บทที่ 1 ระบบประมุขตระกูล์
ณ ทวีปบูรพาเหนือ อาณาจักรเทียนเหอ เมืองหย่งหนิง
ในยามค่ำคืนอันเงียบสงบ ศาลบรรพชนตั้งตระหง่านเด่นเป็สง่า ตัวอาคารสร้างด้วยไม้สักแกะสลักลวดลายวิจิตรบรรจง หลังคามุงกระเบื้องว่าวโค้งงามทับซ้อนกันหลายชั้น ประดับด้วยปูนปั้นัและวิหคคู่เคียง ชายคาประดับกระจกสีและลูกแก้วระยิบระยับสะท้อนแสงจันทร์เงินยวง
ด้านหน้าศาลมีแท่นบูชาหินอ่อนขนาดใหญ่ตั้งเรียงราย โคมแดงทรงกลมแขวนห้อยระยิบระยับตามเสาไม้ทั้งสองข้าง ส่องแสงสลัวอบอุ่นตัดกับความมืดของราตรี โดยรอบศาลปกคลุมไปด้วยหมอกควันสีเทาจาง ๆ ที่ลอยคลุ้งเบา ๆ คล้ายสายหมอกยามเช้า ลอยวนเวียนไม่จางหาย ราวกับิญญาบรรพบุรุษกำลังสถิตอยู่ ณ ที่แห่งนี้
กลิ่นธูปหอมกรุ่นตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ กลิ่นไม้จันทน์ผสมกำยานและเครื่องหอมโบราณ ลอยฟุ้งจนััได้ถึงปลายจมูก อบอุ่น นุ่มนวล และเงียบสงบ ทุกครั้งที่ลมพัดเบา ๆ ควันธูปจากกระถางทองสัมฤทธิ์หน้าศาลก็พลิ้วไหว ลอยสูงขึ้นไปรวมกับหมอกควันรอบข้าง จนทั้งพื้นที่ราวกับถูกโอบล้อมด้วยบรรยากาศความสงบอันลึกซึ้ง
สถานที่แห่งนี้คือศาลบรรพชนตระกูลเฉา หนึ่งในห้าตระกูลใหญ่แห่งเมืองหย่งหนิง ที่นี่คือสถานที่สถิตดวงิญญาของบรรพชตระกูลเฉารุ่นแล้วรุ่นเล่านานนับพันปี…
สมาชิกตระกูลจะค่อยแวะเวียนเข้ามาเคารพและทำความสะอาดเป็ระยะ ๆ จึงเป็สถานที่สำคัญยิ่งในตระกูล…
แต่ในเวลานี้…
ภายในห้องศิลาเคลือบทมิฬที่ปิดตายอยู่ใจกลางลึกสุดของศาลบรรพชน
มีเรือนร่างของบุรุษอาภรณ์ขาว รูปโฉมงดงามราวกับยอดพธู รูปร่างสูงโปร่งสง่างาม ไหล่กว้างเอวคอดสมส่วนอย่างกับแกะสลักอย่างประณีต ผิวพรรณขาวซีดไร้เืฝาดราวหิมะแรกโปรยแย้ม ไร้ซึ่งริ้วรอยหรือตำหนิใด ๆ
เส้นผมยาวสลวยสีดำขลับดั่งหมึกชั้นดี สยายแผ่กระจายอยู่รอบกายราวสายน้ำตกไหลลื่น นัตย์ตาสีดำไม่ต่างจากเรือนผมค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า…
ภายในแววตาที่ใสกระจ่างดุจหยกแก้วฉายแววกังวลอย่างน่าพิศวง
เพียงไม่นานนัก… ก่อนที่จะสำรวจว่าที่นี้คือสถานที่แห่งใด…
ความทรงจำที่แปลกประหลาดที่ไม่ใช่ของตนก็หลั่งไหลทะลักเข้ามาในสมองของเขาราวกับสายน้ำที่เชี่ยวกราก
ใบหน้าของบุรุษอาภรณ์ขาวที่มีรูปร่างบอบบางก็เผยแววความเ็ปจนสีหน้าเปลี่ยนสี บริเวณขมับทั้งสองข้างต่างมีเหงื่อผุดขึ้นมาอย่างไม่ขาดสาย
เพียงเวลาผ่านไปประมาณหนึ่งถ้วยชา
เสียงที่แ่เบาแฝงไปด้วยความประหลาดใจก็ดังขึ้นในปากของบุรุษอาภรณ์ขาว ที่บัดนี้ร่างกายเต็มไปด้วยฝุ่นและคราบเหงื่อที่ไหลริน
“ข้า… นี่ข้าทะลุมิติมาอย่างงั้นหรือ?”
