่เวลาเช้าตรู่ของวันนี้ธัญรดากับครอบครัวเดินทางไปที่วัดที่เคยไปทำบุญกันเป็ประจำทุกปี เพราะที่นี่มีพระสงฆ์รูปหนึ่งที่บิดามารดาของเธอเคารพนับถือมากอดีตพระรูปนี้เคยเป็รุ่นพี่ของพวกท่าน เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขมาด้วยกัน และยังเป็คนที่ทำให้พิชิตกับเกศทิพย์ได้มาเจอกันจนรักกันอีกด้วยท่านเป็คนที่ชอบศึกษาด้านพระธรรมเป็อย่างมากจึงตัดสินใจออกบวชตลอดชีวิตจนปัจจุบันนี้ท่านได้เป็เ้าอาวาสที่ผู้คนศรัทธาและนับถือเป็อย่างมาก
และเพราะเ้าอาวาสนี่แหละที่ทำให้บิดามารดาของเธอทำใจเื่พี่ชายได้ตอนที่ธนัทเสียชีวิตใหม่ๆ นั้น พิชิตกับเกศทิพย์กลายเป็คนซึมเศร้า เอาแต่นั่งมองรูปลูกชายแล้วร้องไห้ทุกวันจนทุกคนเป็ห่วงแต่พอทั้งสองได้มาที่วัดและได้ฟังธรรมจากเ้าอาวาสเื่การเกิด แก่ เจ็บ ตายมากๆ เข้าพวกท่านก็เริ่มทำใจได้ในที่สุด
วันนี้เป็วันครบรอบที่ธนัทเสียชีวิตครอบครัวของหญิงสาวจึงมาทำบุญกันที่วัดแต่เช้าซึ่งก็ทำเช่นนี้เป็ประจำทุกปีหลังจากถวายสังฆทานและกรวดน้ำเสร็จแล้ว ธัญรดากับอภิรักษ์ก็ปลีกตัวออกมาจากโบสถ์ปล่อยให้เกศทิพย์ พิชิตและอภิเชษฐ์ที่กลับมาั้แ่เมื่อวานเพื่อมาร่วมทำบุญด้วยอยู่สนทนาธรรมกับเ้าอาวาสต่อไปซึ่งรายหลังถ้าพูดให้ถูกคือโดนบังคับให้อยู่ฟังมากกว่า เพราะผู้เป็พี่สาวอยากให้น้องชายคนเล็กได้ฟังเทศน์ฟังธรรมเพื่อเตือนสติ
สองน้าหลานพากันไปที่สระน้ำของวัดเพื่อให้อาหารปลาระหว่างที่โยนอาหารให้ปลาในสระนั้นธัญรดาก็เอ่ยขึ้นด้วยความเศร้าใจ
“ผ่านไปห้าปีแล้วนะคะน้ารักษ์ที่พี่นัทจากพวกเราไป”
“ใช่”อภิรักษ์ตอบเสียงเศร้า หัวใจนั้นยังรู้สึกเ็ปรวดร้าว เพราะยังรู้สึกผิดอยู่เสมอที่ส่งหลานชายไปตาย“น้าผิดเอง ถ้าวันนั้นน้าไม่ส่ง...”
