บทที่ 23 ประชุมลับ
ห้องประชุมลับสักแห่งในเมืองหลวงเดิมเป็สถานที่ที่มีไว้สำหรับเหล่าทหารที่ไว้ใจ และกลุ่มตระกูลเฉินเท่านั้น เพียงไม่กี่คนที่รู้ว่ามีสถานที่เช่นนี้อยู่
ฮ่องเต้กำชับไม่ให้ใครรู้ที่นี่นอกจากคนที่ไว้ใจได้เท่านั้นแม้แต่ชินอ๋อง รวมไปถึงขุนนางบู๊ชั้นสูงที่ไม่ได้รับอนุญาตก็ห้ามรู้เด็ดขาดตราบใดที่ยังมีความเสี่ยงที่จะมีการหักหลังและเพื่อให้มั่นใจว่าที่นี่จะไม่มีศัตรูรับรู้เนื้อหาการพูดคุย
ในห้องลับแห่งนี้ไม่ได้มีอะไรมากนอกจากโต๊ะยาวที่ตั้งอยู่กลางห้อง เก้าอี้อยู่ห้าหกตัวด้านข้างมีชั้นหนังสือและหีบเอกสารวางเรียงราย บนกำแพงเต็มไปด้วยภาพแผนที่ขนาดใหญ่ไม่ใช่แค่ของแคว้นฝู แต่มีทั้งของ แคว้นลี่ แคว้นปันนา และรอบๆรวมถึงแผนที่อย่างละเอียดในเมืองสำคัญของแคว้นต่างๆ
ซึ่งถือเป็ความลับสุดยอดหากแคว้นอื่นๆ ได้ล่วงรู้ว่าแคว้นฝูมีข้อมูลอันเป็ความลับทางภูมิศาสตร์สำคัญๆ ของแต่ละแคว้นมันอาจนำมาซึ่งเป็ปัญหาต่างๆ ภายหลังได้
และทุกอย่างล้วนเป็มรดกอันเกิดจากความเหนื่อยยากของคนตระกูลเฉินที่ออกรบและสืบค้นหาข้อมูลเหล่านี้มาอย่างยากลำบาก
บนโต๊ะยาวในยามนี้ได้มีแผนที่เมืองหลวน
เมืองซีหยาง และเมืองเว่ยกางต่อกันอยู่ตามหลักภูมิศาสตร์จริง
ยามนี้โอรส์นั่งเป็ประธานด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดข้างๆ มีเฉินหรงฟางเสนาบดีกลาโหมและ เฉินจือหานที่ยามนี้ขึ้นนั่งตำแหน่งแม่ทัพ
ในฐานะโอรส์อาจจะดูลำเอียงที่ให้ตระกูลเฉินได้ตำแหน่งใหญ่ทั้งสองจนคนวิจารณ์ หากแต่ในฐานะผู้ปกครองแผ่นดินบางทีการทำเช่นนี้ก็เพื่อปกป้องทุกคนเช่นกัน
ไว้จบเื่ราววุ่นวายเฉินหรงฟางที่เดิมก็ไม่ได้อยากอยู่ในตำแหน่งเขาจะให้ออกจากราชการเมื่อถึงเวลา เพื่อไม่ทำให้ตระกูลเฉินถูกตราหน้าว่าหลงอำนาจ
ถัดมาเป็จ้าวหานกุนซือที่ดีที่สุดของแคว้นผู้รั้งตำแหน่งรองแม่ทัพพ และเป็ขุนนางจากตระกูลจ้าวที่ส่งเสริมราชวงศ์อู่ตนเองมาตลอด
"จ้าวฉาวหยางเป็คนนัดมาไม่ใช่หรือ เหตุใดจึงยังไม่มาอีก"โอรส์เอ่ยถามถึงบุรุษที่ส่งข่าวว่าจะเข้ามาในเมืองหลวงและเรียกให้ทุกคนมารอที่นี่ ยามนี้ก็เลยเวลามานานแล้วเหตุใดยังไม่มา
...ไอ้เด็กจ้าวฉางหยางยังคงเป็คนเช่นนี้เสมอต้นเสมอปลายจริงๆ!
