“สวัสดีค่ะ คุณทิชา คุณพราวฟ้า”
หญิงสาวรับไหว้เ้าของร้านอาหารที่จะมาจัดอาหารให้งานเลี้ยงบริษัทปลอมๆของเธอคืนนี้
ตอนนี้พวกเรายืนรวมกันอยู่ที่หน้าเคาเตอร์แผนกต้อนรับที่คุณพราวฟ้าต้องมารับหน้าที่ปลอมๆอีกครั้ง
เธอรู้สึกนับถือใจคุณพราวฟ้าเป็อย่างมาก
ในตอนที่เขาตอบตกลงว่าจะช่วยทิชาเธอไม่คิดว่าเขาจะช่วยกันถึงขนาดนี้
ถึงขนาดที่ว่า...ยอมกลับมาช่วยเธอตามแผนให้สำเร็จโดยต้องกลับมาเดินไปเดินมา
ในบริษัทแห่งนี้ทั้งๆที่ถ้าเป็เธอเองถ้าได้ออกไปจะไม่มีวันกลับมาอีกแน่ ๆ !!
ทิชามองคุณคีตาและบรรดาลูกน้องของหล่อนที่ค่อยๆทยอยขนอาหารมาตั้งไว้ที่บริเวรหน้าแผนกต้อนรับ
อาหารดูหน้าตาน่ากินดีนะ...คงจะเสียดายน่าดูหากไม่มีใครได้ลิ้มรสมันเลย...
“เอ่อ...คุณทิชาคะทำไมถึงไม่ให้พนักงานของฉันเข้าไปวางอาหารข้างในห้องจัดเลี้ยงเลยล่ะคะ?”
คีตาถามด้วยความสงสัย เพราะคุณทิชาไม่อนุญาตให้พนักงานคนไหนของเธอ
เข้ามาในบริษัทมากไปกว่าบริเวรแผนกต้อนรับเลย
พูดกันตรง ๆว่าหากไม่มีใครบอกเธอว่าที่นี่มีงานเลี้ยง
คีตาอาจจะไม่รู้เลยจริง ๆ เพราะหากจะเรียกได้ว่าที่นี่คืองานเลี้ยงแล้วบริษัทนี้
มันออกจะดูมืดแล้วก็เงียบเกินไปสักหน่อย...แต่บางทีงานอาจจะอยู่ข้างในตึกก็ได้
แถมตอนนี้ก็ยังไม่ถึงเวลางานเลี้ยงเลย
“พอดีว่างานเลี้ยงของเราเป็งานเลี้ยงแบบปิดน่ะค่ะ
มันเลยดูเงียบ ๆ และฉันก็ไม่อยากให้ใครเข้าวุ่นวายกับพนักงานของฉันด้วย”
ราวกับได้ยินเสียงความคิดคุณทิชาตอบคำถามในหัวเธออย่างทันที
คีตาพยักหน้ารับกับคำตอบของเขา คีตามองบรรยากาศบริษัทที่ค่อนข้างจะวังเวง
ที่นี่มันเป็บริษัทประเภทไหนกัน เธอแทบไม่เห็นพนักงานคนอื่นนอกจากคุณทิชาและคุณพราวฟ้าเลย
“แต่ฉันอยากให้คุณอยู่ดูแลงานเลี้ยงของพวกเรานะคะ” พราวฟ้ายิ้มกว้างก่อนจะพูดเสริม
“แน่นอนค่ะพวกเราต้องคอยดูแลอาหารในงานเลี้ยงอยู่แล้วค่ะ”
“ไม่ค่ะ แค่คุณค่ะ”
“…”
“คุณคนเดียวค่ะคุณคีตา”
จากที่ยิ้มพยักหน้ารับกลับต้องสะอึกเล็กน้อย
เมื่อกี้คุณทิชาบอกว่าจะให้เธอที่เป็เ้าของกิจการต้องมาดูแลอาหารในงานเลี้ยงอย่างงั้นหรอ?
นี่มันหน้าที่พนักงานไม่ใช่หรือไง
เธอนึกว่าคุณทิชาอาจจะพูดแกล้งเธอเล่นแต่เมื่อหันหน้าไม่เห็นคุณพราวฟ้าที่ยิ้มกว้างอยู่ข้างๆกัน
ตายิ้มเสี้ยวพระจันทร์ของเธอทำให้คีตารู้ในทันทีว่าคงไม่มีใครแกล้งเธอแน่ๆ
แต่หากผู้ว่าจ้างว่ามาอย่างนั้นเธอก็ทำตามไม่ใช่หรือไงกัน
“คุณคีตาติดปัญหาอะไรหรือเปล่าคะ”
เพราะเห็นคนตรงหน้าเงียบไปและมีสีหน้ากังวล
ทิชาก็แอบกังวลเล็กน้อยว่าคุณคีตาจะไม่ยอมทำตามแผน
ที่เธอกับคุณพราวฟ้าคิดกันหัวแทบแตกเมื่อคืนก่อน
อีกอย่างวันนี้ก็เป็วันสุดท้ายแล้วที่เธอจะหลอกล่อคุณคีตาให้เข้ามาที่นี่ได้
ถ้าเผลอเธอทำพลาดไปแม้แต่นิดเดียวคนที่จะโดนกินเือาจจะเป็เธอแต่ไม่ใช่คุณทิชา...