“หยุดคิดแบบนี้เสียทีเถอะค่ะน้ารักษ์”หญิงสาวเอ่ยแย้งอย่างไม่ชอบใจ “การตายของพี่นัทไม่ได้เป็ความผิดของน้าเลยนะคะเลิกโทษตัวเองได้แล้ว”
“แต่ถ้าน้าไม่ส่งตานัทไปทำงานนั้นตานัทก็คงไม่ต้องตาย”
“น้าทำตามหน้าที่นะคะแล้วพี่นัทเองก็ทำตามหน้าที่ด้วย รดาเชื่อค่ะว่าพี่นัทก็คิดเช่นนี้เหมือนกันเลิกโทษว่าเป็ความผิดของตัวเองได้แล้วนะคะรดาไม่อยากให้น้าต้องจมอยู่กับความเศร้าเหมือนพ่อกับแม่ไปอีกคน” เธอบอกเสียงเศร้านึกถึงภาพที่มารดานั่งร้องไห้ตอนที่ทำบุญให้พี่ชายแล้วก็ยิ่งปวดใจเธอรู้ว่าท่านคิดถึงพี่ชายมากแค่ไหน แต่เธอก็ไม่สามารถทำอะไรได้เพราะไม่อาจแทนที่ใครได้สิ่งที่เธอทำได้ก็เพียงอยู่เคียงข้างท่านและไม่ทำให้พวกท่านต้องทุกข์ใจเพราะเธออีกและด้วยเหตุนี้ไม่ว่าพวกท่านจะ้าให้เธอทำอะไร เธอก็ยินดีทำให้แม้จะรู้สึกฝืนใจและอึดอัดไปบ้างก็ตาม
อภิรักษ์ถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะส่งยิ้มอ่อนๆให้หลานสาว แล้วหันไปโยนอาหารให้ปลาหลากหลายชนิดในสระต่อธัญรดาโยนอาหารให้ปลาบ้างก่อนจะนึกอะไรบางอย่างได้จึงหันมาถามน้าชายอย่างสงสัย
“น้ารักษ์คะน้ารักษ์มีอะไรจะพูดกับรดาหรือเปล่าคะรดาเห็นน้ารักษ์มองหน้าและทำท่าเหมือนจะพูดอะไรกับรดาตั้งหลายที ตอนที่นั่งทำบุญด้วยกัน”
“อ้อ...คือ...” นายตำรวจใหญ่เกิดอาการอ้ำอึ้งขึ้นมาเพราะไม่รู้ว่าควรพูดดีหรือไม่เนื่องจากไม่อยากให้หลานรักต้องมาเสี่ยงชีวิตด้วยอีกแล้วแต่เพราะงานที่กำลังตามสืบอยู่นี่ก็สำคัญเป็อย่างมาก ด้วยมันมีผลต่อชีวิตของคนในประเทศเหมือนกัน
“มีเื่อะไรก็พูดมาเถอะค่ะ”
“เฮ้อ...ความจริงน้าก็ไม่อยากให้เรามาเสี่ยงอีกแล้วนะแต่มัน...”
“มีคดีใหม่ให้รดาช่วยสืบให้ใช่ไหมคะ”เธอถามอย่างตื่นเต้นดีใจ ก่อนจะร้องไชโยออกมาเหมือนเด็กๆ เมื่อน้าชายพยักหน้าให้เป็คำตอบ“ดีใจที่สุดเลย รดากำลังเบื่อๆ อยู่พอดีเลยค่ะมีอะไรตื่นเต้นมาให้ทำค่อยรู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมาหน่อยว่าแต่คราวนี้จะให้รดาช่วยสืบเื่อะไรเหรอคะ”
“เื่ของพ่อค้ายาเสพติดรายหนึ่งน่ะ”อภิรักษ์บอกเสียงเครียดพลางจ้องหน้าหลานสาวนิ่ง “สายส่งยาของน้ารายงานมาว่า มีพ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่คนหนึ่งในเครือข่ายที่เพิ่งจะเริ่มขายได้ไม่นานเป็นักธุรกิจชื่อดังในตระกูลใหญ่แต่ไม่รู้ว่าเป็ใครน้าก็เลยอยากให้เราช่วยไปสืบให้หน่อยเพราะว่าเรา...รู้จักดีอยู่”
“รดารู้จักเหรอคะ”เธอชี้นิ้วมาที่ตัวเองด้วยสีหน้างุนงงปนสงสัย ก่อนจะเอ่ยถาม “เป็ใครคะ”