ขณะนั้น จงหรูอี้หัวหน้าราชองครักษ์ของฮ่องเต้ อีกหนึ่งคนที่ไว้ใจได้ก็มาถึงพร้อมกับก้มหัวทักทายทุกคน
"ทูลฝ่าา จ้าวฉางหยางมาถึงแล้ว พร้อมกับตัวแทนผู้นำสำนักกิเลนทอง"จงหรูอี้รายงานเรียบๆ จากนั้นคนที่พูดถึงก็เข้ามาพร้อมกับบุรุษรูปงามใบหน้าติดยิ้มที่น่าจะเป็ตัวแทนผู้นำสำนักที่ว่า
"ทักทายทุกท่าน ต้องขอโทษด้วยที่ข้ามาช้า พอดีว่าลูกชายของเ้าสำนักมีเื่อยากจะกล่าวกับพวกท่านด้วยตัวเอง"จ้าวฉาวหยางกล่าว คนข้างๆ ก้มหัวทำความเคารพทุกคน เขาคือลูกชายของเ้าสำนักยังดูเด็กอายุยี่สิบต้นๆเท่านั้น
"ขออภัยที่ข้าถือวิสาสะตามจ้าวฉางหยางมา แต่ยามนี้เื่ของเมืองหลวนมันเกี่ยวพันกับสำนักของข้าโดนตรง แม้ยุทธภพกับราชสำนักจะมีคำมั่นว่าจะไม่เกี่ยวข้องกันแต่เื่ในครั้งนี้เราทั้งคู่ต่างเสียประโยชน์ การหารือร่วมกันคงท่านคงจะมิว่าอะไร”
"ก็เอาตามนั้น เชิญพวกเ้านั่งเถิด เ้าด้วย จงหรูอี้"โอรส์เชิญทุกคนที่เข้ามาใหม่ให้นั่งในที่ที่ว่างอยู่
ข้างนอกนี้มีทหารของเฉินจือหานร่วมกับทหารเงาบางส่วนดูแลอยู่แล้วย่อมไม่มีปัญหา
แม้เื่นี้จะดูเหมือนเป็เื่เล็กๆแต่มันได้ส่งผลกระทบมากและน่าจะมากขึ้นในอนาคต การใช้คนหลายๆคนคิดอาจจะมีความคิดที่เข้าท่ากว่า
“เชิญคุณชายจ้าว”บุรุษที่อยู่เหนือทุกคนผายมือให้จ้าวฉางหยางกล่าว เ้าตัวก้มหัวลงเล็กน้อยก่อนจะลุกขยับแผนที่เมืองหลวนให้มาใกล้ตัวสักนิดแล้วเริ่มอธิบาย
“ทูลฝ่าา ก่อนที่เฉินจือหานจะมาบอกเื่ความผิดปกติของเมืองหลวนข้าได้ยินข่าวลือที่ไม่ดีนักจากท่าเรือมาก่อนแล้วในข่าวลือพวกนั้นกล่าวว่ามีเรือที่ไม่รู้ที่มาที่ไปมาเทียบท่าที่ท่าเรือแล้วก็ออกไปโดยทิ้งลูกเรือไว้ครั้งละหลายๆ คนในคืนเดือนมืด”จ้าวฉางหยางพูดด้วยท่าทางอย่างที่ไม่สามารถเห็นได้ที่อื่น
“ในยามแรกตัวข้าคิดว่าอาจเป็พวกค้าทาสทั่วๆไป จึงมิได้คิดสนใจ จนเฉินจือหานให้ไปตรวจสอบ ข้ากับสหายท่านนี้ก็กลับพบว่าข่าวลือพวกนั้น มีความจริงอยู่เพียงกึ่งเดียว”จ้าวฉางหยางกับคุณชายสำนักกิเลนทองพยักหน้าให้กันก่อนที่จ้าวฉางหยางจะพูดต่อ
