“นี่ก็เป็ส่วนที่ข้ากังวลใจมากที่สุด...” เสวี่ยสวินมองเซี่ยงอวี่อย่างค่อนข้างกังวลใจ กล่าวออกไปเพียง “พี่ใหญ่เซี่ยงมาจากยุทธภพ ไม่เข้าใจหลักเกณฑ์ในวัง เกรงจะถูกคนจับจุดอ่อนได้ง่าย”
จางเอ่อร์พูดปลอบ “ไม่ว่าจะเกิดเื่อะไรขึ้น ข้าเชื่อว่าขอเพียงเราร่วมมือร่วมใจกัน ทุกอย่างก็สามารถแก้ไขคลี่คลายผ่านไปได้ง่ายดาย”
เซี่ยงอวี่ได้ยินวาจาแล้วก็หัวเราะเบิกบาน “สหายเอ่อร์กล่าวไม่ผิด ในวังแห่งนี้มีพวกท่านอยู่ช่างดียิ่งนัก!”
ในเวลาเดียวกันนี้ จู่ๆ เสวี่ยสวินก็หยิบป้ายหยกสีขาวหิมะออกมาจาก่เอว ยื่นส่งให้เบื้องหน้าเซี่ยงอวี่ เอ่ยเสียงนุ่มนวล “พี่ใหญ่เซี่ยง ท่านเก็บของสิ่งนี้ไว้ให้ดี ถึงยามคับขันจำเป็มันสามารถช่วยชีวิตท่านได้!”
เซี่ยงอวี่มองดูป้ายหยกมันวาวสีนุ่มละมุนอบอุ่น รูปทรงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวชิ้นนั้น คิดในใจว่านี่คงจะเป็ของรักของยายหนูสวิน ทว่ากลับปฏิเสธบอกปัดไม่พ้น จึงจำเป็ต้องรับเก็บไว้
ป้ายหยกนั้นแค่เห็นก็รู้แล้วว่ามิใช่ของธรรมดาสามัญ แต่เป็สมบัติสืบทอดในวงศ์ตระกูลของจยาฮูหยิน เจียระไนมาจากหยกดิบของหยกเหอซื่อปี้ บนโลกมีเพียงสองชิ้น อีกชิ้นนั้นอยู่กับตัวจางเอ่อร์
นี่เป็ครั้งแรกที่เสวี่ยสวินหยิบออกมา ทว่ากลับส่งมอบให้เซี่ยงอวี่
หม่าเหวินหยวนคล้ายมีความคิดบางอย่าง จางเอ่อร์เห็นภาพนี้ ในหัวใจกลับเ็ปขึ้นมาอย่างอธิบายไม่ถูก ความขมขื่นบนใบหน้าเห็นชัดเพียงเหลือบมองมาแค่สายตาเดียว
…
วังหลังของแคว้นจ้าวเวลานี้ เหล่านางสนมของตำหนักต่างๆ รวมตัวกันเข้าเฝ้าอยู่ในตำหนักบรรทมของพระอัครมเหสี ส่วนพระอัครมเหสีนั้นประทับบนที่นั่งประธานด้วยท่วงท่าสูงส่งสง่างาม มองดูภาพทั้งหมดนี้ด้วยสายตาเหยียดหยัน
“วันเฉลิมพระชนมพรรษาของจ้าวอ๋องใกล้เข้ามาถึงแล้ว น้องหญิงทุกคนมีความเห็นเช่นไร”
ลี่ฮูหยินมีเจตนาประจบเอาใจพระอัครมเหสีจึงกล่าวขึ้น “ปีก่อนๆ ที่ผ่านมาล้วนได้พระอัครมเหสีดูแลจัดการงาน พระองค์กระทำการถี่ถ้วนรอบคอบ ปีนี้ก็เห็นสมควรให้ท่านรับผิดชอบดูแลเพคะ”
พระอัครมเหสีได้ยินถ้อยคำเหล่านี้แล้ว มุมปากสีแดงสดก็หยักยิ้มลำพอง พึงพอใจเป็อย่างยิ่ง