อภิรักษ์กำลังจะบอก แต่ถูกเกศทิพย์ที่ส่งเสียงมาแต่ไกลขัดจังหวะซะก่อนชายหนุ่มจึงบอกกับหลานสาวว่าเอาไว้คุยเื่นี้กันทีหลังก่อนทั้งน้าและหลานจะเดินตามเกศทิพย์ที่ออกมาตามให้ไปกราบลาเ้าอาวาสก่อนกลับบ้านกัน
พิทยาก้าวเข้ามาในห้องทำงานหลังจากที่ได้รับอนุญาตจากเ้าของห้องแล้วชายหนุ่มเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าโต๊ะทำงานของเ้านายแล้วเอ่ยรายงานเื่สำคัญให้ปวัตน์ได้ทราบ
“คนของเราจับตัวสายของฝ่ายตรงข้ามได้แล้วครับ”
ปวัตน์เงยหน้าจากเอกสารที่กำลังอ่านอยู่แล้วถามเสียงเข้ม
“มันเป็ใคร”
“มันเป็พนักงานในโกดังเก็บสินค้าครับคนของเราตามจับตาดูมันอยู่พักใหญ่แล้ว เห็นมันถามคนโน้นคนนี้เื่ออเดอร์ส่งของของเราไปทั่วผมเลยสั่งให้จับตัวมันมาสอบสวนดู”
“มันสารภาพไหมว่าใครเป็คนส่งมันมา”
“สารภาพครับนายอำนวยส่งมันเข้ามาสืบเื่ลูกค้าทางฝั่งยุโรปของเราครับ” เลขาหนุ่มรายงานพลางนึกถึงวิธีการที่ทำให้คนร้ายยอมรับสารภาพไปด้วยซึ่งป่านนี้อีกฝ่ายคงสะบักสะบอมและช้ำในน่าดู เพราะทั้งมือและเท้าของคนของเขาไม่ใช่เบาๆเลย
“มันอีกแล้วเหรอเมื่อไรจะเลิกคิดชั่วๆ ลอบกัดคนอื่นเขาซะทีนะ” ปวัตน์บ่นอย่างหงุดหงิดอำนวยเป็เ้าของบริษัทส่งออกเหมือนกับบริษัทของเขาแต่ไม่ได้ใหญ่โตเท่าอีกฝ่ายชอบแย่งลูกค้าและแหล่งผลิตของเขาอยู่เรื่อยๆ แต่ก็ต้องล้มเหลวตลอด เพราะความน่าเชื่อถือบวกกับชื่อเสียงมันต่างกันโดยสิ้นเชิงเมื่อสู้กันซึ่งๆหน้าด้วยฝีมือไม่ได้อีกฝ่ายก็เริ่มคิดแผนชั่วด้วยการส่งสายลับเข้ามาในบริษัทของเขาเรื่อยๆเพื่อหวังขโมยข้อมูลที่สำคัญของบริษัท แต่ก็ถูกคนของเขาจับได้ทุกครั้งไป
“คนอย่างมันถ้าไม่เห็นโลงศพไม่มีทางหลั่งน้ำตาหรอกครับ”
“นั่นสินะ”
“แล้วเ้านายจะให้ผมทำอย่างไรต่อไปครับ”
ชายหนุ่มถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ความจริงเขาก็อยากสั่งสอนอำนวยหนักๆ ให้เข็ดหลาบสักครั้งอยู่เหมือนกันจะได้เลิกยุ่งกับเขาเสียทีแต่เพราะไม่อยากทำบาปทำกรรมและเขาก็เป็นักธุรกิจไม่ใช่มาเฟียที่ไหนเขาจึงเลือกที่จะสั่งสอนแค่เบาะๆเท่านั้นด้วยการส่งตัวสายลับกลับคืนไปในสภาพยับเยินรวมถึงหากมีโอกาสเมื่อไรก็จะดึงลูกค้าของอีกฝ่ายมาทันทีและด้วยเหตุนี้เองอาจทำให้อำนวยแค้นเขาไม่เลิกเสียที
“ส่งตัวคนของมันกลับคืนไปเหมือนเดิมแต่คราวนี้เพิ่มสิ่งนี้ไปด้วย” ชายหนุ่มบอกแล้วหยิบกระดาษเปล่าแผ่นหนึ่งมาเขียนข้อความบางอย่างลงไปก่อนจะพับส่งให้เลขาหนุ่ม