“ในคืนเดือนมืดจะมีการจอดเทียบท่าของเรือไม่รู้ที่มาที่ไปจริง แต่เป็เพียงเรือขนส่งสินค้าเล็กๆคาดว่าคงจะเป็เรือของนายทุนที่ติดสินบนหรือหนีภาษีซึ่งมีข้อเกี่ยวข้องกับเ้าเมืองหลวน”
“เช่นนั้นจะบอกว่าไม่มีการขนส่งทหารที่เมืองหลวนแต่เป็การทุรจิตเพียงเท่านั้นหรือ” เฉินจือหานแทรก
“มองเผินๆก็คงใช่ ตอนแรกข้าก็ถอดใจ แต่พอสังเกตเข้าก็พบกับบางอย่างที่แปลกประหลาดในวันที่สิบห้าของเดือนซึ่งเป็คืนเดือนปิด เรือสินค้าขนาดใหญ่จะพากันมาเทียบท่าหนึ่งในนั้นเป็สินค้าจากทางเหนือ”จ้าวฉางหยางชี้แผนที่ไปที่แผ่นดินที่อยู่เหนือกว่าก็คือแคว้นลี่เป็ฝั่งตะวันออกที่อยู่ติดทะเลแล้วลากมาที่เมืองหลวน
“คนของข้าที่อยู่เมืองหลวนให้ข้อมูลว่าเรือสินค้าจากแคว้นลี่นั้นเข้ามาอย่างถูกต้อง ให้ส่วยที่สูงกว่าคนอื่นที่น่าแปลกคือ จะมีการพบกันลับๆ ของคนพบเรือโดยที่ทุกคนจะใส่หน้ากากปิดบังใบหน้าเอาไว้ทั้งหมดซึ่งนั่นเป็ธรรมเนียมปฏิบัติของคนพื้นที่แถบตะวันออกของแคว้นลี่”คุณชายสำนักกิเลนทองกล่าวต่อ ก่อนจะหยิบเอาหน้ากากมาวางบนโต๊ะ
หน้ากากที่ว่าเป็หน้ากากครึ่งใบหน้าทำจากโลหะคล้ายกับแก้วไม่ได้มีน้ำหนักมากถูกวาดเป็ลวดลายประหลาด
“ดูเหมือนพวกมันจะแบ่งชนชั้นด้วยหน้ากากพวกจับกังจะไม่มีหน้ากาก พวกเ้านายที่สูงขึ้นมาหน่อยจะเป็หน้ากากไร้ลวดลายส่วนพวกที่มีอำนาจจะมีลวดลายต่างกันไปตามตำแหน่ง” คุณชายคนนั้นอธิบายต่อเฉินจือหานจึงยกยิ้มไปพลางเคาะโต๊ะไปพลางราวกับคิดอะไรออก
“บังเอิญเหลือเกิน”เสียงเรียบเย็นเอ่ยเบา ก่อนจะหยิบหน้ากากที่ว่านั่นขึ้นมา “กองทัพของหลี่รุ่ยเต๋อราชครูฝั่งทหารที่ขึ้นตรงกับองค์รัชทายาทแคว้นลี่ผู้นั้นก็มีหน่วยทหารหน่วยหนึ่งใส่หน้ากากเช่นกัน”
เพราะประมือมาหลายครั้งจึงรู้ทหารที่ซีหยางมีทั้งที่ใส่หน้ากากและไม่ใส่ปะปนกันไป การแต่งกายเช่นนั้น ใครๆก็คงจะคิดว่านั้นเป็เพียงเครื่องแต่งกายของคนพื้นเมืองของแคว้นลี่ แต่ความจริงมันอาจจะมีไว้เพื่อแยกคนก็เป็ไปได้ หรือกระทั่งปิดบังตนตัวจริงๆของคนที่เจอก็ทำได้เช่นกัน
ทำไมถึงคิดไม่ได้กันนะ!...