เฉาหลินหยวนพยายามจัดระเบียบความทรงจำที่มีมากมายนับถ้วนในสมองอย่างว่างเปล่าก็อดไม่ได้ที่จะตกตะลึง
แต่แรกเดิมที ‘เขา’ เป็เพียงผู้ป่วยมะเร็จระยะสุดท้าย ชายหนุ่มวัยเพียงยี่สิบสองปีทีชีวิตควรจะเพิ่งเริ่มต้น หากกลับต้องสิ้นสุดลงอย่างเงียบงันภายในห้องผู้ป่วยสีขาวเย็นเยียบ
ร่างกายของเขาในชาติก่อนอ่อนแอเกินกว่าจะลุกเดินได้ด้วยตนเองไหว แขนขาผอมแห้งราวกับเศษเนื้อติดกระดูก เส้นเืปูดโปนใต้ิัซีดเผือด ทุกลมหายใจต้องอาศัยเครื่องช่วยพยุง เสียงสัญญาณชีพดังเป็จังหวะสม่ำเสมอราวกับนาฬิกาที่นับถอยหลังสู่จุดจบ
เฉาหลินหยวนใช้เวลาส่วนใหญ่จ้องมองเพดานห้องผู้ป่วย ฟังเสียงฝนตกนอกหน้าต่าง ฟังเสียงฝีเท้าพยาบาลที่เดินผ่านไปมาและเฝ้าคิดถึงทิวทัศน์โลกภายนอก
ไม่มีปาฏิหาริย์…
ไม่มีการหายดีอย่างที่เขาเคยหวัง…
แพทย์เพียงบอกกับครอบครัวของเขาด้วยน้ำเสียงที่เสียใจ “บุตรชายของคุณ เหลือเวลาอีกไม่นานแล้วค่ะ หากยังฝืนต่อไป…” แม้ว่าแพทย์คนนั้นจะยังกล่าวไม่จบประโยค บรรยากาศภายในห้วงเวลานั้นก็ทำให้ร่างกายของพ่อ แม่และพี่ชายของเขาสั่นเทาจนร่างกายแทบทรงตัวไม่อยู่
คืนสุดท้ายนั้น เขานอนหลับไปพร้อมความรู้สึกอ่อนล้าอย่างถึงที่สุด ลมหายใจแ่เบาลงเรื่อย ๆ ความเ็ปที่เกาะกินร่างกายมานานค่อย ๆ เลือนหาย ราวกับมีใครสักคนดึงเขาออกจากความทุกข์ทรมานอันยืดยาว
ก่อนที่สติจะดับวูบไป เขาเพียงคิดในใจอย่างแ่เบา…
หากมีชาติหน้า…
ขอให้ได้มีชีวิตที่ยืนยาวกว่านี้
ขอให้ได้เห็นทิวทัศน์ที่งดงาม
ขอให้ได้ใช้ชีวิต… อย่างแท้จริงสักครั้ง
และเมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง…
โลกใบเดิมก็ไม่หลงเหลืออยู่อีกต่อไป แต่มันกลับกลายเป็สถานที่มืดครึมไร้แสงไฟ มีเพียงควันหอมกรุ่นตลบอบอวลไปทั่ว
จากความทรงจำดั่งเดิมเ้าของร่างนี้ที่เขาได้รับมา
ร่างเดิมของเขามีนามว่า ‘เฉาหลินหยวน’ ที่มีชื่อเหมือนกับตนเองในชาติก่อน ฐานะในปัจจุบันคือประมุขตระกูลเฉาในเมืองหย่งหนิง