“ครับ” พิทยารับมาถือไว้แล้วเดินออกจากห้องทำงานไป จากนั้นยี่สิบนาทีต่อมาสายลับของอำนวยที่มีสภาพยับเยินไปทั้งตัวก็ถูกหิ้วปีกขึ้นรถตู้สีดำเลขาหนุ่มยืนมองด้วยสีหน้าสงบนิ่งก่อนจะยื่นกระดาษให้สนชัยซึ่งเป็ทั้งบอดี้การ์ดและคนขับรถของปวัตน์
“เอากระดาษแผ่นนี้ใส่ในตัวมันไปด้วย”
“ครับ” สนชัยรับมาแล้วก้าวขึ้นไปนั่งบนรถตู้ประกบกับเชลยพิทยายืนมองรถตู้แล่นออกไปจากลานจอดรถชั้นใต้ดินของบริษัทจนลับสายตา แล้วขึ้นไปรายงานผลให้เ้านายทราบ
ฝ่ายอำนวยนักธุรกิจส่งออกอาหารแช่แข็งกำลังโกรธจัด เมื่อลูกน้องเอาแผ่นกระดาษที่ติดตัวกับสายลับมาให้อ่าน
‘ถ้ายังลอบกัดกันแบบนี้อยู่อีกคราวต่อไปจะไม่ใช่คนของคุณที่ต้องเจ็บตัว แต่จะเป็คุณที่ต้องรับโทษแทน’
“บัดซบที่สุด!กูไม่กลัวมึงหรอกไอ้ปวัตน์” อำนวยขยำกระดาษแล้วปาทิ้งด้วยความเจ็บแค้นใจที่ถูกนักธุรกิจรุ่นลูกข่มขู่ก่อนจะตวัดสายตาเกรี้ยวกราดไปมองลูกน้องแล้วกระชากเสียงถาม “ไอ้โป้งมันเป็ยังไงบ้าง”
“อาการแย่มากครับภายในมันบอบช้ำมากคงต้องรักษาตัวนานเลยทีเดียว”
“สมน้ำหน้ามันอยากโง่ให้พวกมันจับได้นัก”
“แล้วเ้านายจะทำยังไงต่อไปครับ”
“ยังไม่ทำอะไรต่อทั้งนั้นตอนนี้ไอ้ปวัตน์มันคงสั่งคนตรวจสอบอย่างเข้มงวดแน่ ปล่อยมันไปสักพักก่อน”
“เ้านายจะไม่สั่งสอนมันสักหน่อยเหรอครับ”ลูกน้องถามเสียงเหี้ยม อำนวยมองตาคนพูดก็รู้ว่าอีกฝ่ายอยากให้สั่งสอนแบบไหนเขาจึงแสยะยิ้มออกมาแล้วตอบเสียงกร้าว
“สั่งสอนสิฉันไม่ยอมให้มันมาหยามกันง่ายๆ หรอก”
“วันนี้เลยไหมครับ”
“ยังทุกอย่างมันต้องมีจังหวะและเวลาที่เหมาะสม” อำนวยหัวเราะหึๆในลำคอ แววตานั้นเต็มไปด้วยเล่ห์ร้ายสารพัดที่พร้อมจะห้ำหั่นศัตรูให้พ้นทางไปโดยไม่สนใจว่าวิธีที่ใช้จะถูกหรือผิดก็ตาม
ใน่เวลาบ่ายที่ร้านทองตั้งสกลรัตน์บนชั้นสองของร้าน ภายในห้องทำงานกึ่งห้องพักผ่อน ธัญรดากับอภิรักษ์กำลังนั่งคุยกันเื่งานด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึมและจริงจัง
“อะไรนะคะ!น้ารักษ์พูดใหม่สิคะว่าใครเป็ผู้ต้องสงสัยค้ายา” หญิงสาวร้องถามซ้ำเพื่อความแน่ใจว่าตนเองได้ยินไม่ผิดเธอใพอสมควรเมื่อรู้ว่าผู้ต้องสงสัยค้ายารายใหญ่เป็คนในตระกูลสาธิตมนตรีซึ่งก็คือตระกูลของนพกรนั่นเอง
“สายของเราได้เบาะแสมาว่าเป็คนในตระกูลสาธิตมนตรีแต่ไม่สามารถเจาะจงได้ว่าเป็ใครเพราะคนพวกนี้จะใช้รหัสลับในการค้าขายกันและเพราะเหตุนี้แหละที่น้าต้องขอให้รดาช่วยสืบให้เพราะเรารู้จักกับนพกรอยู่”
“อ้าวแล้วสายลับคนอื่นๆ ของน้าล่ะคะ สืบไม่ได้กันเลยเหรอ”