“ง่ายๆ เท่านี้หากรู้แบบนี้เราเข้าถึงตัวฏไปนานแล้วแท้ๆ”หากก่อนเดินทางแยกแยะได้เช่นนี้แล้วจับค้นตัวคนทุกคนในค่ายเพื่อหาหลักฐานป่านนี้คงจะเจอตัวคนที่ชื่อจูเชว่ ไปนานแล้ว
“มันอาจจะไม่ง่ายขนาดนั้นก็ได้นะ”จ้าวหานขัดขึ้นพลางคิดทบทวนเื่ราวต่างๆ ในหัว
“ท่านแม่ของข้าสงสัยเื่ศึกที่ยืดเยื้อที่ซีหยางแม้กองกำลังของเราจะมีจ้าวช่างชิงคอยสนับสนุนแต่ก็ยังไม่อาจชนะทุกกลยุทธ์ที่ใช้ก็ถูกมองออกอย่างรวดเร็ว จึงให้จ้าวช่างชิงตรวจสอบกองทัพหลวงจากภายนอกรวมถึงการให้เสนาบดีฝ่ายยุติธรรมช่วย” จ้าวหานวางม้วนเอกสารเล็กๆ ให้ฝ่าาได้ดู
“จ้าวช่างชิงได้ลักลอบติดตามพ่อค้าที่เข้าออกชายแดนซีหยางบ่อยๆก็พบเข้าแผนที่โดยละเอียดและแผนการรบที่มีแค่ระดับนายกองขึ้นไปที่รู้”จ้าวหานพูดอย่างใจเย็น ในเอกสารนั้นเป็การเขียนแผนการณ์ต่างๆที่อยู่ในที่ประชุมทัพ จ้าวช่างชิงให้คนไปตามสืบคหบดีทุกคนพบว่ามีสามถึงสี่คนที่มีข้อมูลเช่นนี้ที่คล้ายๆ กันติดตัวออกไปส่วนเสนาบดีฝ่ายยุติธรรมก็บอกว่ามีแผนที่หลายชิ้นที่ถูกยืมออกไปจากหอสมุดหลวงที่มีแต่ราชวงศ์และขุนนางเข้าได้แต่ไม่มีการลงชื่อว่าใครเป็คนเอาไป
“มีทหารชั้นสูงกับขุนนางฝั่งเราให้ความช่วยเหลือพวกมันทั้งยังเป็คนที่รู้เื่ทุกอย่างในกองทัพ หรือไม่ก็คงเป็คนที่รู้ทันข้าทุกอย่างในแคว้นนี้นอกจากเฉินจือหาน จ้าวฉางหยาง จ้าวช่างชิงก็มีไม่กี่คน และทุกคนล้วนแต่มีสิทธิ์ก่อฏทั้งนั้น”จ้าวหานกล่าวสรุปเรียบเฉียบทำเอาทุกคนต่างกลืนน้ำลายลงคอเสียหมด
“เรียกชินอ๋องจวิ้นอ๋อง เฉินหนิงกลับเมืองหลวงให้หมด ให้แม่ทัพภาคจ้าวช่างชิงเข้าประจำการแทนชินอ๋องส่วนจวิ้นอ๋องบอกว่าข้าจะให้ราชครูสอนเขาในวังแทน ให้กลับมาเร็วที่สุด”โอรส์ตัดสินใจเรียกทุกคนที่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกลับมาทั้งหมดรวมถึงจวิ้นอ๋ององค์ชายใหญ่ของฮองเฮาที่ไม่สนโลกเอาแต่ศึกษาตำราที่สำนักบนเขาห่างไกลไม่ขอยุ่งในราชสำนักผู้นั้น
หากมีความเป็ไปได้เพียงน้อยนิดก็คู่ควรที่จะตรวจสอบ
“ฝ่าาอย่าลืมสั่งให้องค์รัชทายาทกับรุ่ยอ๋องอยู่แต่ในเมืองหลวงด้วยเพราะทุกคนที่มีสิทธิ์ในบัลลังก์ั แม้แต่เฉินจือหานหรือจ้าวหานล้วนแต่มีแรงจูงใจในการก่อฏทั้งนั้น สองคนนั้นก็ไม่เว้น”เฉินหรงฟางเตือนอีกครั้งอย่างใจเย็น ด้วยความที่ผ่านศึกมามาก แม้แต่ลูกชายตนก็ไม่ตัดความน่าจะเป็ออกทำให้ฮ่องเต้จำต้องกลืนน้ำลายให้กับความเด็ดขาดของแม่ทัพข้างกาย
“องค์รัชทายาทต้องมาช่วยงานข้าส่วนรุ่ยอ๋องข้าจะส่งให้ไปตรวจสอบเมืองหลวนพร้อมพวกเ้าสองคนและลูกชายของอัครเสนาบดีลั่วจับตาดูคนตำแหน่งอ๋องให้ดี”
“เช่นนั้นข้าจะให้เสนาบดีฝ่ายยุติธรรมผู้นั้นยื่นฎีกาเื่โจรป่าแถวๆเมืองหลวน เพื่อเป็เหตุผลในการส่งคนไปตรวจสอบ” จงหรูอี้อาสา
