งานถ่ายแบบรองเท้า
“บทจะมีงาน ก็มาปุ๊บปั๊บเลยนะเนี่ยแล้วสรุปจะรับไหม” มิคุว่าเมื่อเอาข้อมูลงานให้เพวิสอ่านจนจบแล้ว ตอนนี้พวกเขายังนั่งเพเนียสที่ล็อบบี้อยู่พอมิคุเปิดคอนโทรลแบนด์ดูก็มีคนติดต่องานเข้ามาเสียอย่างนั้นไม่กี่สิบนาทีก่อนหน้านี้เอง
“งานก็น่าสนใจนะอยู่ที่นี่ต่ออีกสองสามวันก็ไม่เป็นไรนี่ครับ แถมยังได้เงินเพิ่มด้วย”เพวิสที่อ่านเนื้องานคร่าวๆ จบแล้วตอบออกมา
“สรุปว่าสนใจ??” พูดแบบนี้แสดงว่ารับใช่ไหม
“ครับ ตอบลงได้เลยครับ”
“ได้งั้นเอาเป็นนัดคุยงานพรุ่งนี้เลยนะ” มิคุถามเพื่อยืนยันคำตอบ
“ครับ”
“พี่ พรุ่งนี้ไปซื้อต้นไม้กันนะผมนัดคุณคีเฟอร์ไว้แล้ว” เพเนียสที่เดินเข้ามาเอ่ยขึ้นทันทีเมื่อเห็นพี่ชายกับมิคุนั่งรออยู่
“ซื้อต้นไม้?”
“ก็ที่ผมเคยว่าไว้ไงครับต้นไม้สีชมพูม่วงไง” เพเนียสเอ่ยถึงเรื่องที่เคยเล่าให้พี่ชายฟัง
“อ๋อ แต่ไม่ได้แล้วล่ะพรุ่งนี้พี่มีงานน่ะ”
“งาน งานอะไรครับ”
“ก็เมื่อกี้มีคนติดต่อให้เพวิสเป็นแบบถ่ายภาพรองเท้าน่ะ”มิคุเป็นคนตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ก็มีงานเข้านี่นาเขาที่เป็นผู้ช่วยก็ต้องดีใจอยู่แล้วเขาเป็นผู้ช่วยที่ไม่ต้องใช้เวลาวิ่งหางานให้เพวิสด้วยซ้ำเพราะที่มีติดต่อเข้ามาเพวิสก็ยังไม่ได้รับทุกงานเลย
“เหรอครับ ดีใจด้วยนะครับพี่เพวิส”
“เรื่องต้นไม้เอาไว้วันหลังก็ได้นะไว้วันหลังที่พี่ว่างค่อยไป” แต่เพวิสยังวนมาเรื่องไปซื้อต้นไม้อยู่ ทั้งๆ น้องชายเปลี่ยนเรื่องไปดีใจกับพี่ชายที่มางานเข้ามาแล้วเห็นมิคุเปิดแบรนด์รองเท้าอวดแล้วด้วย ก็มีชื่อเสียงอยู่พอสมควรเป็นแบรนด์รองเท้าติด Top 5 ในดาวนี้เลยนะแต่จริงๆ ก็ไม่ใช่ดังแค่ในดาวหรอก สินค้าก็ส่งออกขายทั่วทุกดาวนั่นแหละ ที่ดาวทอลูก็ยังมีขายเช่นกัน
“แต่ว่า ผมตกลงไปแล้วนะครับ”
“ตกลงได้ ก็ยกเลิกได้ไหมล่ะ”
“แต่แบบนั้นน้องเพเนียสจะถูกมองไม่ดีเอานะเป็นคนไม่รักษาคำพูด” เป็นมิคุที่เอ่ยแย้งขึ้นมาช่วยเพเนียสอีกแรง
“นั่นสิครับ ผมก็คิดแบบพี่มิคุ”เพเนียสพยักหน้าเห็นด้วยมากๆ
“แต่ว่า... อืม ตามใจเราก็แล้วกัน”เพวิสอยากจะแย้ง แต่เห็นอีกสองเสียงที่เห็นต่าง ก็ต้องยอมรับเขามีงานก็คงต้องไปทำงานเพราะเขาเองก็ตกลงนัดไปแล้วเช่นกันเช่นเดียวกับน้องชายที่ก็ตกปากรับคำไปแล้ว จะมาผิดคำพูดทีหลังก็จะเสียที่ตัวเอง เขาจะว่าเอาได้ว่าเราเป็นคนไม่รักษาคำพูด