อภิรักษ์ถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนส่ายหน้าให้เป็คำตอบคนของเขาที่หวังส่งเข้าไปเป็สายภายในบริษัทสาธิตมนตรีนั้นไม่สามารถเข้าไปได้เลยเนื่องจากตอนนี้ทางนั้นเข้มงวดมากและไม่ยอมรับคนงานเพิ่มเลยสายสืบของเขาจึงไม่อาจแฝงตัวเข้าไปหาหลักฐานอะไรได้
ส่วนสายทางค้ายาก็เงียบสนิทไม่ได้เบาะแสอะไรเพิ่มเติมเพราะทุกย่างก้าวเสี่ยงอันตรายหมดหากผิดพลาดโดนจับได้ขึ้นมาชีวิตคงจบสิ้นลงจึงต้องระมัดระวังกันเป็พิเศษอีกทั้งก็ไม่ใช่เื่ง่ายๆ ที่จะได้ข้อมูลอะไรมาเพราะไม่ใช่แค่คนๆ เดียวที่ขายแต่มันทำกันเป็ขบวนการใหญ่ขายกันเป็ทอดๆ อีกต่อหนึ่งจึงเข้าถึงตัวการใหญ่ได้ยากนัก ดังนั้นการข่าวที่ได้ในแต่ละครั้งก็มีทั้งจริงและหลอกปะปนกันไปด้วย
“จะใช่จริงเหรอคะไม่น่าเป็ไปได้เลย ตระกูลนี้รวยมากไม่ใช่เหรอคะ”ธัญรดายังไม่อยากเชื่อนักยิ่งคิดถึงใบหน้าคมคายของผู้ชายอีกคนที่ตกเป็ผู้ต้องสงสัยไปด้วยแล้ว เธอก็แทบไม่อยากเชื่อเข้าไปใหญ่
“คนรวยอยู่แล้วก็ใช่ว่าจะโลภมากไม่ได้นี่รดาเงินน่ะมันหอมหวนมากจนใครหลายๆ คนยอมทำทุกอย่างได้ โดยไม่สนว่าถูกหรือผิดมานักต่อนักแล้วรวยแล้วก็อยากรวยอีก มีอำนาจแล้วก็อยากมีมากขึ้นอีกทุกวันนี้โลกของเราถึงได้มีคนเลวๆ เพิ่มมากขึ้นยังไงล่ะ”อภิรักษ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่แลดูปลงๆ ด้วยหน้าที่การงานทำให้เขาได้พบเจอคนเลวมากมายซึ่งมันเยอะมากจนบางครั้งเขาก็รู้สึกท้อใจที่จะทำความดีต่อไปแต่เพราะแรงศรัทธาต่ออาชีพและรักความยุติธรรม ถึงทำให้เขายังยืนหยัดคิดสู้กับสิ่งเลวร้ายต่อไปจนถึงทุกวันนี้ได้
หญิงสาวฟังแล้วก็ถอนใจออกมาเฮือกใหญ่พลางพยักหน้าอย่างเห็นด้วยทุกวันนี้โลกเปลี่ยนไปมาก มีคนเห็นแก่ตัวเพิ่มขึ้น ชอบเอารัดเอาเปรียบกันมากขึ้นแสวงหาแต่ผลประโยชน์ให้ตนเองจนลืมผิดชอบชั่วดีและศีลธรรมในใจถึงได้ฆ่าแกงกันราวผักปลาและเป็ชู้กับสามีหรือภรรยาชาวบ้านได้อย่างไม่ละอายใจกันเลย
“ตอนนี้คนในตระกูลสาธิตมนตรีทุกคนยังอยู่ในข่ายผู้ต้องสงสัยเท่านั้นเพราะทางเรายังไม่มีหลักฐานที่ชี้ชัดได้ว่าใครเป็พ่อค้ายาน้าก็เลยอยากให้รดาเข้าไปหาหลักฐานที่ชี้ชัดได้ว่าใครเป็คนค้ายาตัวจริงกันแน่โดยใช้นพกรให้เป็ประโยชน์งานนี้ถ้าเรารู้แน่ชัดว่าเป็ใครแล้วจับกุมมาสอบขยายผลได้ละก็เราอาจสาวไปถึงตัวการใหญ่รายอื่นๆได้อีกมากเลยล่ะ รดาคิดว่ายังไง จะรับทำงานนี้ไหม”อภิรักษ์ถามความสมัครใจของหลานสาว ทั้งที่ความรู้สึกของเขายังสองจิตสองใจอยู่ คืออยากให้ทำและไม่อยากให้ทำเนื่องจากงานนี้ค่อนข้างเสี่ยงมากทีเดียว ไม่ใช่งานช่วยเล็กๆ น้อยๆอย่างที่เธอเคยผ่านมา