“ข้าอยากเสนออาจจะหนักสักหน่อยสำหรับคุณชายจ้าวแต่ช่วยตรวจสอบการปล้นเสบียงเส้นทางไปชายแดนแคว้นปันนาเสียหน่อยว่าเกี่ยวข้องกับฝั่งเมืองหลวนหรือไม่” เฉินหรงฟางกล่าว สร้างความสนใจ
“สัญชาตญาณของข้าบอกว่ามันอาจจะเกี่ยวข้องกันบางทีอาจจะเป็การถ่วงเวลา หรือการดึงความสนใจไปทางใต้มากกว่าตะวันออกตรวจสอบสักหน่อยก็ไม่เสียหาย” เฉินหรงฟางกล่าวต่อ
“เรียนเสนาบดีเฉินเื่นั้นข้าให้คนไปตรวจสอบแล้ว อีกไม่นานก็คงจะได้คำตอบ หากได้คำตอบแล้วข้าจะแจ้งให้ทุกคนทราบทันที รวมถึงแม่ทัพภาคใต้ด้วย” จ้าวฉางหยางตอบเขาสงสัยมาั้แ่พูดคุยกับเฉินจือหานครั้งก่อนจึงส่งคนไปตรวจสอบดูแล้วอีกไม่นานก็คงได้เื่
“ดีงั้นแยกย้ายเถอะ เดี๋ยวคนที่บ้านพวกเ้าจะตำหนิข้าเอา”ทุกคนทำความเคารพก่อนจะรีบแยกย้ายกันไปพักผ่อน
“ข้าขอตัวไปพักที่พักของสำนักในเมืองหลวงไม่รบกวนจวนสกุลจ้าว”คุณชายสำนักกิเลนทองพูดจบก็โค้งก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็วสมกับเป็ผู้ฝึกยุทธ์โดยเฉพาะ
“งั้นก็กลับกันเถอะลาตรงนี้” ชายหนุ่มตระกูลจ้าวสองคนโค้งทำความเคารพแล้วจึงเดินออกไป คนอื่นๆก็แยกย้ายกันไปเช่นกัน
... ... ...
ห้องโถงใหญ่ตระกูลจ้าวที่ทุกคนรับอาหารเช้าเรียบร้อยยามนี้เหลือแค่จ้าวซินเยว่ที่กำลังสนทนากับพี่น้องอีกสามคนเพราะไม่ได้เจอกับจ้าวฉางหยางมาสักพักพี่ชายผู้นี้ก็มีทั้งเครื่องประดับและผ้าแพรต่างๆมาให้น้องสาวและรวมถึงพี่สะใภ้ที่นั่งอยู่ไม่ไกล ส่วนหลานชายกำลังเล่นของเล่นใหม่แปลกตากับมารดาใกล้ๆ
“แล้วทำไมเมื่อคืนพี่สามมาเสียดึกเลยไม่ใช่ว่ามีเื่อะไรที่ข้ายังไม่รู้เื่หรือ” จ้าวอี้หยางเซ้าซี้
“บุรุษโสดเช่นข้ากลับบ้านดึกจะมีที่ใดที่ไปได้อีก” จ้าวฉางหยางเลิกคิ้วถาม
ทว่าสัญชาตญาณของร่างบางกลับไม่คิดเช่นนั้นต่อให้เป็บุรุษโสดแต่เขาคือบุตรชายผู้หนึ่งของตระกูลจ้าวจะเสเพลขนาดนั้นเชียวหรือ? ไหนจะท่าทางของพี่ใหญ่ผู้นั้นอีก
หรือว่าจะเกี่ยวอะไรกับจูเชว่ผู้นั้นอีก?
จะว่าไปั้แ่ได้พบกับสตรีชุดแดง นางก็ยังไม่ได้เบาะแสใดๆ เพิ่มเติม อีกทั้งคนผู้นั้นก็ไม่ปรากฏตัวอีกเลย
ถ้าจำไม่ผิด สตรีผู้นั้นบอกว่าหากสงสัยหรืออยากรู้อะไร ให้ตั้งใจอธิษฐานและนึกถึงนางให้มั่นพร้อมกับสิ่งที่อยากรู้แล้วนางจะให้คำตอบ
ร่างบางจึงลองหลับตาลงและนึกถึงใบหน้าของสตรีชุดแดงผู้นั้น
...เช่นนั้นจ้าวซินเยว่ เธอรู้ใช่หรือไม่ว่าจูเชว่ตัวจริงคือใคร บอกใบ้ให้ฉันได้รู้หน่อยเถอะ
ภาพของน้องสาวคนเล็กค่อยๆ หลับตาและสงบนิ่งอยู่ท่ามกลางสายตาของพี่ๆนานเข้าก็ทำให้เหล่าพี่สาวพี่ชายมองหน้ากันอย่างสงสัยว่าน้องสาวคนเล็กทำอะไรจึงจ้องร่างเล็กเป็ตาเดียว
… นี่ เธออยู่ไหน ไหนว่าถ้าฉันอยากรู้ถ้าเธอบอกได้ก็จะบอกไง ถ้าเธอไม่ใบ้ ฉันจะรู้ได้ยังไงว่าควรช่วยเฉินจือหานยังไง?
