(3 ) หนีโจรปะทหารพม่า
ทางเข้าถ้ำเป็ทางลาดชันแคบๆ ที่ต้องเดินไต่ลงไป ข้างในจะมืด ต้องอาศัยแสงสว่างจากคบไฟ จึงจะมองเห็นทางเดินมีแง่หินสูงต่ำ ให้ไต่ลงไปใน่แรกๆ เป็ระยะทางสั้นๆ จากนั้นจึงเป็ทางเดินแคบๆคดเคี้ยว เดินกันไปไม่ไกลนัก ก็เริมมีแสงสว่างเริ่มเห็นอะไรๆ ได้ถนัดขึ้นจนเข้ามาถึงต้นทางของแสงสว่างนั้น มีลักษณะเป็ห้องโถงขนาดใหญ่ ที่น่าจะขังคนได้เป็ร้อยมองสูงขึ้นไปบนเพดานถ้ำจะเห็นเป็ปล่องช่องขนาดไม่ใหญ่นัก ที่นำอากาศ และแสงสว่างจากภายนอกเข้ามาในถ้ำนี้
พอไอ้ใหญ่หัวหน้าโจรที่เดินรั้งท้ายเข้ามาถึง ก็พูดขึ้นว่า
“พวกเอ็งอยู่กันที่นี่ ข้าจะให้อาหารและน้ำวันละหนึ่งครั้ง . . จะอยู่นานหรือไม่นานก็อยู่ที่แม่ของเอ็งแล้วล่ะ ”
“ทางเข้าออกมีทางเดียว แล้วไอ้ช่องบนหัวพวกเอ็งนั่น พวกเอ็งคงต้องมีปีก ถึงจะบินหนีออกไปได้ข้าว่านะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า . . ”
ไอ้ใหญ่หัวร่อชอบใจแล้วพวกมันก็พากันเดินออกจากถ้ำไปทั้งหมด ไม่มีลูกสมุนโจรคอยเฝ้าดูอยู่ในถ้ำเลยสักคน
หลังจากช่วยกันแก้มัดออกแล้วเอกมองไปรอบๆ ถ้ำแล้วลงความเห็นกับนายสิงห์ว่า ผนังถ้ำมีความสูงชันมากไม่มีทางที่จะปีนหนีออกจากถ้ำไปได้แน่ และทางเข้าออกก็มีอยู่ทางเดียวปากถ้ำก็คงมีลูกสมุนโจรเฝ้าเอาไว้ อาวุธก็ถูกยึดไป คงต้องรอให้แม่วันจ่ายเงินค่าไถ่ตัวพวกเอกจึงจะได้ออกไปจากถ้ำนี้
หลังจากสิ้นแสงอาทิตย์กองไฟได้ถูกจุดขึ้นภายในถ้ำเพื่อให้แสงสว่างและบรรเทาความหนาวเย็นก่อนหน้านี้มีสมุนโจรมานำเอาคนในถ้ำออกไปสองคนเพื่อให้ไปหาเก็บฟืนมาไว้ก่อกองไฟภายในถ้ำหลังจากที่ทุกคนกลับมาแล้ว นายสิงห์ก็เรียกทั้ง สองคนไปถามถึงสถาณการณ์ภายนอกถ้ำได้ความว่าเกวียนทั้งหมดกับไอ้ใหญ่หัวหน้าโจรกับลูกสมุนบางส่วนไม่อยู่แล้วตอนนี้มีสมุนโจร ห้าหกคนเฝ้าอยู่หน้าปากถ้ำ และยังแอบได้ยินลูกสมุนพวกนี้คุยกันว่าจะเอาอย่างไรกันดี ไอ้ใหญ่หัวหน้าก็เอาเกวียนกับคนบางส่วนหนีกลับไปก่อนแล้วและตอนนี้พวกมันได้ข่าวมาว่า มีกองทหารพม่า เข้ามาตั้งค่ายอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนักดูท่าทางว่าพวกลูกสมุนที่เหลืออยู่ที่นี่ จะกังวลว่าหากทหารพม่ามาพบ แล้วจะถูกจับไปเป็ทาสหรืออาจถูกฆ่าตายได้จึงปรึกษากันว่าจะหนีไปเสียตอนนี้ดีหรือไม่ นายสิงห์กับเอกจึงปรึกษากันแล้วจัดคนให้แอบไปคอยดูลูกสมุนโจร ที่เฝ้าอยู่หน้าถ้ำว่ายังอยู่หรือไม่และบอกให้ทุกคนเตรียมตัวเอาไว้ ให้พร้อมที่จะหนีออกไปจากถ้ำนี้ได้ทุกเมื่อ