ส่วนคีตานั้นเธอคิดว่าหากจัดการเื่ทางนี้เสร็จจะต้องไปรับลูกชายที่โรงเรียนต่อ
แต่ถ้าคุณทิชาพูดมาอย่างนั้นเธอคงต้องทำตามอย่างขัดไม่ได้สินะ
“เปล่าค่ะ...คุณทิชา”
“ดีค่ะ เดี๋ยวสักครู่ก่อนจะถึงเวลาของคุณฉันอยากจะพาคุณสำรวจบริษัทแห่งนี้สักหน่อย”
ทิชายิ้มแกนๆก่อนจะยกข้อมือเพื่อดูเวลา
โดยที่ไม่สนสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยของคุณคีตา
เราจะปล่อยให้เวลาผ่านไปนานกว่านี้ไม่ได้
หญิงสาวตัวเล็กเดินนำคุณคีตาเข้าไปตามทางเดินของบริษัท
บรรยากาศที่มืดและเงียบงันสร้างความขนลุกให้กับแขกหน้าใหม่ไม่น้อย
คีตาหันมองตามทางเดินก็ไม่พบการเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตใดเลย
บริษัทนี้ไม่มีเงินจ่ายค่าไฟหรือไงนะ
เ้าของกิจการร้านอาหารยกมือลูบแขนตัวเองไปมา
เพราะความเย็นของที่นี่ทำให้เธอเริ่มหนาวหน่อยๆ
ก่อนจะสะดุ้งใเพราะอยู่ ๆ คุณทิชาก็หันมาถามเธอแบบไม่ทันตั้งตัว
“คุณคีตาคะ...”
“…”
“คะ...”
“ลูกชายของคุณอายุกี่ขวบแล้วหรอคะ”
คุณทิชาเรียกเธอแต่ไม่ยอมพูดอะไรจนเธอต้องขานตอบรับกลับไป
ก่อนที่เขาจะถามถึงลูกชายเธอ
ไม่รู้ว่าคิดไปหรือเปล่าแต่น้ำเสียงของคนตรงหน้าเธอตอนนี้ดูน่าขนลุกผิดปกติ
อาจจะเป็เพราะว่าบรรยากาศของที่นี่จึงทำให้เธอวิตกเป็พิเศษ
“ดีนน่ะหรอคะ...ปีนี้ก็ 13 แล้วค่ะ”
คนเป็แม่ตอบพลางยิ้มไปพลางเมื่อพูดถึงลูกชายของตัวเอง
เขาน่ะร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงั้แ่เกิดเธอจึงเป็ห่วงลูกมาก
แต่เมื่อเห็นว่าเขาค่อยๆโตขึ้นมาอย่างดีแบบนี้คนเป็แม่อย่างเธอก็ค่อยหายห่วงหน่อย
“ดีนเค้าร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงั้แ่เด็กๆแล้วล่ะค่ะฉันก็เลยเป็ห่วงมากเป็พิเศษ”
ทิชาเห็นคุณคีตาตอบแบบนั้นก็เริ่มถามต่อ
“ไม่แปลกค่ะคนเป็แม่คงทำได้ทุกอย่างเพื่อลูกแหละค่ะถูกไหมล่ะคะ?”
มันไม่ใช่คำถามที่้าคำตอบคีตาจึงทำได้แค่พยักหน้ารับเท่านั้นถึงจะรู้สึกแปลกๆขนาดไหนก็ตาม
แต่คำถามที่ได้ยินในตอนถัดมาทำเอาเธอแทบเดินสะดุดเท้าตัวเอง
“คุณคีตามีลูกคนเดียวหรอคะ?”
ทิชาหันไปมองสายตาที่จ้องมาทางเธอด้วยความกลัวสุดขีดคนตัวเล็กตีหน้านิ่งแต่หากในใจกลับยิ้มกว้าง
“คนเดียว...ค่ะ
สีหน้าของคุณคีตาซีดลงอย่างเห็นได้ชัดเขาตอบเธอสั้นๆก่อนจะเงียบไป
“จริงหรอคะ...”
“...”
ในหัวของคีตาเฝ้าแต่คิดว่าสิ่งที่คุณทิชาพูดมาเมื่อครู่มันหมายความว่าอย่างไร?
ถ้าคิดในแง่ดีคือคุณทิชาอาจจะพูดไปอย่างนั้นแต่ถ้าหากว่าไม่ใช่แค่พูดไปอย่างนั้นล่ะ?