ธัญรดานิ่งเงียบด้วยตัดสินใจไม่ถูกว่าจะทำดีหรือไม่ดีเพราะเท่าที่ฟังแล้วดูเหมือนงานนี้จะใหญ่จนดูเกินกำลังเธอไปหรือเปล่า อีกทั้งเธอก็ยังมีภาระที่ต้องรับผิดชอบโดยทิ้งไปไม่ได้เลยด้วยหญิงสาวมองหน้าน้าชายด้วยความหนักใจก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างปรึกษาหารือ
“รดาก็อยากช่วยงานน้ารักษ์นะคะแต่น้ารักษ์ก็รู้ว่ารดาต้องดูแลร้านทองตลอดและไม่สามารถทิ้งไปไหนได้เลย”อภิรักษ์พยักหน้าอย่างเข้าใจในเหตุผลของหลานดีกิจการร้านทองเป็กิจการที่เสี่ยงมาก มีเงินมูลค่านับสิบๆ ล้านที่ต้องดูแลจึงไม่อาจทิ้งไปไหนได้เลย“เท่าที่รดาฟังดูรดาคงต้องเข้าไปใกล้ชิดคุณนพใช่ไหมคะนั่นก็หมายถึงว่ารดาอาจต้องขอเข้าไปทำงานกับเขาด้วย ซึ่งน้ารักษ์ก็รู้ดีว่ารดาทำไม่ได้เพราะอะไร”
งานที่เธอเข้าไปช่วยที่ผ่านๆมานั้น เป็งานในระยะเวลาสั้นๆ ที่ทำวันเดียวจบหรือไม่ก็ทำในตอนกลางคืนซึ่งเธอสามารถหาข้ออ้างได้ต่างๆนานาเพื่อไม่ให้บิดามารดาสงสัย โดยข้ออ้างยอดฮิตของเธอคือไปหาบีกับพลอยเพื่อนสนิทที่คบหากันมาั้แ่สมัยเรียนเนื่องจากเพื่อนทั้งสองรับรู้เื่ภารกิจลับของเธอมาตลอดจึงช่วยปกปิดเอาไว้ให้
“น้ารู้”นายตำรวจใหญ่ตอบเสียงเครียด เหตุผลที่ธัญรดาไม่อาจรับทำงานนี้ได้คือหนึ่งเธอทิ้งร้านทองไปไม่ได้ซึ่งปัญหานี้เขาได้เตรียมทางออกไว้ให้แล้วแต่เหตุผลข้อที่สองนี่สิที่เขาลืมนึกไปเลยคือจะทำอย่างไรไม่ให้พิชิตกับเกศทิพย์สงสัยว่าบุตรสาวหายตัวไปทำอะไรทั้งวันและทุกวันครั้นจะบอกออกไปตรงๆ ว่าไปทำงานในบริษัทของนพกรก็คงถูกว่าสวนกลับมาแน่ๆว่ากิจการของตนเองก็มีทำไมไม่ดูแลและยิ่งธัญรดาเป็บุตรสาวคนเดียวด้วยแล้วมันคงแปลกพิลึกที่จะไปทำงานที่อื่นแทนที่จะดูแลกิจการของตนเองอภิรักษ์ถอนใจออกมาอีกครั้งพลางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้แล้วเอ่ยออกมา
“เื่ดูแลร้านน่ะน้าหาทางออกไว้ให้เราเรียบร้อยแล้วน้าจะให้นายเชษฐ์มาดูแลแทนเราไปก่อนซึ่งนายเชษฐ์ก็ตอบตกลงจะดูแลให้ส่วนเื่พี่เกศกับพี่ชิตน้าลืมคิดไปจริงๆ”
“แล้วน้าเชษฐ์ไม่กลับอเมริกาเหรอคะ”
“ยังเห็นว่าจะอยู่เที่ยวอีกสักเดือน น้าเลยให้มาช่วยดูแลร้านแทนเราซะเลย”
“ถ้าน้าเชษฐ์ยอมมาดูแลร้านให้รดาก็สบายใจและอยากช่วยงานน้ารักษ์ค่ะ”ธัญรดาบอกด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ เธออยากช่วยงานน้าชายจริงๆเพราะพอคิดถึงเื่คดีค้ายาเสพติดแล้วก็อดนึกถึงคำพูดของพี่ชายที่ล่วงลับไปแล้วไม่ได้
