หลังได้พบลูกน้องคนสนิทโดยบังเอิญมนัสให้โจวซื่อไห่พามาที่โรงเตี๊ยมเล็กๆ แห่งหนึ่ง ก่อนถึงตัวเมืองเล็กน้อยผู้คนไม่พลุกพล่านเท่าไรแม่ทัพหนุ่มสั่งอาหารชุดใหญ่มาบริการยาจกแก่ ช่วยเช็ดตัวทำความสะอาดสำรวจร่างกาย โชคดีจ่ากระดูกเหล็กมีเพียงแผลเล็กๆไม่อันตราย แต่ร่างกายอ่อนเพลียเพราะขาดอาหารกับน้ำดื่ม
ในห้องพักรูปร่างสี่เหลี่ยมมีกลิ่นเหม็นอับคล้ายโรงแรมจิ้งหรีดแถวสะพานควายหรือมักกะสัน มนัสกับจ่าสะอาดนั่งคุยกันพร้อมกินอาหารเย็นเ้าบ่าวได้เงินขวัญถุงจากแม่ทัพเจิ้งกับท่านเ้าเมือง จึงนำมาถลุงให้สาแก่ใจเพื่อต้อนรับลูกน้องคนเดียวในห้องที่เอาแต่นั่งเงียบฟังคำสนทนา คือเด็กหนุ่มจมูกโด่งรูปร่างสูงใหญ่อายุยี่สิบปี
“จ่ามาถึงที่นี่นานหรือยัง”
“แปดวันพอดีครับ”
“พร้อมกัน…แต่ผมไม่เคยเห็นจ่ามาก่อน ปรกติพักอาศัยอยู่ที่ไหน”
“ทุกตรอกทุกซอยในเมืองอากาศหนาวมากจนผมเกือบตาย”
“ต่อไปนี้ผมดูแลจ่าเอง” มนัสทำท่าครุ่นคิดเล็กน้อย “ว่าแต่จ่าพอรู้หรือเปล่าทำไมพวกเราถึงได้…”
ก่อนเ้านายตัวเองพูดบางอย่างออกมาโจวซื่อไห่เห็นยาจกแก่ๆ ปรามด้วยสายตา คล้ายว่าไม่อยากให้ตนเองได้ยินเื่ราวที่น่าแปลกใจก็คือผู้เป็นายยอมทำตาม เขาเปลี่ยนมาคุยเื่ลมฟ้าอากาศและไร่ชาเด็กหนุ่มได้แต่หน้าเหวอตามลำพัง ไม่เข้าใจสักนิดตอนนี้เกิดอะไรขึ้นรวมทั้งไม่เข้าใจหนักกว่าเดิมเมื่อได้รับคำอธิบาย
“ผู้ชายคนนี้มาจากแคว้นอื่นเป็ทหารฝีมือดีรู้จักพ่อข้า ข้าติดต่อให้เขามาเป็ครูฝึกคนใหม่”
“เพื่อนนายกองวู่”
“ใช่…พ่อข้าเองนายกองวู่”
“แต่เขาอายุน้อยกว่านายกองแล้วคำว่าจ่าคืออะไรหรือ”
“เขาเคยเป็เพื่อนร่วมรบ…ที่นั่นเรียกตำแหน่งนายกองว่าจ่า”คู่สนทนาเห็นท่าไม่ดีรีบตัดบท “เดี๋ยวเ้าเอาเงินไปซื้อเสื้อผ้ามาให้ครูฝึกข้าอยากได้สีเหลืองหรือสีแสดเท่านั้น ระหว่างเดินทางมาที่นี่ครูฝึกโดนโจรปล้นเขาาเ็และไม่มีเงินต้องนอนข้างถนน เ้าห้ามบอกเื่นี้กับทุกคนเด็ดขาด นี่คือคำสั่งต้องทำตามเข้าใจใช่ไหม”
ได้รับคำสั่งซึ่งออกจะประหลาดจากผู้เป็นายโจวซื่อไห่เดินคิ้วชนกันออกมาจากห้องพัก แล้วจู่ๆ นายตัวเองก็เดินตามหลังออกมาเพื่อพูดคุยเื่ที่ทำให้ตนเองประหลาดใจกว่าเดิม
“ขากลับแวะอย่าลืมบอกคุณหนูของเ้าคืนนี้ข้าติดงานต้องนอนค้างค่ายทหาร”
“ขอรับ”