เธอและคุณทิชาเดินลึกเข้าไปในบริษัทเรื่อยๆ ด้วยความเงียบจากทั้งสองฝ่าย
ไม่มีใครพูดอะไรนอกจากการแนะนำสถานที่คร่าวๆจากคุณทิชา
ทางเดินมืดลงเรื่อยๆจนแทบมองไม่เห็นทางแต่คนที่เดินอยู่ข้างหน้าก็ยังเดินไปไม่ยอมหยุด
คีตากำลังจะเรียกคนที่เดินนำอยู่ข้างหน้าแต่คุณทิชากลับพูดขัดขึ้นมาเสียก่อนโดยไม่ทันตั้งตัว
“ฉันรู้จักคนๆนึงค่ะ”
“…”
“คนๆนั้นเขาดูเศร้าค่ะฉันคิดว่าหากสักวันตัวฉันเองได้จ้องไปยังดวงตาของเขาคนนั้น
ฉันคงมองไม่เห็นอะไรนอกจากความเ็ปที่สื่อออกมาผ่านดวงตาของเขา”
“…”
“แล้วคุณคีตารู้ไหมคะฉันมีโอกาสได้มองดวงตาของเขาแล้วค่ะ”
คุณทิชาหันมาพูดประโยคนั้นกับเธอก่อนจะยิ้มออกมาเล็กน้อย
“เป็อย่างที่ฉันคิดเลยค่ะ ดวงตาของเขาไม่มีอะไรเลยนอกจากความเ็ป
และความว่างเปล่าที่อยู่ในนั้นฉันนึกสงสัยว่าทำไมคนๆนึงถึงต้องพบเจอกับความเ็ปมากมายเช่นนี้”
“คนๆนั้น...เกิดอะไรขึ้นกับเขาหรอคะ?”
“เขาโดนฆ่าค่ะ”
“!!!” คีตาเบิกตาด้วยความใ
ฟังจากที่คุณทิชาเล่ามาคนๆนั้นฟังดูน่าสงสารมาก
ถึงแม้ว่าฟังจากที่เล่าแล้วเธอจะรู้สึกแปลกนิดหน่อย
“เกิดอะไรขึ้นหรอคะ ? ใครฆ่าเขา ?”
คีตาถามด้วยน้ำเสียงที่เป็กังวลคุณทิชาจะสะดวกเล่าให้เธอฟังขนาดไหนกันกับเื่แบบนี้
นี่มันเป็อะไรที่น่ากลัวมากๆ แต่หากว่าคนที่เธอกำลังกังวลอยู่นั้นกลับหันมายิ้มฉีกฟันให้เธอ
“ไม่มีใครฆ่าเขาหรอกค่ะสิ่งที่ฆ่าเขาคนนั้นมันเลวร้ายมากกว่าคนซะอีกค่ะ”
“...”
ทิชายังคงพูดไปด้วยและยิ้มไปด้วยช่างเป็ภาพที่น่าสยดสยองสำหรับคนมองอย่างเธอมาก
คีตาจึงทำได้แค่นิ่งและฟังสิ่งที่คนตรงหน้าจะพูดออกมาเท่านั้น
“คุณคีตารู้ไหมคะสิ่งที่ฆ่าเธอคนนั้น ผู้หญิงคนนั้นน่ะ”
“...”
“คือมิตรภาพยังไงล่ะคะ”
ทันทีที่พูดจบไฟทั้งบริษัทก็ดูเหมือนจะดับลงทันทีคีตากรีดร้องเสียงดัง
เธอพยายามคว้าตัวทิชาเอาไว้เพราะมันมืดจนเธอมองไม่เห็นทาง
“กรุณาอย่าส่งเสียงดังนะคะบริษัทของเราไม่ค่อยชอบให้มีใครส่งเสียงดังสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะเสียงกรีดร้อง”
ไม่เพียงเท่านั้นคุณทิชายังเดินตรงต่อไปเรื่อยๆทั้งๆที่มีเธอเกาะติดหนึบไม่ยอมปล่อยตัวเขาไปไหน
“คุณทิชาคะ นี่มันเกิดอะไรขึ้น!!! แล้วคุณจะพาฉันเดินไปไหน !!!”
คีตาเริ่มตะคอกใส่ผู้หญิงตรงหน้าด้วยความกลัวนี่มันจะบ้ากันไปแล้วนะ
“กลัวหรอคะ ?”
กลัวสิวะ !!ถ้าทำได้คีตาก็อยากจะตะคอกคำนี้ใส่ผู้หญิงตัวเล็กหน้านิ่งคนนี้ถามออกมาหน้าตาเฉยได้ยังไงกัน
“กลัวสิคะ…”คีตาตอบเสียงอ่อน
“คุณคีตารู้ไหมคะ”
“ว่าผู้หญิงคนนั้นก็กลัวเหมือนกัน ตอนที่โดนเพื่อนชั่วๆอย่างคุณเอาเธอไปปล่อยไว้ในสถานที่แบบนั้น!!”
เพล้ง !!!
กรี้ดดดดด !!!!!