ฮุ่ยฮูหยินที่อยู่ด้านข้างหลุดขำออกมา “วาจานี้น้องหญิงกล่าวผิดแล้ว ก่อนหน้านี้งานเฉลิมพระชนมพรรษาของจ้าวอ๋องล้วนเป็จยาฮูหยินดูแลจัดการ จ้าวอ๋องโปรดปรานเป็อย่างยิ่ง”
ครั้นเอ่ยถึงจยาฮูหยิน พระสนมทั้งหลายต่างนิ่งชะงัก ยามนั้นจยาฮูหยินรูปโฉมงามล่มแคว้น ครองความโปรดปรานเป็หนึ่งในวังหลัง ใครเล่าจะไม่นึกชิงชัง
พระอัครมเหสีได้ยิน สีหน้าก็ครึ้มเขียวจนน่ากลัว โทสะพุ่งทะลักขึ้นมาในคราเดียว เปล่งวาจาด้วยท่าทางแข็งกร้าว “แต่ก็น่าเสียดาย ตอนนี้นางตายไปแล้ว แน่นอนว่าข้าจะจัดให้ดียิ่งกว่านาง ได้รับความโปรดปรานจากจ้าวอ๋องมากกว่านาง!”
เวลานี้จ้าวเมี่ยวหลานได้เดินเข้ามาในตำหนักพอดี “หลานเอ๋อร์ถวายพระพรเสด็จแม่ คณะละครที่ลูกตั้งใจเชิญมาในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของเสด็จพ่อเดินทางเข้าวังมาเรียบร้อยแล้วเพคะ เชิญเสด็จแม่ไปทอดพระเนตรตรวจสอบ”
“ดี! ข้าจะต้องทำให้จ้าวอ๋องพอพระทัยแน่นอน!”
…
ผู้คนในวังจ้าวทั้งบนล่างต่างยุ่งกับการเตรียมงานฉลองวันพระราชสมภพของจ้าวอ๋อง โคมไฟและผืนผ้าไหมสีแดงแขวนประดับประดาทั่วทุกหนแห่ง ผู้คนเดินไปมาขวักไขว่ดูคึกคักยิ่งนัก
พระอัครมเหสีกับจ้าวเมี่ยวหลานกำลังชมการแสดงของคณะละครในลานตำหนัก ปกติคุ้นชินแต่กับการดูระบำขับขานของวัง พวกละครกายกรรมของชาวบ้านนั้นสนุกกว่าจริงๆ
“เสด็จแม่ การแสดงของคณะละครที่หลานเอ๋อร์หามาเป็อย่างไรบ้างเพคะ”
พระอัครมเหสีพึงพอใจเป็อย่างยิ่ง มุมปากหยุดยกยิ้มไม่ได้ “ไม่เลว คิดว่าวันงานเสด็จพ่อเ้าได้ชมจะต้องเบิกบานพระทัยมากเป็แน่”
บริเวณไกลๆ พลันมีเสียงฝีเท้าดังมาเป็ระยะ เห็นเพียงจ้าวเสวี่ยสวินกับเสี่ยวอวี๋เอ๋อร์ถือประคองกล่องไม้ใบใหญ่เข้ามาคารวะ
ครั้นพระอัครมเหสีเห็นนาง ความรังเกียจก็ปรากฏขึ้นในใจอย่างเลี่ยงไม่ได้ “จ้าวเสวี่ยสวิน เ้ามาทำอะไร!”
เมี่ยวหลานเห็นสถานการณ์ก็แสร้งพูดเกลี้ยกล่อม “เสด็จแม่อย่าเป็เช่นนี้สิเพคะ นานทีพี่หญิงสวินจะมาเยี่ยมเยือนท่าน ถือว่าแสดงจิตใจกตัญญูนะเพคะ”
เสวี่ยสวินสงบใจลงเล็กน้อย เอ่ยคำอย่างไม่รีบร้อน “หม่อมฉันทราบดีว่าพระอัครมเหสีไม่อยากพบหน้า แต่หม่อมฉันมาครั้งนี้เพราะ้ามอบของขวัญหนึ่งให้พระองค์!”
