมุ่นคิ้ว วิธีการที่คิดขึ้นมาได้ล้วนถูกปัดตกไปจนหมด นางไม่เคยคลุกคลีกับกรมคลังมาก่อน ยามกะทันหันจึงคิดหาวิธีรับมือไม่ได้
ขณะที่กำลังวิตกกังวลอยู่นั้น สุดท้ายฮ่องเต้ก็ตรัสขึ้นมาช่วยคลี่คลายให้นาง “เ้ากำลังชี้แนะกู้ซื่อจื่อที่ไหนกัน เห็นได้ชัดว่ากำลังส่งสัญญาณให้ข้าออกเงินต่างหาก”
จวินเจ๋อเก็บสายตากลับมาจากกู้อวี้ หันไปประสานมือต่อฮ่องเต้ “ปัญญาชนเ่าั้คือเสาค้ำราชสำนักในอนาคต ท่านน้าออกเงินเพื่อพวกเขานิดหน่อยก็ไม่ขาดทุนหรอกน่า ปัญญาชนทั้งแผ่นดินก็จะซาบซึ้งในพระกรุณาธิคุณของท่านน้า ถ้าในจำนวนนั้นปรากฏขุนนางค้ำบัลลังก์ออกมาสักคน ก็ถือว่าเป็การค้าที่ได้กำไรมหาศาลสำหรับท่านน้า”
ฮ่องเต้ทรงลั่นวาจาแล้ว ยอดพธูในคราบบุรุษจึงถอนหายใจ แล้วลอบมองไปทางจวินเจ๋อ
ในที่สุดก็เข้าใจแล้วว่าเพราะเหตุใดเซียวเหยาอ๋องจึงได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ ถ้อยคำเ่าั้ฟังดูแล้วไม่สำรวมแต่กลับมีเหตุมีผล ทั้งที่บอกให้ฝ่าาควักเงินออกมาแท้ ๆ แต่ก็พูดจนฝ่าาสำราญพระทัย
แต่คนผู้นี้ใช้นางเป็เครื่องมือ ช่างน่ารังเกียจเป็อย่างยิ่ง
ฮ่องเต้ตรัสว่า “ก็ได้ ๆ ข้าเอาเงินจากในท้องพระคลังมาช่วยสมทบงานชุมนุมปราชญ์ครั้งนี้ก็ได้ แต่เด็กหน้าเหม็นอย่างเ้ามายุให้ข้าควักเงินส่วนตัวออกมาแบบนี้ก็อย่าหวังเลยว่าจะลอยตัวอยู่เหนือปัญหาไปได้ การค้าที่กำไรงามขนาดนี้เ้าก็มามีส่วนร่วมด้วยกันเถอะ”
จวินเจ๋อแกล้งตีหน้าลำบากใจ “ท่านน้าพูดขนาดนี้แล้ว หลานคงทำได้เพียงเอาเงินขวัญถุงใน่หลายปีมานี้ออกมาช่วยสมทบให้แล้ว”
ฝ่าาทรงพระสรวลเสียงดัง “เ้านี่นะ โตจนป่านนี้แล้วยังจะทำตัวแบบนี้อีก ข้าไม่รู้แล้วว่าควรเอ็ดเ้าอย่างไรดี”
กู้อวี้คว้าประเด็นสำคัญไว้ได้อย่างมีไหวพริบ ก้าวเท้าออกมากล่าวว่า “กระหม่อมได้รับพระกรุณาธิคุณจากฝ่าามาช้านาน ยินดีช่วยออกเงินสมทบห้าพันตำลึงในนามของจวนเจิ้นกั๋วกง”
ประโยคข้างต้นของฮ่องเต้มีทั้ง ‘การค้ากำไรงาม’ และ ‘เงินส่วนตัว’ เห็นได้ชัดว่ากำลังบอกต่อคนที่อยู่ในท้องพระโรงเป็นัยว่า ข้าถึงขั้นเอาเงินส่วนตัวออกมาช่วยแล้วนะ พวกเ้าก็แสดงท่าทีออกมาบ้างสิ
เงินห้าพันตำลึงถือว่าไม่น้อย แต่สำหรับจวนเจิ้นกั๋วกงแล้ว กัดฟันหน่อยยังพอรวบรวมออกมาได้ ประการแรกคือการเอาพระทัยฮ่องเต้ ประการที่สองคือได้สร้างชื่อเสียงดีงามในหมู่ปัญญาชน เป็โอกาสอันดีในการยิงธนูดอกเดียวได้นกสองตัว
สำหรับจวนเจิ้นกั๋วกงแล้ว เงินทองหาได้สำคัญเท่าชื่อเสียง กู้อวี้ไตร่ตรองในใจ จวนเจิ้นกั๋วกงเก็บตัวเงียบมาหลายปี ถึงคราวที่จะเชิดหน้าขึ้นมาในเมืองหลวงแห่งนี้บ้างแล้ว
คนที่เหลือต่างทยอยออกปากว่ายินดีออกเงินสมทบ แต่อาจไม่ได้มือเติบเท่าเซียวเหยาอ๋องกับนางก็เท่านั้น
[1] ไก่เหล็ก (铁公鸡) อุปมาถึงคนตระหนี่ถี่เหนียว