แม้จะเป็ ‘ซวงเอ๋อร์’ เฉาหลินหยวนก็ยังเป็ยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดในตระกูล เป็ผู้บำเพ็ญเพียรระดับหนิงม่ายขั้นสูงสุดที่เหลือเพียงก้าวเดียวจะบรรลุสู่ขั้นจินตัน…
ด้วยพร์อันน่าเหลือเชื่อ แม้จะเป็ซวงเอ๋อร์แต่เหล่าผู้าุโในตระกูลทั้งหมดต่างก็สนับสนุนเฉาหลินหยวนให้เป็ประมุขตระกูล ด้วยสติปัญญาที่เฉียบแหลมและพร์การบำเพ็ญเพียรที่แข็งแกร่ง เพียงไม่นานเฉาหลินหยวนก็ได้ขึ้นครองตำแหน่งประมุขตระกูล…
แต่เมื่อสิบสองปีก่อน เฉาหลินหยวนได้ประสบพบวาสนา์ได้พบเจอถ้ำของยอดฝีมือระดับจินตัน ที่ยังคงหลงเหลือขวดโอสถล้ำค่าอย่าง ‘โอสถทะลวงจินตัน’ แม้โอสถนี้จะมีความบริสุทธิ์เพียงสามส่วนแต่อย่างน้อยก็ยังเป็โอสถระดับห้าที่หลอมได้ยากชนิดหนึ่ง…
ในครานั้นด้วยความมุ่งมั่นอย่างเปี่ยมล้น เฉาหลินหยวนได้ตัดสินใจปิดด่านบ่มเพาะในศาลบรรพชน… ด้วยความพยายามที่จะทะลวงเข้าสู่ขอบเขตจินตันจนกลายเป็หนึ่งในยอดฝีมือชนชั้นแนวหน้าในอาณาจักรเทียนเหอและเป็ตระกูลอันดับหนึ่งในเมืองหย่งหนิง
หากบรรลุขอบเขตเขาก็จะได้ทุกอย่าง… แต่หากไม่… แม้แต่ชีวิตก็ไม่อาจรักษาไว้ได้!
แต่ช่างน่าเสียดาย… ในขณะที่จะบรรลุสู่ขอบเขตจินตันกลายเป็ผู้บำเพ็ญเพียรที่สามารถเหาะเหิน เดินอากาศได้โดยไม่ต้องมีกระบี่บินค่อยพยุงร่างกายให้ทะยานฟ้า…
อาการาเ็เก่าที่เกิดขึ้นในวัยเยาว์ที่คอยกัดเซาะร่างกายเฉาหลินหยวนเอาไว้ก็กำเริบขึ้นมาในจังหวะที่กำลังก่อสร้างแกนลมปราณ จนสุดท้ายปราณวิญาณในร่างกายก็ปะทุขึ้นอย่างฉับพลัน จนสุดท้าย ‘เฉาหลินหยวน’ ก็เสียชีวิตลง
“...”
หลังจากใช้เวลาครุ่นคิดกับตัวเองสักพัก เฉาหลินหยวนก็ถอนหายใจอย่างแรง แม้ว่าจะเ็ปเหมือนถูกฉีกกระชากิญญาจนร่างกายสั่นเทาจนแทบจะคงสติไว้ไม่ไหว
เฉาหลินหยวนเพียงกัดฟันแน่น พยายามวิเคราะห์สถานการณ์อย่างนิ่งเงียบ แม้ว่าสถานการณ์ของตนจะแปลกประหลาด แต่ก็เป็เื่น่ายินดีไม่น้อยสำหรับเขา… ที่ในอดีตเป็เพียงผู้ป่วยติดเตียงที่ต้องพักอยู่ในห้องสีขาวเต็มไปด้วยเครื่องช่วยพยุงที่มีเสียงเครื่องจักรส่งเสียงไปมาทั้งวันทั้งคืน…