‘รดาคอยดูไว้นะสักวันพี่จะต้องกวาดล้างไอ้พวกค้ายาเสพติดพวกนี้ให้หมดให้ได้เลยพี่จะไม่ยอมให้พวกมันทำลายผู้คนในสังคมด้วยยานรกพวกนี้ได้ตามอำเภอใจอีก’ ธนัทบอกด้วยความมุ่งมั่นเมื่อนั่งดูโทรศัพท์รายงานข่าวเื่การจับกุมพ่อค้ายาเสพติดด้วยกัน
‘กวาดล้างไม่ได้ง่ายๆหรอกค่ะพี่นัท พวกมันทำกันเป็ขบวนการ พี่จับคนโน้นได้คนนี้ก็โผล่มาแทนอีก’
‘พี่รู้ว่ามันยากแต่พี่ก็จะทำไม่ว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหนพี่ก็จะสู้ไม่ถอยถ้าพี่ไม่ได้กวาดล้างไอ้พวกเลวพวกนี้ให้สิ้นซากพี่คงนอนตายตาไม่หลับแน่ๆ’
อุดมการณ์อันแรงกล้าของพี่ชายยังดังก้องอยู่ในใจเธอเสมอมาแต่บัดนี้คนดีๆอย่างพี่เธอยังไม่ทันได้ทำตามอุดมการณ์ของตนเองสักเท่าไรก็ต้องมาตายจากไปเสียแล้วยิ่งคิดธัญรดาก็ยิ่งอยากทำงานนี้เพราะอยากสานต่ออุดมการณ์ของพี่ชายต่อไปแม้เธอจะทำได้อะไรไม่ได้มากทว่าก็ขอเป็ฟันเฟืองตัวเล็กๆที่ขับเคลื่อนให้กวาดล้างพวกเลวๆ นี้ได้บ้างก็ยังดี
“น้ารักษ์ค่ะรดาจะช่วยทำงานนี้ให้ค่ะแต่ขอรดาคิดก่อนนะคะว่าจะพูดกับคุณพ่อคุณแม่ยังไงดีไม่ให้ท่านสงสัยหรือไม่บางทีรดาอาจจะบอกพวกท่านไปว่ารดาจะไปเที่ยวต่างประเทศกับบีและพลอยก็ได้ค่ะ”
“แน่ใจนะ” ครั้นพอหลานสาวรับปากจะช่วยแล้วเขากลับรู้สึกไม่อยากให้ทำเสียอย่างนั้น “งานนี้อันตรายนะ ถ้าเราพลาด...”
“แน่ใจค่ะมือชั้นนี้แล้วไม่พลาดหรอกค่ะ” เธอเชิดหน้าขึ้นอย่างมั่นใจในฝีมือตัวเองแม้ในใจจะรู้สึกกลัวอยู่บ้างก็ตาม
“อย่าทระนงตัวเกินไปนักเราน่ะไม่ใช่สายลับมืออาชีพ ฝีมือการต่อสู้ก็แค่ระดับพื้นฐานเท่านั้น ถ้าเจอคนร้ายที่มีฝีมือมากกว่าเราไม่มีทางรอดแน่และอีกอย่างงานนี้ไม่มีสายลับคนอื่นแฝงตัวตามเข้าไปประกบด้วยเพราะฉะนั้นจะทำอะไรต้องระวังและรอบคอบให้มากๆเข้าใจไหม” นายตำรวจใหญ่เอ่ยเตือนเสียงเครียด
“รดาสัญญาค่ะว่ารดาจะทำงานอย่างละเอียดและรอบคอบให้มากที่สุด จะระวังตัวเองให้มากค่ะ”
“อย่าใจร้อนและขี้โมโหง่ายด้วย”
“แหม...เห็นรดาเป็คนยังไงกันคะ” เธอทำแก้มป่องใส่อย่างงอนๆ
“ก็เห็นเป็คนขี้โมโหใจร้อนและก็ดื้อรั้นน่ะสิ” แทนที่จะพูดแก้เอาใจหลาน ผู้เป็น้ากับเอ่ยออกมาตรงๆเสียอย่างนั้น หญิงสาวจึงค้อนให้เสียวงโตพลางพูดเสียงกระเง้ากระงอดแกมประชด
“พูดแบบนี้รดาคงไม่มีอะไรดีเลยในสายตาน้ารักษ์สินะ”
อภิรักษ์ยิ้มขำก่อนจะเอื้อมมือไปลูบศีรษะหลานรักอย่างอ่อนโยนด้วยสายตารักใคร่เอ็นดู
