โต๊ะอาหาร
แสงเพลิง ไม่สิ ซูลี่เซียนนั่งมองอาหารตรงหน้านิ่งโดยไม่คิดจะแตะต้องอาหารบนโต๊ะ
มียาพิษป่าววะ?
หลังจากนั่งเสียสติในห้องนอนมาพักใหญ่ ฉันก็ได้ข้อสรุปว่า อันตัวฉันที่ตายไปแล้ว ิญญาก็ได้ล่องลอยย้อนอดีตมายังจีนโบราณซึ่งเป็ยุคสมัยไหนก็ไม่รู้ โดยร่างที่ฉันเข้ามาสิงสู่นั้นมีชื่อว่า ลี่เซียน เป็คุณหนูตระกุลซู บุตรีท่านราชครูผู้หยิ่งผยอง ตอนนี้ร่างนี้มีตำแหน่งเป็ฉินหวางเฟย ทั้งฐานะทางบ้านและตำแหน่งที่ได้รับ ผู้หญิงคนนี้นับว่าเป็ผู้หญิงที่น่าอิจฉามากทีเดียว แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่เื่น่าอิจฉาอย่างเดียว เพราะ
"ท่านอ๋องมิเคยมาร่วมโต๊ะกับข้าเลยหรือ"
"พ เพคะ"
นั่นแหละคือเื่ที่น่าเศร้า เมื่อพระสวามีของร่างนี้ ฉินอ๋องผู้หล่อเหลาไม่เคยแม้แต่จะมาร่วมโต๊ะทานอาหารกับร่างนี้เลย และหากจำไม่ผิดในวันทำพิธีมงคลสมรส ฉินอ๋องก็ไม่ได้อยู่ทำพิธีจนเสร็จด้วย แลยังโดนเล่ห์มารยาของเ้านางน้อยเหมยอิ๋งหลอกล่อจนหน้ามืดตามัวหักหน้าร่างนี้ต่อหน้าแขกที่มาร่วมงานอีกต่างหาก คิดแล้วก็รู้สึกเจ็บใจแทนร่างนี้นัก นางที่เป็ทนายความผู้รักความยุติธรรม จะไม่ยอมให้เื่ไร้จริยธรรมและผิดกฏหมายเช่นนี้มีอยู่บนโลกใบนี้เด็ดขาด คิดแล้วใจที่รักความยุติธรรมยิ่งของนางก็ฮึกเหิมลุกโชน มิต้องห่วงเพคะพระชายาซู หม่อมฉันจะทวงความยุติธรรมให้กับพระองค์เอง
"ข้ามิอยากกินคนเดียว เ้าช่วยมากินเป็เพื่อนข้าหน่อยสิ"
"ม มิได้เพคะ บ่าวเป็เพียงคนใช้มิอาจร่วมโต๊ะกับพระชายาได้"
สุ่ยชุ่ย หากจำไม่ผิดสาวรับใช้คนนี้ชื่อสุ่ยชุ่ยสินะ สุ่ยชุ่ยเอ่ยตอบนางตะกุกตะกัก
"เห้อ ข้าไม่กินแล้ว ข้าอยากออกไปเดินเล่น" นางเอ่ยพูดแล้วเดินลุกออกจากโต๊ะไป
ขอไปดูหน้านางเพศยานั่นหน่อยเถอะว่าสวยมาจากไหน ถึงได้มั่นหน้ามาอ่อยผู้ชายของคนอื่นได้หน้าตาเฉยเช่นนี้ คิดแล้วมุมปากก็ยิ้มอย่างชั่วร้าย
เพราะครอบครัวอยากให้ฉันเป็ทนายความ ฉันจึงได้พยายามอย่างหนักในการเรียนหนังสือ ท่องอ่านตำราอย่างหนัก สอบเข้ามหาลัยชื่อดัง แล้วก็ต้องทำตัวให้มีภูมิฐานที่น่าเชื่อถือ ทำตัวเป็ผู้ใหญ่ เก็บกดนิสัยส่วนตัวของตัวเองเอาไว้ในส่วนลึก จนฉันได้เป็ทนายความชื่อดังของประเทศไทย
ภายนอกฉันดูสุขุมเยือกเย็น แต่ไม่เคยมีใครรู้เลยว่าแท้จริงแล้วฉันมีนิสัยที่ร่าเริง พูดตรง แรดมาก และรักความเป็ธรรมแบบสุด ๆ
“คารวะเ้านางน้อย"
เสียงเอ่ยพูดของสุ่ยชุ่ย ดึงนางออกจากความคิด
เ้านางน้อยงั้นหรือ ออกมาแล้วสินะนางเพศยา!