แม้ว่าผลข้างเคียงจากความล้มเหลวในการทะลวงระดับจินตันจะทำลายการบ่มเพาะ จนรากฐานในทะเลจิติญญาพังทลายอย่างย่อยยับจนมิอาจทะลวงสู่ขอบเขตที่สูงกว่าหนิงม่ายไปได้อีกตลอดชีวิต…
แต่อย่างน้อย… เขาก็ยังมีชีวิตอยู่ มีร่างกายที่แข็งแรงกว่าในอดีตอย่างหาที่เปรียบมิได้ แม้ความโชคดีจะแฝงไปด้วยความโชคร้ายที่ทำให้รากฐานการบำเพ็ญของเฉาหลินหยวนพังทลายก็ตาม
แต่ด้วยความทรงจำในร่างนี้ก็ใช่ว่าจะเป็ไปไม่ได้ที่จะรักษารากฐานการบำเพ็ญเพียร การจะซ่อมแซมทะเลจิติญญาจนสามารถทะลวงสู่ขอบเขตจินตันได้อย่างน้อยต้องใช้โอสถระดับห้าสำหรับการซ่อมแซมทะเลจิติญญาโดยเฉพาะ
แม้ว่าหนทางข้างหน้าจะยากลำบาก แต่ก็ใช่ว่าจะหาไม่ได้เลย…
ผู้ฝึกตนระดับหนิงม่ายสามารถมีอายุขัยได้นานถึงสามร้อยปี…
ขอเพียงในอนาคตตนเองมีวาสนา์ได้พบเจอสิ่งอัศจรรย์เพื่อฟื้นฟูร่างกายตนเองให้กลับมาเหมือนดั่งเดิมก็คงจะดีไม่น้อยเลย
ในขณะที่เฉาหลินหยวนกำลังครุ่นคิดหาทางอย่างจนปัญญา เสียงเครื่องจักรกลพลันดังขึ้นในหัวสมองของเขา
ด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบ ไร้ความรู้สึก กระแสไฟฟ้าสถิตจาง ๆ ก็ไหลผ่านร่างกายของเฉาหลินหยวนราวกับกำลังถูกสำรวจ
[ติ้ง! กำลังตรวจเื... กำลังตรวจยืน... กำลังตรวจม่านตา กำลังตรวจดีเอ็นเอ... ระดับความเหมาะสม 99.97%... ตรงตามมาตรฐาน... ระบบกำลังเชื่อมต่อข้อมูล…]
ั์ตาของเฉาหลินหยวนเบิกกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้จะไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ความทรงจำในชาติก่อนที่เขาเคยอ่านนิยายแนวนี้มาก็พลุกพล่านขึ้นอย่างฉับพลัน
“ระบบ!”
[ติ้ง! เชื่อมต่อเสร็จสิ้น ระบบประมุขตระกูล์เปิดใช้งาน! กำลังตรวจสอบข้อมูลโฮสต์…]
ใบหน้าเฉาหลินหยวนที่ยามนี้ราวกับแต่งแต้มไปด้วยสีสัน ร่างกายที่กำลังสั่นเทา เืในกายสูบฉีดจนใบหน้าแดงก่ำ หัวใจที่เต้นอย่างไม่เป็จังหวะเพราะเขารู้ว่าสิ่งนี้หมายถึงอะไร…
มันคือสิ่งประดิษฐ์วิเศษที่ขาดไม่ได้สำหรับผู้เดินทางข้ามมิติ!
“ข้าไม่คิดเลย… ว่าการทะลุมิติในครั้งนี้จะได้พบเจอกับนิ้วทองคำที่เหมือนกับพวกตัวเอกในนิยายแนวระบบพวกนั้นด้วยจริง ๆ!”