เด็กหนุ่มเดินจากไปพร้อมเกาหนังศีรษะเ้าตัวไม่ทันเอะใจสักนิดว่า นี่คือครั้งแรกที่ตัวเองพูดคำว่าขอรับกับเขาทั้งนี้เนื่องมาจากจิตใจหมกมุ่นอยู่กับเื่อื่น เย็นนี้เขาไม่กลับบ้านไปกล่อมคุณหนูหมายความว่าเขาเห็นยาจกแก่ดีกว่าเง็กลู่กัง หมายความว่าเขาไม่อยากได้นางเป็ภรรยาหมายความว่าเขาแค่ยั่วโมโหเรา หมายความว่าเราคิดไปเองฝ่ายเดียว
เมื่อคนรับใช้ส่วนตัวเดินหน้าหล่อจากไปมนัสเดินหน้าหงิกกลับเข้ามาในห้องพัก เพื่อพูดคุยกับลูกน้องคนสนิทอีกครั้งดีใจเหลือเกินที่ได้เจอจ่าสะอาดในโลกใบนี้ มีคนที่เขาไม่จำเป็ต้องพูดโกหกหนึ่งคนส่งผลให้ตัวเองมีกำลังใจในการดำเนินชีวิต จ่าสะอาดยังช่วยแก้ไขปัญหาสำคัญก่อนมาเชียงตุงเขาเคยเป็ครูฝึกนายสิบ ทหารหวางซื่อต้องเข้มแข็งกว่าเดิมแน่นอน
ปัญหาสำคัญข้อแรกต้องรีบจัดการคือคนรับใช้ส่วนตัวเทพบุตรโจวซื่อไห่ หมอนี่ไม่เคยทำตามคำสั่งแม้แต่ครั้งเดียว บอกเลี้ยวซ้ายดันเลี้ยวขวาบอกเดินหน้าดันถอยหลังแถมยังคอยห้ามไม่ให้เขาทำโน่นทำนี่ทั้งวัน จนแอบคิดว่ามันเป็ลูกน้องตัวเองหรือหลินเส้าเฟยที่ผ่านเป็เพียงเื่ส่วนตัวไม่ว่ากัน แต่เื่จ่าสะอาดเกี่ยวข้องกับความเป็ความตาย
งานนี้จะพังเพราะคนใกล้ตัวหรือเปล่าผู้มีตำแหน่งท่านแม่ทัพชักเริ่มกลุ้มใจ
“หมวดกลุ้มใจเื่อะไร” เห็นผู้เป็นายหน้าหงิกจ่าสะอาดรีบสอบถาม
“เื่โจวซื่อไห่…ผมกลัวมันปากสว่างเที่ยวไปบอกคนอื่น”
“ผมว่าเขาคงไม่ทำหรอก”
“จ่ายังไม่รู้จักนิสัยมันหมอนี่เอาแต่ใจตัวเองจะตาย”
“เื่นี้ไม่น่ายากนะครับถ้าเขาคิดว่าผมเป็ครูฝึกจริงๆ เขาจะยอมรับนับถือและทำตามเรา”
คำแนะนำจากผู้เดินทางมาจากอีกโลกทำให้มนัสเริ่มมีรอยยิ้มประดับใบหน้า จ่าาุโเคยใช้วิธีนี้ตอนอยู่เชียงตุง จนคนพื้นเมืองให้ความเคารพทหารไทยปัญหาก็คือร่างกายจ่ายังไม่ค่อยแข็งแรง แต่เขามีวิธีแก้ไขและมันจะต้องได้ผล
วันถัดมาเมื่อพระอาทิตย์ค่อนมาทางตะวันตกบนลานดินอัดแน่นใช้เป็สถานที่ฝึกทหาร มนัสสวมเครื่องแบบสีกรมท่าดูสง่างามออกมายืนะโปาวๆ ท่ามกลางแสงแดดอบอุ่น เพื่อแนะนำชายวัยกลางคนสวมชุดสีเหลือง
“เขาชื่อฟานตรงเหยี่ยวแต่ให้ทุกคนเรียกจ่าฟานเป็ทหารหน่วยรบเล่งเนยยี่จากแคว้นเหลียว รู้จักนายกองวู่พ่อข้ายี่สิบกว่าปี พอข้าติดต่อให้มาช่วยฝึกทหารหวางซื่อจ่าฟานขายบ้านขายที่ดินรีบเดินทางมาที่นี่”