จนกระทั่งรุ่งเช้าทุกคนในถ้ำผล็อยหลับกันไปหมด รวมทั้งคนที่มีหน้าที่ต้องคอยออกไปดูสมุนโจรที่ทางเข้าถ้ำก็หลับกับเขาไปด้วยไอ้นินเดินกึ่งย่อง อยู่ตรงที่พวกเอกนอนกันอยู่ในโถงถ้ำ ชะเง้อมองแต่ละคนที่นอนกันอยู่เหมือนหาใครสักคน จนมาเจอบุญมี ไอ้นินค่อยๆเข้าไปเขย่าตัวบุญมี เพื่อปลุกให้ตื่นขึ้น
“ บุญมี ๆ . . . ” เสียงไอ้นินเรียกเบาๆ
บุญมีลืมตาตื่นขึ้นมามองยังไม่ทันที่ไอ้นินจะได้พูดอะไรต่อก็มีปลายดาบพาดมาที่บนไหล่ข้างๆคอทั้งสองข้างของไอ้นินซึ่งดาบทั้งสองมาจากนายสิงห์และเอกนั่นเอง
“ ไอ้นิน เอ็งแอบย่องเข้ามาทำอะไร ? ”นายสิงห์พูดขึ้น โดยมีดยังจ่ออยู่ที่คอไอ้นิน
“ ข้า . . ข้า . ข้าจะมาบอกพวกเ้า ให้รีบหนีไปจากที่นี่เสียในตอนนี้” ไอ้นินพูดออกมา ดูน้ำเสียงเหมือนมีความกังวล แล้วพูดขึ้นต่อว่า
“ ไอ้พวกลูกสมุนโจรมันกลัวกันว่าพวกทหารพม่า จะมาเจอพวกมันเข้า มันก็เลยชวนกันหนีไป เมื่อก่อนรุ่งสางนี้แล้ว”
“ แล้วทำไมเอ็งยังไม่หนีไป ? ”เอกถามขึ้น
“ ข้าเป็ห่วงพวกเ้ากลัวว่าพวกเ้าจะถูกทหารพม่า จับตัวไปเป็ทาสเหมือนกับข้า ! ”
“ ข้าเคยถูกจับตัวนำไปเป็ทาส ั้แ่ตอนข้ายังเป็เด็กพ่อแม่ของข้าถูกฆ่าตาย ในตอนนั้นเพราะเข้าช่วยข้า ”
“ ไปอยู่ที่นั้นได้ไม่นาน คนที่ถูกจับกันไปหลายคนรวมตัวกันสู้เกิดความวุ่นวายขึ้น ข้ากับอีกหลายคนเลยแอบหนีกลับมาได้ ”
“ ในกลุ่มที่หนีมานั้นมีผัวเมียคู่หนึ่งเป็หมอยาทั้งคู่ เห็นว่าข้าไม่มีที่ไป ก็เลยชวนข้าไปอยู่ด้วยกันที่เมืองราชบุรีเลียงดูข้าเหมือนลูก ข้าจึงได้วิชาหมอยามา . . . ”
“ พอข้าอายุสิบเจ็ดปี กลุ่มโจรไอ้ขุนดำบุกปล้นสะดมไปทั่วมันฆ่าคนที่ขัดขืนไม่บอกที่ซ่อนสมบัติทุกคน ทุกบ้าน พ่อแม่ของข้าก็ถูกฆ่าตายไปด้วย. . . ”
“ บังเอิญพวกมันได้ยินว่าบ้านข้าเป็หมอยาไอ้ขุนดำมันเลยไว้ชีวิตข้า พาข้าตามกลับไปอยู่ที่ชุมโจร ไปเป็หมอยาให้กับพวกมัน ”
“ ไอ้ขุนดำมันมีสันดานโเี้มากข้าทนอยู่กับมันมาสามปีแล้ว ออกปล้นครั้งนี้ข้าเลยอาสามันออกมา เพื่อมีโอกาสข้าก็จะหนีจากพวกมันไป ” ไอ้นินเล่าที่มาที่ไปของมันให้ฟัง
“ เช่นนั้นเ้าก็เป็หมอจริงๆ ”บุญมีพูดขึ้น
“ ใช่แล้ว ข้าเป็หมอและข้าก็ไม่เคยคิดที่จะฆ่าใคร ” ไอ้นินบอก
“ คงเป็จริงข้าก็ไม่เห็นเ้ามีอาวุธใดๆ นอกจากดาบหลายเล่ม ที่กองไว้ตรงทางเดินเข้าถ้ำ ข้าเดาว่าเ้าเป็ผู้นำมา” เอกพูดขึ้น พร้อมกับเอาดาบที่พาดคอไอ้นินออก
“ ใกล้รุ่งสาง อาสิงห์เป็คนไปเฝ้าสังเกตพวกลูกสมุนโจรที่เฝ้าอยู่หน้าถ้ำ แล้วไม่เห็นใคร ก็เลยกลับมาชวนข้าออกไปดู เพราะแอบได้ยินพวกมันจะหนีกันไปเหมือนกัน”
“ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ก็พากันออกไปเดินสำรวจรอบๆถ้ำ พอเดินกลับเข้าถ้ำ ก็เห็นดาบเหล่านี้กองอยู่ระหว่างทางเดิน” เอกบอก
“ ข้าเห็นพวกมัน เอาไปซ่อนไว้ในกอไผ่ั้แ่เมื่อวานพอข้าแอบหนีออกมาจากพวกมันได้ ข้าก็ตรงไปหาดาบพวกนี้ก่อน เพื่อนำมาให้พวกเ้าเพราะอย่างไรก็ต้องมีไว้ใช้ป้องกันตัว ระหว่างเดินทาง ” ไอ้นินบอก
“ อาคิดว่าอย่างไร ? ”เอกหันมาถามนายสิงห์
“ ข้าคิดว่า ไอ้นินคงไม่คิดร้ายกับเรา เพราะมันจะไม่ช่วยรักษาไข้ป่าให้พวกเราก็ได้แต่มันก็ทำ ”
“ และข้าก็ยังไม่เคยเห็นมัน ถือดาบทำร้ายผู้ใด” นายสิงห์พูด
“ ข้าก็เห็นด้วยกับอา ” บุญมีพูดขึ้น
“ ดีแล้วหากเป็เช่นนั้นเราก็รีบออกไปจากที่นี่กันเถอะ ” เอกบอก
ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยกับเอก แล้วก็ปลุกทุกคนให้ตื่นขึ้นนายสิงห์ให้เอาอาวุธคืนให้กับทุกคน แล้วทั้งหมดก็พากันเดินออกจากถ้ำ
ไม่มีใครรู้ว่าไอ้นิน ถูกทหารพม่าพบเห็นหลังจากหนีออกมาจากกลุ่มสมุนโจรไม่นาน และนำกำลังแอบติดตามมาโดยที่ไอ้นินไม่รู้ตัวพอไอ้นินเข้าไปในถ้ำ ทหารพม่าก็วางกำลัง ล้อมรอบๆปากถ้ำเอาไว้ รอให้คนที่อยู่ในถ้ำออกมาก่อนจึงจะเข้าโจมตี
รอจนเห็นว่าไม่มีใครออกมาอีกแล้วนายกองที่เป็หัวหน้าจึงส่งสัญญาณให้ทหารบุก ทหารพม่ากรูกันออกมาจากที่ซ่อน เข้าจู่โจมกลุ่มของเอกแบบไม่ทันมีใครได้ตั้งตัว คนที่ไปอยู่ใกล้กับทหารพม่ามากก็จะโดนจับเอามีดจ่อคอไว้โดยง่าย มีนายสิงห์ เอก บุญมี ไอ้นิน กับคนอื่นอีกสามสี่คนที่ยังไม่ถูกจับในทันที ทุกคนจึงจับดาบขึ้น เข้าปะทะกับทหารพม่าในทันทีสองฝ่ายฟันดาบสู้กันสักพัก กลุ่มของเอกเริ่มได้เปรียบ ฟันทหารพม่าล้มลงเจ็บไปหลายคนนายกองพม่าจึงส่งสัญญาณ ให้ทหารพม่าถอยออกมา แล้วะโบอกมาให้กลุ่มของเอก ยอมแพ้และวางอาวุธลงโดยที่ด้านหลังที่นายกองยืนอยู่ มีทหารพม่าสี่นาย ยืนเรียงอยู่ไม่ห่างกันนัก พร้อมกับมีปืนคาบศิลา ยกขึ้นเล็งมาทางกลุ่มของเอก
ทุกคนชะงักไปชั่วขณะ เอกมองไปทางทหารพม่าที่ถือปืนอยู่ทั้งสี่คน มีอยู่สามคนที่เล็งปืนมาด้วยท่าทางเก้ ๆ กัง ๆและมีอยู่เพียงคนเดียว ที่จับปืนไว้นิ่งเล็งมาที่พวกตน เอกจึงคิดว่าปืน 4 กระบอกมีโอกาสที่จะยิงออกมาโดนคนในกลุ่มของตนเพียงแค่หนึ่งหรือสอง จึงคิดว่ามีโอกาสที่จะตีฝ่าออกไปได้เอกจึงพูดออกมาให้พอได้ยินกันว่า
“ ไม่ต้องกลัว ดูท่าแล้ว พวกมันยิงมาไม่โดนเราหรอกตีฝ่ากันออกไป หนีไปได้แล้วให้ทิ้งร่องรอยไว้ให้ตามกันได้ด้วย ” . . .