เพียงพริบตาเสียงเครื่องจักรก็ตรวจสอบข้อมูลของเขาเสร็จสมบูรณ์
เบื้องหน้าของเฉาหลินหยวนพลันปรากฏแสงหน้าจอสีฟ้าที่เหมือนกับโฮโลแกรมสามมิติ
[ชื่อ: เฉาหลินหยวน]
[สถานะ: ประมุขตระกูลเฉา]
[ระดับการบำเพ็ญ: หนิงม่ายขั้นสูงสุด (รากฐานพังทลาย)]
[โชควาสนาตระกูล: 793]
[ฟังก์ชันระบบ: เนตรสัพพัญญู กลไกคืนสนอง์ ภารกิจตระกูล ร้านค้าระบบ (ยังไม่ปลดล็อค) ม่านพิภพ (ยังไม่ปลดล็อค) ….(ยังไม่ปลดล็อค)]
[เนตรสัพพัญญ: ความสามารถในการมองทะลุ ระดับขั้นการบำเพ็ญ คุณสมบัติร่างกาย รากิญญา พร์โดยกำเนิด โชคลาภวาสนา และศักยภาพที่ซ่อนอยู่ ใช้ได้กับสมาชิกตระกูลทั้งหมด โดยไม่จำกัดระดับ ข้อมูลที่มองเห็นจะถูกประเมินในเชิง “ศักยภาพการเติบโตในอนาคต” ไม่ใช่เพียงพลังปัจจุบัน]
[กลไกคืนสนอง์: กลไกหลักในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ตระกูล การลงทุนในสมาชิกตระกูลแต่ละครั้ง จะได้รับผลตอบแทนทวีคูณ อัตราผลตอบแทนขึ้นอยู่กับระดับศักยภาพของผู้ถูกลงทุน
แบ่งระดับการลงทุนออกเป็ขาว เหลือง ม่วง ดำ แดง ส้มและทอง เรียงจากต่ำสุดไปสูงสุด]
[ภารกิจตระกูล:ระบบจะมอบภารกิจตระกูลตามสถานการณ์และระดับอิทธิพล เมื่อทำสำเร็จจะได้รับรางวัลเช่น ทรัพยากรหายาก เคล็ดวิชาวรยุทธ์ การเพิ่มระดับพลังการบ่มเพาะในตระกูล สิทธิ์ปลดล็อกฟังก์ชันใหม่ของระบบ…]
เฉาหลินหยวนจ้องมองภาพหน้าจอสามมิติด้วยแววตาตกตะลึงก่อนจะอ่านคำบรรยายเสร็จเสียงเครื่องจักรเย็นะเืก็แจ้งเตือนหน้าจอสีแดงเถือกขึ้นตรงหน้าเขา
[คำเตือน! คำเตือน! คำเตือน!!]
[พลังอำนาจแห่งโชควาสนาตระกูลมีความสำคัญเป็อย่างยิ่ง สำหรับการพัฒนาตระกูล ความเกี่ยวข้องนี้คือตัวชี้วัดดัชนีความเจริญรุ่งเรืองโดยรวมทั้งหมดของตระกูล หากโชควาสนาตระกูลเหลือ O สมาชิกในตระกูลรวมถึงโฮสต์ ขอเพียงมีสายโลหิตตระกูลแม้จะเพียงเล็กน้อยก็จะต้องพังพินาศย่อยยับ!]
[แต่หากโชควาสนาตระกูลเพิ่มสูงขึ้น ระดับการบำเพ็ญเพียร ทรัพยากร โชควาสนา โอกาสทะลวงขั้น กำเนิดอัจฉริยะ รากิญญาชั้นยอด โอกาสกระตุ้นการตื่นของกายาเซียน…]
[ตรวจพบว่าร่างกายโฮสต์ไม่สมบูรณ์ อายุขัยกำลังถดถอย… รากฐานทะเลจิติญญากำลังพังทลายอย่างเชื่องช้า… ระบบกำลังประมวลผลการมอบของขวัญมือใหม่ให้แก่โฮสต์…]
[ส่งมอบให้โฮสต์เสร็จสิ้น โปรดตรวจสอบในช่องเก็บของระบบ]
เฉาหลินหยวนจ้องมองระบบที่ส่องแสงระยิบระยับเบื้องหน้า ในใจพลันรู้สึกคลื่นอารมณ์ที่กำลังปะทุ แม้ในอดีตเฉาหลินหยวนจะเป็เพียงคนป่วยติดเตียงที่ไร้เรี่ยวแรง… แต่ใครเล่าไม่อยากแข็งแกร่งเหมือนตัวเอกในนิยายเ่าั้ ใครเล่าไม่กระหายพลังที่สามารถพลิกฟ้าทลายพิภพเช่นนี้…
โดยเฉพาะในโลกใบนี้ โลกที่ปลาใหญ่กลืนกินปลาเล็ก หมัดของผู้ใดหนักกว่า ผู้นั้นย่อมเป็ฝ่ายถูกต้อง ความยุติธรรมไม่เคยฟังเสียงของผู้อ่อนแอ ผู้ไร้พลังย่อมไม่มีสิทธิ์เอ่ยปาก มีเพียงผู้ที่แข็งแกร่งพอเท่านั้น ที่จะยืนหยัด ฝืนชะตา และคงอยู่ในมหาพิภพอันโหดร้ายผืนนี้ได้…