การแนะนำตัวเป็ไปอย่างสะดวกราบรื่นมนัสรู้จักแคว้นเหลียวจากอาฟู่ รู้จักชื่อพ่อตัวเองจากโจวซื่อไห่ส่วนชื่อหน่วยรบเป็วัดแห่งหนึ่งในเมืองไทย นำมารวมกันกลายเป็ข้อมูลฟานตรงเหยี่ยวอันเป็ชื่อโรงเตี๊ยมนำมาสลับหน้าสลับหลังจ่าสะอาดได้ยินเข้าแทบกลั้นหัวเราะไม่ไหว โดยเฉพาะตอนพูดถึงขายบ้านขายที่ดินเ้านายตัวเองยังคงกะล่อนเก่งเหมือนเดิม
วิธีทำให้ทหารเคารพนับถือครูฝึกคนใหม่เ้าตัวจะต้องแสดงฝีมือการต่อสู้ด้วยมือเปล่า เมื่อทุกคนเห็นความแข็งแกร่งจะยอมรับไปเองมนัสอารัมภบทค่อนข้างนานเป็พิเศษ เพื่อ้าตัดกำลังฝ่ายตรงข้ามสักเล็กน้อยโดยสั่งให้ทุกคนยืนตากแดดจนร้อนเหงื่อแตกและผู้โชคร้ายถูกคัดเลือกให้เป็คู่ต่อสู้ คือนายกองเพ้งซึ่งรุ่นราวคราวเดียวกับจ่าสะอาด
การต่อสู้ครั้งนี้ได้อาฟู่เป็กรรมการใครล้มก่อนสามครั้งถือเป็ผู้แพ้ มนัสรู้ดีว่าจ่าสะอาดเอาชนะได้ไม่ยากนายกองเก่งเื่ใช้ดาบใช้ทวนแต่ไม่ใช่มือเปล่า โชคร้ายลูกน้องคนสนิทยังไม่ค่อยแข็งแรงแต่เก็บซ่อนอาการแสร้งทำสีหน้าเฉยชา
การขับเคี่ยวระหว่างมวยไทยกับมวยเสียมเริ่มต้นทันทีท่ามกลางลมหนาวกับแสงแดดอบอุ่น จ่าสะอาดรู้เต็มอกว่าตัวเองไม่มีเรี่ยวแรงต้องรีบเผด็จศึกฝ่ายตรงข้ามให้เร็วที่สุด เขาจึงเป็ฝ่ายเดินเข้าหาอย่างอาจหาญบังเอิญนายกองเพ้ง่ชกยาวกว่าเล็กน้อย เมื่อคู่ต่อสู้ขยับเข้ามาในระยะหวังผล หมัดสลาตันพุ่งเข้าปะทะใบหน้าทันควันเกิดเสียงดังเพียะได้ยินไปถึงสามแยกหน้าค่ายมนัสเห็นเข้าสะดุ้งสุดตัวเกือบหัวใจวาย ลูกน้องคนสนิทมีเืกำเดาไหลนองพื้นดิน
คนโดนหมัดเ็ปรวดร้าวอยากนอนวัดพื้นแต่ยังใจเด็ดแสร้งทำนิ่งเฉยไม่สะดุ้งะเื แล้วเปรยเบาๆ ว่าหมัดยุงลายก็พอใช้ได้แต่เด็กแคว้นเหลียวอายุแปดขวบต่อยเจ็บกว่านี้ นายกองเพ้งได้ยินเข้าโกรธจัดจนหน้าแดงหูแดงแกเป็ฝ่ายพุ่งเข้าใส่อย่างบ้าคลั่งเสียเองและนั่นก็คือจุดพลิกผันในการต่อสู้ครั้งนี้
จ่าสะอาดโยกร่างตันๆหลบการโจมตีอย่างใจเย็น สบจังหวะพลันสวนกลับด้วยท่าเตะเณรกวาดลานชายกลางคนผู้มีหัวล้านหกล้มก้นกระแทกพื้น ใช้สองมือกุมน่องแหกปากโวยวายเสียงดังลั่น
เสียงครางฮือดังมาจากทหารสองร้อยนายมนัสชายตามองขณะอมยิ้มสีหน้าสบายใจ ทหารพวกนี้เพิ่งประจำการได้ไม่กี่เดือน ประสบการณ์น้อยนิดตอนออกรบจริงเป็แค่ตัวถ่วงทุกคนจึงไม่รู้ว่าจ่าสะอาดเป็เสือลำบากเห็นนายกองล้มครั้งที่สองด้วยท่ามอญยันหลักก็พลันตื่นเต้นและเริ่มเคารพนับถือครูฝึกใหม่ผู้อาศัยกำลังฝ่ายตรงข้ามเพื่อจัดการฝ่ายข้าม