“เย้ เดี๋ยวผมเที่ยวนำไปก่อนเดี๋ยววันหลังเราค่อยไปเที่ยวกันอีกทีนะครับ วันหยุดพวกไจก็จะได้ไปเที่ยวด้วยได้”
“อืม ได้สิ”คนเป็นพี่ชายก็ต้องตามใจอยู่แล้ว
เพวิสกับมิคุออกจากโรงแรมไปตั้งแต่ช่วงเช้าเพราะที่นัดหมายเรื่องงานอยู่คนละเขตกับโรงแรมที่พวกเขาอยู่ ซึ่งทางผู้ติดต่อมานั้นนัดเข้าไปคุยงานกันที่ออฟฟิศเลย
“สวัสดีครับคุณเพวิส และคุณมิคุ”พวกเขาได้รับการต้อนรับอย่างที่ตั้งแต่เหยียบเข้ามาในบริษัท นอกจากตึกนี้จะเปิดเป็นบริษัทแล้วชั้นหนึ่งยังเปิดเป็นร้านขายรองเท้าอีกด้วย ถ้ารองเท้าไม่ใช่รุ่นลิมิเต็ด อิดิชั้นคุณสามารถมาหาซื้อที่นี่ได้เลย รับรองว่ามีทุกรุ่นทุกไซส์แน่นอนแต่ตอนนี้เพวิสถูกเชิญไปยังชั้นสามที่มีห้องรับรองหรือไว้รับแขกอยู่
แบรนด์Nuvanเป็นรองเท้าผ้าใบแฟชั่น มีตั้งแต่ราคาที่นักเรียนสามารถจัดต้องได้จนถึงราคาแพงที่สามารถใส่อวดได้เลยทีเดียวซึ่งเจ้าของแบรนด์นี้เป็นชายหนุ่มคนหนึ่งที่อายุไม่เท่าไหร่เพราะตามอายุของแบรนด์แล้วแค่สิบปีเท่านั้นเอง แต่ด้วยจำนวนปีเท่านี้แต่ก็สามารถตีตลาดกลุ่มวัยรุ่นได้ดีทีเดียว
การพูดคุยวันนี้เจ้าของแบรนด์ส่งตัวแทนมาคุยเรื่องรายละเอียดของการจ้างงานกับเพวิสและมิคุทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น ข้อเสนอและค่าจ้างถือว่าสมน้ำสมเนื้อและทุกอย่างก็จบลงไปในเวลาสองชั่วโมงนิดๆ จนถึงมื้อเที่ยงพอดีฝั่งตัวแทนของบริษัทเลยชวนทั้งสองไปร่วมกินมื้อเที่ยงด้วยกันถือเป็นการสานสัมพันธ์ก่อนร่วมงาน ซึ่งการถ่ายงานจะมีขึ้นในอีกสองวันหน้าหน้านี้เลยถือได้ว่าเป็นงานที่ติดต่อมาแบบด่วน ดิวงานเร็ว จบได้เร็วมากจริงๆ สงสัยทางแบรนด์ต้องการรีบออกสินค้าใหม่ในเร็วๆนี้ล่ะมั้ง
“สวัสดีครับ” เพเนียสขึ้นลิฟต์มายังชั้นดาดฟ้าเดินเปิดประตูขึ้นรถมาหรูคันงามอย่างเคยชิน ก่อนจะเอ่ยทักทายเจ้าของรถที่นั่งประจำตำแหน่งด้วยยิ้มที่สดใส
“อืม สรุปเราไปแค่สองคนนะ”
“ใช่ครับ พี่ชายผมมีงานเข้ามาพอดีเป็นรองเท้าแบรนด์ดังด้วยนะครับ” เพเนียสเล่ายิ้มๆ ชื่นชมในความสามารถของพี่ชายมาก
“เหรอ อืม ดีแล้วล่ะ แล้วเราไปเลยไหม”คีเฟอร์พยักหน้าเข้าใจ