“ บุญมีมากับพี่ . . ทุกคน . . ไป . . ”
แม้บุญมีจะอ้อนแอ้นดั่งหญิงสาวแต่ก็ได้เรียนวิชาดาบ และการต่อสู้เอาไว้เพื่อใช้ป้องกันตัวเองจากนายสิงห์ และเอกจะเป็ผู้ช่วยฝึกซ้อมให้อยู่เสมอๆแต่เอกก็ยังเป็ห่วงบุญมีอยู่ตลอดเวลา ตามประสาคนเป็พี่
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .. . . . . . . . . . .
ปืนคาบศิลาเป็ปืนที่ใช้ดินปืนกรอกเข้าทางปากระบอก แล้วใส่ใยนุ่น-หัวะุทรงกลม และใยนุ่นปิดอีกชั้น(ใช้ลวดเหล็กยาวกระทุ้งเบาๆให้ทั้งหมดเข้าไปสุดโคนลำกล้อง) มีกลไกรที่เรียกว่านกสับหินไฟหรือที่เรียกว่า“หินคาบศิลา” ให้กระทบกันเกิดเป็ประกายไฟไปโดนดินปืนะเิผลักะุให้พุ่งออกปืนชนิดนี้เมื่อบรรจุะุแล้วต้องถือให้กระบอกปืนตั้งตรงอยู่ตลอดไม่เช่นนั้นะุจะไหลออกมา
.. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .
“ ปั้ง ปั้ง . . . ปั้ง ปั้ง ”เสียงปืนจากทหารพม่าดังขึ้น ลูกปืนที่ยิงออกมาไม่โดนคนในกลุ่มของเอก มีเพียงไอ้นินที่โดนเฉียดเข้าไปที่ต้นแขนซ้ายเืไหลออกมาเป็ทาง บุญมีใพุ่งเข้าไปประคองไอ้นินที่ทำท่าจะทรุดลงไปเอก นายสิงห์ และที่เหลือง้างดาบ พุ่งเข้าใสทหารพม่าที่กำลังบรรจุะุเข้าไปใหม่ โดยมีทหารพม่าอีกนับสิบคน กรูกันออกมาข้างหน้าเพื่อคอยคุ้มกันระหว่างนั้นบุญมี รีบประคองไอ้นินหนีออกไป โดยไม่ได้มีใครสนใจ
เอกกับนายสิงห์และลูกน้องที่เหลือ ควงดาบเข้าใส่ทหารพม่าอย่างหนักหน่วงแต่ด้วยทหารพม่ามีจำนวนมากกว่าสองเท่า ทำให้ต้องสู้แบบสู้ไปถอยไป นายสิงห์เห็นว่าหากสู้ไปนานกว่านี้จะต้านไม่ไหวอีกทั้งเมื่อทหารพม่าบรรจุะุปืนเสร็จ อาจจะมีใครพลาด โดนยิงเหมือนไอ้นินได้ จึงฮึดออกแรงฟันอย่างหนักหน่วงอีกครั้งทั้งฟันทั้งถีบทหารพม่า ให้กระเด็นออกไป แล้วเข้าไปช่วยคนที่อยู่ใกล้ๆพร้อมกับบอกให้รีบหนีไป จนเหลือนายสิงห์กับเอกแค่สองคน หันหลังชนกันสู้กับทหารพม่าที่เหลือ
เสียงนายกองทหารพม่า ะโสั่งให้ลูกน้องของตนถอยออกมาเพราะปืนบรรจุะุพร้อมใช้งานแล้ว นายสิงห์กับเอกหันมาพยักหน้าให้กันแล้ววิ่งแยกกันออกไปคนละทาง
“ยิงเลย . . . ” เสียงนายกองสั่งให้ยิง
พลปืนหันมามองหน้ากัน เพราะไม่รู้ว่าจะให้ยิงไปที่ใครทหารพม่าที่เหลือก็ไม่กล้าที่จะขยับตาม เอกกับนายสิงห์ไป เพราะกลัวว่าจะโดนลูกปืน ที่นายกองสั่งยิงออกไปจะโดนตัวเองจนนายกองต้องะโสั่งให้ตามไป