การต่อสู้สิ้นสุดลงในอีกไม่นานจ่าสะอาดเก็บชัยชนะครั้งแรกบนดินแดนเสียม โดยการใช้ท่าอิเหนาแทงกริชที่ตนเองถนัดส่งศอกขวาเข้าที่ชายโครงนายกองคนขยัน จนฝ่ายตรงข้ามอ้วกแตกอ้วกแตนกลางลานดินเรียกเสียงครางฮือกับสีหน้าสะอิดสะเอียนไปพร้อมกันกรรมการคิ้วบางรีบเดินเข้ามาดูผู้แพ้ อาฟู่ส่งสัญญาณให้เพื่อนตัวเองหามเปลเข้ามา
มนัสรีบพาลูกน้องเข้ามาพักในห้องทำงานก่อนเ้าตัวเป็ลมปัจจุบันอวดสายตาทุกคนทหารสองร้อยนายได้เห็นในสิ่งที่อยากให้เห็น พวกเขาจะบอกเื่นี้กับเพื่อนๆ อีกสามร้อยนายตัวละครชื่อฟานตรงเหยี่ยวมีตัวตนแล้ว ครูฝึกคนใหม่จากแคว้นเหลียวถูกยอมรับแล้วผู้ที่อาจทำให้แผนการตัวเองต้องล้มเหลว เห็นจะมีแค่เพียงพ่อเทพบุตรสุดหล่อรายเดียว
เย็นวันนั้นมนัสพาจ่าสะอาดไปฉลองในตัวเมืองโดยมีโจวซื่อไห่ตามมาเป็แขกไม่ได้รับเชิญ เขาไม่เคยเข้าเมืองเจียงหาวมาก่อนก็จริงแต่จ่ากระดูกเหล็กเคยนอนข้างถนนทุกตรอกทุกซอย เ้าตัวจึงขออาสาเป็ผู้นำทางในค่ำคืนนี้
เมืองเจียงหาวตั้งอยู่บนเนินเขาขนาดย่อมๆมีกำแพงสูงใหญ่โอบล้อมตัวเมืองอย่างแ่า ทำจากปูนผสมหินทุบทั้งแข็งแรงและทนทาน กำแพงมีรอยแตกร้าวนิดหน่อยตามอายุไขมีทหารหวางเย่ถือง้าวด้ามยาวยืนทำหน้าดุมีรูปปั้นกิเลนทองตั้งคู่กันหน้าประตูเมือง เมื่อก้าวเท้าผ่านเข้ามาภายในกำแพงมนัสเงยหน้าเพ่งมองบนหอคอยขนาดใหญ่ เห็นทหารสองนายยืนตรวจการณ์ใกล้ระฆังส่งสัญญาณรวมทั้งเห็นทหารส่วนหนึ่งเดินไปเดินมาปะปนฝูงชน
แม่ทัพหนุ่มรู้สึกชื่นชมลูกน้องแม่ทัพเจิ้งเข้ามาไม่ทันไรพบทหารแปดนายเข้าไปแล้ว แอบคิดในใจกำแพงชายแดนเป็แบบนี้หรือไม่ เขาจำเป็ต้องไปเยี่ยมเยียนตรวจสอบสถานที่จริงอ้างว่า้าพบลูกน้องตัวเองที่มาเข้าเวร ทางนั้นจะได้ไม่หวาดระแวงหรือนึกสงสัย ทว่าคืนนี้เขาอยากสำรวจในตัวเมืองให้เรียบร้อย
โชคร้ายการมาเที่ยวไม่ได้เป็อย่างใจหวังมนัสอยากเห็นถนนหนทางรวมทั้งคูคลอง อยากทำความรู้จักผังเมืองให้ดีกว่าเดิม แต่จ่าสะอาดกลับพามายังสถานที่แห่งหนึ่งเป็ตรอกขนาดกลางเต็มไปด้วยร้านขายชา มีสาวสวยแต่งตัววาบหวามยืนนำเสนอสินค้าในมือมีร้านขายเหล้าจีซูกับอาหารประเภทปิ้งย่างและมีชายโฉดหน้าตาไม่หน้าไว้ใจเดินกันให้ว่อน
“จ่า…จ่า! คุณพาผมมาที่นี่ทำไม”ผู้เป็แม่ทัพกระซิบข้างหูลูกน้อง
“ผมจะพาหมวดมาเปิดหูเปิดตา” จ่าร่างตันหันกลับมายิ้มแฉ่ง
“ไปที่อื่นไม่ได้เหรอมันดูแปลกๆ ยังไงพิกล”
“นี่แหละครับของเด็ดเมืองเจียงหาวทุกคนเรียกที่นี่ว่าตรอกโลกีย์”
“ตรอกโลกีย์!”