“ครับ ไปกันเลยก็ได้”
วันนี้คีเฟอร์ขับรถพาเพเนียสมาที่ร้านกึ่งสวนแห่งหนึ่งบนเนื้อที่ร้อยเอเคอร์ที่อยู่นอกเมืองใช้เวลาเดินทางประมาณหนึ่งชั่วโมงได้ระหว่างทางเพเนียสก็นั่งมองข้างทางอย่างสนุกสนาน รถลอยฟ้าขับผ่านมาหลายท้องที่บ้างน่าสนใจเพราะมีสิ่งปลูกสร้างแปลกตา ขับออกทางนอกเมืองใหญ่มาเรื่อยๆก็ยังคงเป็นเมืองที่คงไว้ซึ่งความรุ่งเรืองอยู่เพียงแต่ไม่ได้หนาแน่นเท่ากับย่านขึ้นชื่อ จึงพอให้คนครอบครองพื้นที่ได้เป็นสิบเป็นร้อยเอเคอร์อยู่แต่ก็คนรวยล่ะนะ
“ดาวซีก็ยังมีพื้นที่ทำการเกษตรอยู่เหมือนกันนะครับเนี่ย”เพเนียสที่มองออกไปนอกหน้าต่างว่าขึ้น เมื่อเห็นป้ายหน้าสวนที่ขับผ่านบอกว่าเป็นสวนผักโตเร็วด้วยสารอาหารและการสร้างสภาพแวดล้อมแบบพิเศษให้แก่พืชจะทำให้พวกมันโตเร็วขึ้นอีกหลายเท่าตัวเลยล่ะ แต่ราคาที่ขายก็เท่าๆกับราคาตามตลาดกลาง ทำให้ได้กำไรน้อยกว่าการปลูกทั่วไป(เพราะต้นทุนสูงกว่า)แต่มันก็ทดแทนได้ด้วยการปลูกขายได้เร็วขึ้น
“ก็มีบ้างแถวๆ นอกเมืองนั่นแหละ”คีเฟอร์ที่มองตามเอ่ย
“ตอนผมไปเที่ยวจริงๆ ก็เห็นอยู่บ้างครับพืชที่ปลูกอยู่บนน้ำแข็งก็ดูอยู่เหมือนกัน หรือว่าเมืองใต้มหาสมุทรที่ไปพักก็สวยเห็นว่ามีสวนปลูกสาหร่ายด้วยนะครับ” นึกถึงรอบก่อนที่เพื่อนพาเที่ยวเลยเล่าออกมาอย่างสนุก
“บางที่ก็เป็นพื้นที่ให้เช่าไม่ได้เป็นเจ้าของที่ทุกแห่งหรอกอย่างบนภูเขาเน้นธรรมชาติหน่อยก็ต้องประมูลเช่าเอา ใต้ทะเลก็เหมือนกัน” คีเฟอร์ได้ยินก็เลยเล่าให้ฟังอีกหลายเรื่องเพเนียสก็ตั้งใจฟังเต็มที่ เรื่องไหนสงสัยก็สอบถามจนกระทั่งถึงจุดหมายของวันนี้นั่นแหละ เลยต้องหยุดพักเรื่องเล่า(ที่เป็นความรู้ทั่วไป)ลงก่อน
‘สวนดินสีเงิน’ คือชื่อของสถานที่ที่ทั้งสองมาในวันนี้เปิดเป็นสวนให้ผู้คนเข้าชมโดยเสียค่าเข้า แล้วก็ขายต้นไม้ด้วยนั่นเอง
“เราเดินดูได้ทั่วเลยไหมครับ”เมื่อจอดรถและเข้ามาข้างในแล้ว เพเนียสเลยถามคนพามาอย่างตื่นเต้น มองลงมาจากข้างบนก่อนลงจอดสวนนี้มีต้นไม้ที่ประดับไปด้วยต้นไม้หลากสายพันธุ์หลากสีสัน ถึงจะมีเนื้อที่ไม่มากแต่ก็สวยงามมากๆ
“ได้สิ” คีเฟอร์พยักหน้ายืนยัน