“เฮ้อให้ตายสิ ทำอะไรอยู่กันนะ” เสียงหวานบ่นกับตัวเองเล็กน้อยก่อนถอนหายใจ
“อุ้ย! อะไรกันเ้าคะ?” นางเงยหน้ามาก็เจอกับสายตาของคนในห้องมองนางเป็ตาเดียว
“น้องเล็กสิที่จะเป็อะไรนิ่งไปนานเชียว ผีเข้าหรือ” จ้าวฉางหยางถามตรงๆ จนคนโดนถามขมวดคิ้ว
“ไม่ใช่นะเ้าคะข้าแค่คิดถึงอะไรบางอย่างเท่านั้น” จ้าวซินเยว่ปฏิเสธพลางหยิบผ้าแพรขึ้นมาเลือกอย่างไม่พอใจนัก
...ไม่เห็นจะมีอะไรเกิดขึ้นเลยคิดว่าทำแบบนี้แล้วจะได้ยินเสียงหรือเห็นภาพอะไรทำนองนั้นเสียอีก
หลังจากนั้นจ้าวซินเยว่ก็เลือกผ้าให้พี่สะใภ้และนางอย่างบรรจงพี่สะใภ้ขอนางงดงามนัก ใส่สีอะไรก็ขึ้น
“ข้าเหม็นกลิ่นฝุ่นรู้สึกวิงเวียนมากด้วย”หลี่หลินบ่นออกมาเล็กน้อยเมื่อฝุ่นในหีบผ้าเริ่มจะเยอะขึ้นเพราะเส้นใยถูกขยับนางหน้าซีดมากเลยด้วยซ้ำ
“พี่สะใภ้ไหวหรือไม่ เสี่ยวโยว ไปเอายาหอมสำหรับดมบรรเทาวิงเวียนมาให้ข้าที”จ้าวซินเยว่ที่รู้เื่สมุนไพรและแพทย์อยู่บ้างเข้าประชิดตัวพี่สะใภ้ด้วยความเป็ห่วงเสี่ยวโยวที่ถูกใช้ก็รีบไปเอาของที่ว่ามาทันที
“เมื่อเช้าเ้าก็ทานได้น้อยฮูหยินมีเื่อะไรหรือเปล่า” จ้าวหานประคองนางด้วยความเป็ห่วง แต่นางก็ยิ้มน้อยๆ
“คงเครียดที่ท่านทำงานทุกวี่วัน”หลี่หลินกล่าวตัดพ้ออย่างทีเล่นทีจริงจนจ้าวหานยกยิ้มบางๆ
“ขออภัยพวกท่านข้ามาขัดจังหวะหรือไม่”รุ่ยอ๋องที่อยู่หน้าประตูพูดขึ้นด้วยท่าทางเกรงอกเกรงใจเมื่อเห็นว่าท่าทางของหลี่หลินไม่ปกตินักจนจ้าวซินเยว่เลิกคิวเล็กน้อย
มาั้แ่เมื่อไหร่?...