ชายหนุ่มผู้ไม่ประสีประสาสะดุ้งโหยงเขาเริ่มเข้าใจชัดเจนแจ่มแจ๋วแล้วว่า ตรอกโลกีย์คือแหล่งอโคจรของแคว้นเสียมสถานที่ที่ตัวเองไม่สมควรเข้ามาเด็ดขาด ใบหน้าลูกสาวคนสวยแม่ทัพลู่โผล่เข้ามาในความคิดแบบไม่ทันตั้งหลัก
“จ่า…จ่า! ไปที่อื่นเถอะผมกลัวเมียด่า”
“เมีย!” คนเดินนำถึงกับสะดุ้งตัวลอย “หมวดมีเมียั้แ่ตอนไหนคุณเพิ่งมาอยู่ที่นี่ไม่กี่วัน”
“มีั้แ่วันแรกที่นี่ผมไม่ใช่มนัสแต่เป็อีกคน”
“แล้ว…แล้ว…แล้วเมียหมวดเป็ใคร แล้ว…แล้ว…แล้วผมจะโดนแพ่นกระบาลหรือเปล่า” จ่าาุโเริ่มติดอ่างทันที
“จริงๆก็ไม่เชิงเมียหรอก เราเพิ่งแต่งงานกันแค่วันเดียว เป็เพียงการแต่งงานตามพิธี”
คำพูดเ้าบ่าวป้ายแดงทำให้จ่าสะอาดแปลกใจในเมื่อการแต่งงานมันเป็พิธีอยู่แล้ว แล้วหมวดจะพูดเื่นี้ขึ้นมาเพื่ออะไรบังเอิญมีสาวขายชาสวมเสื้อคอต่ำเดินผ่านมา ทั้งเ้านายและลูกน้องชักเริ่มไม่มีสมาธิพากันแอบมองของดีแคว้นเสียมวุ่นวายไปหมด กระทั่งหันมาเห็นโจวซื่อไห่ยืนมองตาเขียวจ่าาุโรีบลากตัวมนัสมาคุยหลังร้านปิ้งย่าง
“ตกลงมันยังไงกันแน่หมวดมีเมียหรือยัง”
“คือว่า…” มนัสนิ่งเงียบไปสักพักก่อนพูดต่อ “ผมแต่งงานกับผู้หญิงคนหนึ่งเธอเป็ลูกสาวแม่ทัพใหญ่คนก่อน พ่อเขาคงยกให้ผมเพราะเป็รองแม่ทัพแค่แต่งงานเป็พิธีเฉยๆ ไม่ได้รักกัน เรายังไม่ได้…ยังไม่ได้…เอ่อ”
“ยังไม่ได้มีอะไรกันแหม…หมวดนี่พ่อพระจริงๆ เลย”
เห็นว่าอีกฝ่ายเอาแต่อ้ำอึ้งไม่ยอมพูดจาจ่าสะอาดเข้ามาช่วยเติมคำในช่องว่าง พร้อมเอ่ยชมผู้เป็นายแบบไม่ไว้หน้าบอกว่าเป็สุภาพบุรุษจากดินแดนสยาม ชายหนุ่มผู้มีจิตใจงดงามแห่งเชียงตุงผู้ผดุงความยุติธรรมให้กับแคว้นเสียม ผู้ชายใจดีมีเสน่ห์ประจำท้องทุกบางกะปิ ก่อนชายวัยกลางคนจะเลยไปยังแหลมมลายูคนในคำพูดเข้ามาห้ามปรามด้วยสายตา
มนัสนึกไม่ออกจะอธิบายได้อย่างไรเื่ของตัวเองซับซ้อนซ่อนเงื่อนเกินไป จนไม่กล้าบอกใครรวมทั้งลูกน้องคนสนิทรู้แค่เพียงตัวเองไม่สมควรอยู่ที่นี่ เกิดโจวซื่อไห่เก็บไปฟ้องคุณหนูของมันเขาคงไม่กล้าพบหน้าหลินเส้าเฟยแน่นอน
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราถอยผมจะพาไปกินของอร่อยที่ซอยโคมเขียว”