“งั้นเราก็ออกเดินกันเลยดีไหมครับ”เมื่ออีกคนพยักหน้าเห็นด้วย ทั้งสองก็ออกเดินดูรอบๆ ทันทีในสวนถูกจัดด้วยพืชตั้งแต่พืชชั้นล่างติดพื้นดิน ล้มลุกจนถึงพืชต้นสูงมากมายหลากชนิด แต่ก็ไม่ได้แน่นหนาจนดูรกอะไรทางเดินมีเป็นแผ่นหินสากๆ ที่มีตะไคร่น้ำเกาะอยู่บางๆ มาเรียงต่อกัน
“ว่าแต่ ทำไมชื่อว่าสวนดินสีเงินล่ะครับมีนัยอะไรหรือเปล่า” ระหว่างเดินและสแกนต้นไม้เพื่อดูคำอธิบายอื่นๆเพเนียสก็ถามคำถามที่คาใจออกมา ตอนเจอพนักงานที่ดูแลก็ลืมถามไม่รู้ถามคนพามาจะรู้ไหมนะ
“ก็ตรงๆ ตามชื่อนั่นแหละ ดูที่ดินสิมันมีสีเงินๆ หรือเป็นประกายเงินด้วยเห็นไหม”
“เหรอครับ”พอได้ยินอย่างนั้นเพเนียสก็รีบนั่งยองๆ สำรวจพื้นดินทันทีสีของดินก็เป็นสีน้ำตาลออกดำทั่วไปคล้ายดินทั่วๆ ไปแต่ที่มีเพิ่มเข้ามาก็คือมีประกายเงินหรือบางจุดก็เป็นสีเงินที่เห็นได้ชัดเจนจริงๆ
“จริงด้วยครับ” นั่งเขี่ยๆ จับๆเนื้อดินอยู่สองสามนาทีเพเนียสก็เอ่ยขึ้นอย่างเข้าใจ พร้อมกับเงยหน้าขึ้นบอกอีกคนทันทีอย่างชอบใจดินสีเงิน ฟังแล้วดูร่ำรวยมาก ถ้ามีดินสีทองอีกดูรวยยิ่งกว่าเสียอีก
“อะ เอ่อ”แต่กลับเจอกับหน้าของคีเฟอร์ที่ก้มมองเขาอยู่ตั้งแต่ไม่เมื่อไหร่ไม่รู้องศาที่คีเฟอร์ก้มลงดู และเพเนียสเงยหน้าขึ้น มันห่างกันสัก 30เซนติเมตรได้ ระยะไม่ใกล้แต่ไม่ได้ห่าง แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่าหน้าของพวกเขามันขนานตรงกันพอดีจนเพเนียสต้องตาโตที่เห็นว่าอีกคนก็กำลังจ้องดูการกระทำแบบเด็กๆ ของเขาอยู่เขาก็แค่อยากรู้ว่า ถ้าที่บ้านมีดินแบบนี้จะดีไหมทำนั้นเอง
“อืม เป็นไงบ้าง...เห็นชัดไหม?”คีเฟอร์ที่จ้องอยู่ถามออกมายิ้มๆ ตั้งแต่ที่เห็นเพเนียสนั่งลงสนใจพื้นดินตรงหน้าเขาก็ก้มมองเพเนียสอยู่ตอลดเช่นกันถึงบางครั้งเพเนียสจะต้องทำตัวโตเพื่อให้เหมาะสมกับงานที่ต้องมีความรับผิดชอบสูงแต่เวลาผ่อนคลายแบบนี้เพเนียสก็จะเป็นเหมือนวัยรุ่นทั่วไปที่มีความชอบหรือสนใจในเรื่องต่างๆ บางทีสนใจจนลืมสนใจสิ่งรอบข้างไปเลย
“ครับ เห็นครับ”เพเนียสกะพริบตาอีกสองสามที ก่อนจะพยักหน้าตอบกลับไปจากนั้นกก็กลับมาก้มหน้าเขี่ยดินอีกไม่กี่ครั้งแก้เขินและเป็นการสั่งลาก่อนจะหายใจเรียกสติอีกเฮือกใหญ่ แล้วก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเช่นเดิมถึงแม้ว่าจะสูงน้อยกว่าอีกคนก็เถอะ