“รุ่ยอ๋องท่านมาั้แ่เมื่อไหร่กัน เชิญนั่งก่อนเถอะ”จ้าวหานเป็คนถามคำถามนั้นออกไปแทนนาง เพราะไม่มีใครมาบอกแม้แต่จ้าวอี้หยางก็ดูประหลาดใจ
“อาจจะท้องหรือเปล่า? ตอนแม่ข้าท้องเฉินหนิงก็เป็แบบนี้เลย”เสียงยียวนคุ้นหูดังขึ้นจากข้างหลังของนาง จนนางสะดุ้งสุดตัวเมื่อหันไปตามเสียงก็เจอกับบุรุษหน้าเป็มองนางพร้อมกับรอยยิ้มมุมปากท้าทาย
“รอบเดือนท่านมาปกติหรือไม่”เฉินจือหานไม่สน และถามหลี่หลินไปตรงๆ แม้จะเป็เื่น่าอายแต่หลี่หลินก็ทบทวนให้ดี
“ไม่เ้าค่ะเหมือนเดือนที่แล้วก็จะไม่มา” หลี่หลินตอบอย่างไม่แน่ใจนักอันที่จริงนางไม่ได้สังเกตตัวเองเท่าไหร่ มีทั้งลูก สามีและญาติของสามีต้องดูแลนางจึงไม่ได้ใส่ใจเื่จุกจิกนัก
“งั้นก็ตามหมอมาเถอะเ้าค่ะให้หมอวินิจฉัยดีกว่ากินสมุนไพรที่ข้าจัดให้สุ่มสี่สุ่มห้าอาจจะไม่ดี”จ้าวซินเยว่เห็นด้วย ตัวนางรู้เื่สมุนไพรและพิษก็จริงแต่เื่ชีพจรนางดูออกแค่ว่าปกติหรือไม่ปกติเท่านั้นเื่ตั้งครรถ์หรือไม่มันละเอียดอ่อนไป และนางก็ยังไม่เคยรักษาคนท้องจึงไม่รู้ด้วยว่าชีพจรเป็อย่างไร
ไม่นานนักคนของจ้าวหานก็พาหมอแถวๆนี้มาตรวจสอบก็พบว่าหลี่หลินตั้งครรถ์อ่อนๆ จริง ทำให้ทุกคนต่างก็ยิ้มออกมา
“ยินดีกับท่านรองแม่ทัพและฮูหยินด้วยข้าจะจัดเทียบสมุนไพรบำรุงให้ อย่างไรก็ระวังตัวสักหน่อย ข้าขอตัว”หมอคนนั้นพูดด้วยรอยยิ้มก่อนจะจดรายชื่อสมุนไพรให้จ้าวซินเยว่นางตรวจสอบก็พบว่าไม่มีปัญหาอะไรก็ให้คนไปส่งท่านหมอโดยไม่สอบให้เงินไปก้อนใหญ่
“ยินดีด้วยนะฮูหยินจ้าว” รุ่ยอ๋องกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ขอบคุณรุ่ยอ๋องข้าไม่คิดว่าน้องของเสี่ยวรุ่ยมาจะเร็วขนาดนี้” หลี่หลินตอบด้วยรอยยิ้มยินดีนางกับสามีตั้งใจจะมีอีกคนั้แ่กลับมาจากชายแดน ก็ไม่คิดว่าจะมาเร็วขนาดนี้
“งั้นเื่สมุนไพรข้าไปจัดการให้ก็ได้ซินเยว่น่ะ ดูแลแขกของตัวเองเถอะ”จ้าวอี้หยางพูดจบก็ฉกเทียบยาจากมือนางไปพร้อมกับลากรุ่ยอ๋องออกไปจากจวนทันที
“ข้าเดินทางมาเหนื่อยๆขอพักจนกว่าจะมื้อเที่ยงแล้วกัน”จ้าวฉางหยางพูดอย่างี้เีแล้วสั่งให้บ่าวเอาหีบผ้าไปให้จ้าวอันหรานจัดการ
“เราไปหาท่านแม่กันเถอะ”จ้าวหานพูดกับภรรยา เื่น่ายินดีเช่นนี้มีหรือจะปิดบังต้องบอกให้แก่ผู้ใหญ่ในบ้านรู้พร้อมกับไปนั่งเล่นที่เรือนท่านแม่ด้วย
และแล้วก็เหลือแค่สองคน
“ไปที่เรือนของเ้ากันเถอะข้าเหนื่อยมากเลย อยากพักผ่อน”เฉินจือหานยิ้มกว้างพร้อมกับเดินนำหน้าอย่างไม่เกรงใจ
สรุปนี่เรือนใครกันแน่!
“พรุ่งนี้เตรียมตัวด้วยเล่า ท่านยายอยากจะพบเ้า... อีกแล้ว” เฉินจือหานหยุดเดินกะทันกันจนนางเกือบจะชนก่อนหันมาพูดด้วยรอยยิ้ม
“เ้าค่ะรู้แล้ว”
#####