ผู้นำทางช่วยตัดสินใจอย่างรวดเร็วโดยการนำเสนอสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ มนัสได้ยินเข้าถึงกับอึ้งจนพูดไม่ออก ไอ้โคมๆเขียวๆ นี่มันแหล่งอโคจรเหมือนกันนี่นา เขายังนึกออกอีกว่าสมัยอยู่เชียงตุงลูกน้องตัวแสบชอบเที่ยวแบบนี้เป็ประจำ ชักเริ่มลังเลตัวเองควรดีใจหรือเสียใจที่คนใกล้ตัวดันเป็ผู้หลงใหลสุรานารี
เมื่อพูดคุยทำความเข้าใจเสร็จเรียบร้อยผู้ชายสามคนพากันถอยทัพกลับเส้นทางเดิม ท่ามกลางสาวขายชาและชายโฉดที่อยู่รายรอบมนัสซึ่งกำลังเหม่อเพราะคิดถึงใบหน้าภรรยา อยู่ดีๆ ดันหยุดเดินกลางถนนปูด้วยอิฐสี่เหลี่ยมเนื่องมาจากมีมือนุ่มๆ ยาวๆ ข้างหนึ่ง ยื่นมาจับหัวไหล่ขวาพร้อมออกแรงบีบเล็กน้อย
“ท่านแม่ทัพ…ท่านมาทำอะไรที่นี่”
เ้าของมือนุ่มและยาวคือสตรีนางหนึ่งสวมเสื้อผ้าสีฉุดฉาดแตกต่างจากคนในตรอก แต่งหน้าจัดจ้านจนไม่สามารถทายอายุจริงดวงตาค่อนข้างดุและทรงพลังราวนกอินทรี จ้องมองมาที่แม่ทัพกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ
“ข้ามาเดินกินลมชมวิว” ผู้เป็แม่ทัพตอบกลับแบบสิ้นคิด
“แปลกจัง…ปรกติท่านไม่เคยมา ท่านแข็งแรงดีแล้วใช่ไหม”
“ข้าแข็งแรงดี…แล้วเ้าล่ะ” เนื่องจากไม่รู้จริงๆ ว่าเธอคือใคร มนัสรีบโยนคำถามกลับโดยไม่ได้เอ่ยชื่อ
“ข้ามักเจ็บออดๆแอดๆ ประสาคนแก่ ไม่แข็งแรงเหมือนคนหนุ่มอย่างท่าน ตกลงท่านมาทำอะไรแถวนี้”
“ข้า…เอ่อ”
“แม่นาง…แม่นางยังสาวยังสวยอยู่เลย ถ่อมตัวแบบนี้น่าตีก้นนักเชียว”
ขณะที่มนัสกำลังจนแต้มแก้ตัวไม่ออกจ่าสะอาดรีบโผล่หน้าเข้ามาขโมยซีน เพื่อสร้างความสนใจจากสาวตาดุบุคลิกดีช่างเจรจาและมันได้ผลทันทีเธอผู้นี้รีบหันหน้ามา เห็นชายวัยกลางคนสวมชุดสีเหลืองก็พลันแปลกใจ
“ท่านผู้นี้เป็ใครกัน”
“ข้าชื่อฟานตรงเหยี่ยวจากแคว้นเหลียวเป็ครูฝึกคนใหม่ค่ายทหารหวางซื่อ”
“คารวะท่านอาจารย์ฟานตรงเหยี่ยวข้าชื่อจางลี่เป็คนดูแลโรงละครหงส์เหยี่ยน”
“ไม่ต้องมีพิธีรีตองหรอกแม่นางเรียกข้าจ่าฟานดีกว่า โรงละครเ้าโด่งดังไปถึงแคว้นเหลียวเชียวนะ”
“จริงหรือท่านอาจารย์ข้าได้ยินแล้วปลื้มใจเหลือเกิน โรงละครเล็กๆ ของพวกเรายินดีต้อนรับท่าน”