“สรุปแล้วมันเป็นเพราะอะไรเหรอครับดินถึงได้มีสีเงิน?” ถึงแม้จะเห็นกับตา แต่เพเนียสก็ยังอยากรู้คำตอบอยู่ดีถึงจะเคยเรียนผ่านมาคร่าวๆ แต่ต้องรู้ว่าความรู้ทั่วไปจากดาวดวงต่างๆมันเยอะแยะมาก เขาจะไม่รู้ทุกอย่างก็ไม่แปลก จริงๆแล้วเขาจะลงมือเสิร์ชหาข้อมูลตอนนี้ก็ได้ แต่ก็ไม่ทำ ก็มีคนให้ถามอยู่ข้างๆ นี่นา
“มันมีแร่ไพไลตาร์ผสมอยู่น่ะ”คีเฟอร์บอก แถบๆ นี้เจอแร่ชนิดนี้อยู่มากเลยทีเดียว
“แร่นี้ก็มีราคาอยู่นี่ครับทำไมเขาไม่เอาไปขายล่ะ” ถามอย่างสงสัย ดูจากปริมาณที่ผสมอยู่ในดินถ้าแยกออกมาต้องได้ไม่น้อยเลยนะเนี่ย
“อาจจะเพราะว่าเขาไม่ได้ลำบากเรื่องเงินมั้งอีกอย่างมันก็ไม่ได้มีผลเสียกับต้นไม้ด้วย” คีเฟอร์ตอบอย่างไม่ได้ล่วงรู้ความจริงอะไรกับเจ้าของ
“แล้วมันก็กลายเป็นซิกเนเจอร์ของที่นี่ไปสินะครับ”เพเนียสว่า อดชื่นชมเจ้าของไม่ได้ ที่เอาตรงนี้มาเป็นจุดขาย พอเขามาคิดๆ ดูแล้วการขายครั้งเดียว กับเก็บไว้แล้วค่อยๆ รับเงินไปเรื่อยๆกินน้อยแต่ก็ได้ไปอีกนานนั่นแหละ
“ก็คงงั้นมั้ง” คีเฟอร์พยักหน้าเห็นด้วย
“แล้วแบบนี้มันมีผลกับการเจริญเติบโตของพืชด้วยไหมนะครับแบบทำให้พืชงอกงามมากขึ้น” เรื่องนี้ยังไม่จบ ระหว่างเดินบนพื้นหินที่เรียงต่อเป็นทางเดินเพเนียสก็ถามอย่างสงสัยเพราะเขากลัวว่าถ้าซื้อกลับไปปลูกแล้วมันจะไม่สวยเท่าที่นี่แต่คำถามนี้เอาไว้ถามกับคนขายดีกว่า
“ข้อนี้ก็ไม่รู้เหมือนกัน”คีเฟอร์ส่ายหน้าให้สองสามที
“ไม่เป็นไรครับค่อยถามกับคนขายต้นไม้ก็ได้”
“อืม”
“อะ ทางแยก เราควรไปทางไหนดีครับ” เดินๆมาเจอกับทางแยกซ้ายขวา เพเนียสก็คิดหนักแล้วว่าจะไปทางไหนก่อนดี
“ซ้ายมีพืชในพื้นที่ชุ่มน้ำส่วนทางขวามีพืชตามหน้าผา” คีเฟอร์อ่าน แต่ไม่ได้ช่วยชี้ทางแต่อย่างใดปล่อยหน้านี้ตัดสินใจให้เพเนียสไป
“อืม งั้น... เราไปทางนี้ก็แล้วกันครับ”คิดตามที่คีเฟอร์ว่า ก่อนจะชี้ทางขวามือ พร้อมมองหน้าคีเฟอร์อย่างรอคอยคำตอบว่าจะเห็นด้วยไหม
“ได้สิ” และก็ไม่มีข้อขัดแย้งเพเนียสจึงยิ้มกว้างทันที พร้อมกับออกเดินต่อส่วนอีกฝั่งค่อยเดินมาดูสิหลังก็แล้วกัน เสียดายก็แต่ที่นี่คงคอนเซ็ปต์ให้เดินพักผ่อนจริงๆเลยไม่มีแม้แต่สกูตเตอร์ช่วยทุ่นแรงให้เช่า