คิดแล้วก็เชิดหน้าใช้สายตาที่คิดว่าดูเหยียดหยามมากที่สุดจ้องมองเด็กน้อยตรงหน้า แล้วต้องมุมปากกระตุกอย่างแรง
"เ้านางน้อย?"
เด็กน้อยที่แสนจะน่ารักน่าเอ็นดูนี่น่ะหรอคือนางเพศยา เ้านางน้อยเหมยอิ๋ง คิดแล้วมองสำรวจเด็กน้อยตรงหน้าอีกครั้ง ข้าได้ประจักแล้วว่าเหตุฉะไหนท่านอ๋องจึงมิแลตามามองร่างนี้ เพราะมีเด็กสาวที่ทั้งน่ารักน่าเอ็นดูและสวยสดงดงามเช่นนี้อยู่ข้างกายนี่เอง อืม ๆ ข้าประจักแล้ว คิดแล้วก็ผงกหัวเข้าใจ
"คารวะพระชายา ขอตัว" เ้านางน้อยเอ่ยคารวะนางแล้วเดินผ่านนางกับสุ่ยชุ่ยไป
"เดี๋ยวก่อน!!" นางเอ่ยเรียกเ้านางน้อยแล้วหันหลังเดินไปยืนข้างหน้านาง
"มีอะไรกับข้างั้นหรือ" เ้านางน้อยเอียงศีรษะน้อย ๆ เอ่ยถามนาง
น่ารักอะ เด็กคนนี้จะน่ารักเกินไปแล้วนะ
"เ้ากำลังจะไปไหนหรือ" เอ่ยถามเ้านางน้อยด้วยรอยยิ้มเป็มิตร
เ้านางน้อยเอียงคอมากกว่าเดิมพร้อมกับกะพริบตาปริบ ๆ มองมายังนาง
ยิ่งดูก็ยิ่งน่ารัก
"ข้ากำลังจะไปศาลาริมน้ำ..." เ้านางน้อยเอ่ยตอบนางเสียงเบา
"ศาลาริมน้ำงั้นหรือ ดีเลยข้ากำลังรู้สึกเบื่อ ๆ อยู่พอดี ขอข้าไปด้วยนะเด็กน้อย" นางเอ่ยพูดทั้งรอยยิ้มแล้วเดินเข้าไปหมายจะจับมือน้อย
"อย่าเข้าใกล้ข้านะ!" จู่ ๆ เ้านางน้อยก็เอ่ยพูดเสียงดังแถมยังถอยห่างออกจากนางอย่างกลัว ๆ อีก
เห็นท่าทีของเ้านางน้อยแล้วทำเอานางชะงักไปไม่ถูกเลยทีเดียว
นางกลัวข้าหรือนางรังเกียจข้าละเนี่ย
"หากพระชายาอยากไปศาลาริมน้ำก็เชิญเ้าค่ะ ข้าจะกลับตำหนักแล้ว ขอตัว" เ้านางน้อยเอ่ยพูดอย่างไร้เยื่อใยก่อนจะค้อมกายให้นางอย่างอ่อนช้อยงดงามแล้วเดินจากไป
นางคงทั้งกลัวและรังเกียจข้ากระมัง
"ท่านอ๋อง..." สุ่ยชุ่ยเอ่ยพูดอย่างใ
นางรีบผละสายตาจากเ้านางน้อยมาทำความเคารพเ้าของใบหน้าอันหล่อเหลาที่กำลังเดินมาทางนาง
ต่อจากเ้านางน้อยก็เป็ท่านอ๋องงั้นหรือ สองผัวเมียไร้จริยธรรมนี่ช่างเหมาะสมกันเสียจริง
แม้นางจะค้อมกายทำความเคารพได้งดงามเพียงใด พระสวามีของนางก็หาได้สนใจเอ่ยทักทายนางไม่ แลยังเดินผ่านนางไปอย่างกับว่านางนั้นเป็เพียงธาตุอากาศเสียอีก
ถ้าไม่ใช่เพราะหล่อมากละก็ แม่จะะโด่าตามหลังให้รู้กันทั้งพระนครเลย เพียงได้แต่คิดในใจแล้วมองแผ่นหลังอันสง่างามของพระสวามีนางเดินจากไปอย่างเงียบ ๆ
#หากใครชอบนิยายเื่นี้อย่าลืมกดถูกใจด้วยนะคะ และหากใครอยากอ่านเื่ของเ้านางน้อยเหมยอิ๋งกับท่านอ๋องก็สามารถเข้าไปอ่านได้ในเื่ "ดวงใจท่านอ๋อง" ได้เลยค่ะ