การเจรจาระหว่างหนุ่มร่างตันกับสาวตาดุเป็ไปอย่างไหลลื่นราวกับรู้จักกันมานาน มนัสดีใจเหลือเกินที่ลูกน้องเข้ามาช่วยชีวิตและรู้สึกแปลกใจสำนวนวิธีพูด ลักษณะท่าทาง รวมทั้งการแต่งกายแม่นางจางลี่เธอดูแตกต่างจากสาวแคว้นเสียมโดยทั่วไป ดูแตกต่างจากสาวขายชามืออาชีพทุกรายเธออาจเป็คนเมืองหลวงมาตั้งรกรากที่นี่ก็ได้
“ข้าอยากชวนอาจารย์กับท่านแม่ทัพมาเยี่ยมชมโรงละครหงส์เหยี่ยนสักครั้ง”
“อยู่ถัดจากซอยขายผ้าใช่หรือไม่”
“ท่านอาจารย์เฉียบแหลมยิ่งนักข้าอยากเลี้ยงเหล้าเหยาผิงท่านคืนนี้”
“เหล้าเหยาผิง! ของดีแคว้นซ่งไม่ใช่หรือ”
การเจรจาระหว่างหนุ่มร่างตันกับสาวตาดุเป็ไปอย่างไหลลื่นจนคนยืนฟังเริ่มอึดอัดใจ แค่เพียงได้ยินว่าแม่นางจางลี่มีสุรารสเลิศจ่าสะอาดก็พาลระริกระรี้คุมสติแทบไม่ได้ มนัสเห็นท่าไม่ดีรีบพูดตัดบทแบบไร้เยื่อใย
“คืนนี้คงไม่สะดวกเท่าไรท่านอาจารย์ต้องไปนั่งเข้าฌานที่ป่าช้า”
“ป่าช้า!” ท่านอาจารย์ใตาเหลือก “โชคร้ายจังเลยแม่นางจางลี่คืนนี้ข้าต้องไปป่าช้ากับท่านแม่ทัพ”
“ข้าด้วยหรือ!” ท่านแม่ทัพใตาเหลือกบ้าง
“ท่านด้วยสิ…ข้าคงไม่ไปคนเดียวแน่ๆ”
“เป็อย่างนั้นเอง…น่าเสียดาย” จู่ๆ แม่นางจางลี่นึกบางอย่างขึ้นมาได้ “ท่านแม่ทัพโปรดยืนรอสักครู่”
สาวสวยบุคลิกดีอายุระหว่างสามสิบถึงสี่สิบหันมามองร้านขายชาขนาดใหญ่ฝั่งซ้ายมือ พร้อมกับพูดเสียงดังว่า ‘คุณหนู…ท่านแม่ทัพมา’ต่อมาครู่เดียวปรากฏสาวงามนางหนึ่ง เดินออกมาจากร้านพร้อมสาววัยรุ่นหน้าตาดี
เธอผู้นี้ผิวขาวอมชมพูหัวจรวดปลายเท้าหน้าหวานตาโตวาดคิ้วไว้อย่างสวยงาม ผมสีน้ำตาลเข้มยาวคลอเคลียกลางหลังเกล้าผมเพียงครึ่งหัวพร้อมถักเปียลายกระดูกงู สวมเสื้อเกาะอกสีชมพูมิดชิดกว่าชุดออกงานพร้อมเสื้อคลุมสีขาวรัดเข้ารูปพอดีตัว เธอสูงกว่าหลินเส้าเฟยประมาณสามเิเรูปร่างดีเอวโค้งคอดกิ่วมีหน้าอกมีสะโพกมีบั้นท้าย
การปรากฏตัวของเธอทำให้ชายโฉดทั่วตรอกโลกีย์พากันหยุดนิ่งพร้อมกับจ้องมองดวงตาลุกวาว เวลาเดียวกันมนัสยืนตัวแข็งทื่อกลางถนนสายตาสบสายตาหญิงสาวผู้ถูกเรียกว่าคุณหนู ก่อนเผลอขยับปากหลุดคำพูดแ่เบาออกมา
“คุณหญิงดุจดาว”
-------------------------------
ปล.ตัวละครสำคัญมาครบแล้ว แต่ละนางสวยเปรี้ยวถูกใจทั้งสิ้น จากนี้ไปเนื้อหาเริ่มเข้มข้นกว่าเดิม