เสี่ยวอวี๋เอ๋อร์ถวายกล่องนั้นให้พระอัครมเหสี เมื่อเปิดออกดูก็ถึงกับเห็นว่าเป็ชุดสีดำอันแสนคุ้นตา พระอัครมเหสีกับเมี่ยวหลานพลันตื่นใ
พระอัครมเหสีแม้จิตใจจะไม่เป็สุข แต่ยังคงแสร้งถามด้วยท่าทางสงบนิ่ง “เ้าหมายความเช่นไร”
“หม่อมฉันเพียงอยากเตือนพระอัครมเหสี พระองค์เป็คนฉลาด อย่าได้กระทำเื่โง่เขลาที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดูแลใส่ใจเสด็จพ่ออีก สุดท้ายแล้วจะได้ไม่เป็การทำร้ายทั้งตัวเองและผู้อื่น”
เสวี่ยสวินพูดจบก็คำนับให้พระอัครมเหสี พาเสี่ยวอวี๋เอ๋อร์หันร่างเดินจากไป
เมี่ยวหลานกำกระโปรงแน่นโดยไม่รู้ตัว ถามเสียงลนลาน “เสด็จแม่ นางรู้เื่หมดแล้ว! หากนางทูลฟ้องเสด็จพ่อล่ะเพคะจะทำเช่นไร”
พระอัครมเหสีปิดกล่อง คิ้วตาเผยร่องรอยเยาะหยัน “หึ นางไม่มีทางทำ! ตอนนี้ข้ากำลังจัดงานเฉลิมพระชนมพรรษาให้จ้าวอ๋อง ถ้านางคิดจะบอกจริง คงไม่มาหาข้าหรอก”
…
เหนือค่ายทหาร วันนี้ดวงจันทร์มิรู้เป็เช่นไร ทอแสงสว่างไสวเป็พิเศษ
เหล่าองครักษ์ภายในวังกำลังเฝ้ายามกันอย่างเกียจคร้าน สาเหตุหลักๆ คงเพราะเหนื่อยล้า ทุกคนจึงดูหงอยเหงาไร้ชีวิตชีวา
นายทหารระดับสูงคนหนึ่งในกองทหารองครักษ์วังหลวงหิ้วกาสุราชั้นดีเข้ามา พลางร้องเรียกทุกคน “พี่น้องทั้งหลาย นี่เป็สุรารสเลิศที่เมียข้าบ่มเอง ทุกคนมาลองชิมกันหน่อย!”
พวกองครักษ์เฝ้าป้อมรักษาการณ์นานปี เวลานี้ได้กลิ่นสุราหอมหวน ส่วนใหญ่ล้วนเป็ผู้ติดสุรา จึงพากันแย่งเข้าไปขอลิ้มรสสักคำ
นายทหารระดับสูงเห็นเซี่ยงอวี่ยืนนิ่งไม่ขยับอยู่ตรงนั้นก็ะโเรียก “สหายเซี่ยงอวี่ เหตุใดเ้ายังยืนอยู่ตรงนั้นเล่า มาลองชิมด้วยกันสิ”
เซี่ยงอวี่ขมวดคิ้วพูดด้วยเสียงไม่พอใจ “ในกองทัพห้ามดื่มสุราเป็อันขาด ที่พวกเ้าทำอยู่นี้มิใช่ละเมิดกฎระเบียบวังหรอกหรือ”
ในค่ายทหาร ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็หัวหน้ากองทหารองครักษ์วังหลวงมีหลายตำแหน่ง ทว่าองครักษ์ส่วนใหญ่มักเชื่อฟังคำสั่งของหัวหน้าท่านนี้ ไหนเลยจะเคยถูกถามตั้งแง่เช่นนี้