“ใครบอกล่ะถึงเราจะดื้อ ขี้โมโหและใจร้อนอย่างที่น้าพูดแต่เราก็เป็คนจิตใจดีมีเมตตาต่อคนที่ด้อยกว่าอยู่เสมอสิ่งนี้แหละที่ทำให้น้ารักและภูมิใจในตัวหลานรักคนนี้มาก”
“แหม...” ธัญรดายิ้มกริ่มด้วยความปลื้มใจ ก่อนจะคว้ามือน้าชายมาแนบแก้มตนเองอย่างเด็กขี้อ้อนแล้วบอกด้วยความภาคภูมิใจและเคารพรักในตัวน้าเช่นกัน “รดาก็รักน้ารักษ์มากเช่นกันค่ะภูมิใจในตัวน้าด้วยที่น้ารักษ์เป็ตำรวจที่ดีและซื่อสัตย์ต่อหน้าที่มาก”
“เอ...นี่เราเปลี่ยนเื่คุยมายอกันเองแล้วเหรอเนี่ย”
สองน้าหลานหัวเราะออกมาพร้อมกันก่อนจะเริ่มคุยเื่งานกันใหม่ ซึ่งอภิรักษ์ก็ได้บอกถึงแผนการที่ได้ปรึกษากับลูกทีมให้ฟัง
“ทุกคนในทีมลงความเห็นกันแล้วว่าให้รดาขอนพกรเข้าไปทำงานในบริษัทด้วยเพื่อจะได้หาข้อมูลได้สะดวกมากยิ่งขึ้น นพกรเป็ผู้ต้องสงสัยคนหนึ่งเหมือนกันเขาอาจจะค้ายาหรือไม่ได้ค้ายาก็ได้ แต่ถ้าเขาเป็คนค้ายาเสียเองก็คงง่ายที่จะหาหลักฐานมัดตัวได้แต่ถ้าเขาไม่ใช่เขาก็อาจจะเป็ตัวเชื่อมพาเราไปหาตัวการที่แท้จริงได้เหมือนกันและถ้าเป็ไปได้น้าก็อยากให้รดาหาทางเอาสายของเราเข้าไปในบริษัทด้วย ถ้าสายของน้าเข้าไปอยู่ในนั้นได้แล้วน้าจะให้รดาถอนตัวออกมาเลยแล้วคนของน้าจะรับหน้าที่ต่อเอง”
ความจริงแล้วอภิรักษ์ให้สายของเขาตามประกบนพกรเอาไว้เพื่อดูว่าชายหนุ่มไปพบเจอใครที่น่าสงสัยบ้างซึ่งตลอดเวลาที่ตามพบเพียงแต่เื่ผู้หญิงและการเที่ยวเตร่เท่านั้นดูเหมือนผู้ต้องสงสัยรายนี้จะไม่เกี่ยวข้องด้วยเลยทว่าเขาก็ยังไม่อยากวางใจ
ด้านหญิงสาวพอฟังแผนการของน้าชายแล้วก็ยิ้มแห้งๆออกมา ก่อนจะบอกเสียงอ่อย
“เห็นทีแผนนี้อาจใช้ไม่ได้แล้วล่ะค่ะน้ารักษ์เพราะเมื่อวานรดาเพิ่งทะเลาะกับคุณนพไป”
“อ้าว...ทะเลาะกันเื่อะไรเขาทำอะไรเราอย่างนั้นเหรอ” น้าชายถามเสียงเข้มอย่างพร้อมที่จะเอาเื่เต็มที่หากนพกรทำร้ายร่างกายหลานสาวของเขาแต่คำตอบที่ได้รับมาทำให้ชายหนุ่มต้องถอนใจด้วยความระอาใจแทน
“ก็...ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะรดาแค่รำคาญที่เขามาหาทุกวันก็เลย...ไล่กลับไป”
“เรานี่จริงๆเลยนะ ถ้าเป็แบบนี้เราต้องโทรไปง้อเขาแล้วล่ะ ไม่อย่างนั้นงานนี้ล้มแน่”
ธัญรดาหน้ามุ่ยอย่างไม่เห็นด้วยเพราะไม่เคยง้อผู้ชายคนไหนมาก่อนนอกจากคนในครอบครัวที่เธอรักเท่านั้น แต่เพื่องานเห็นทีเธอคงต้องยอมทำตามที่น้าชายบอกจริงๆหญิงสาวคิดอย่างไม่ชอบใจทว่าสุดท้ายก็ต้องยอมทำตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
รุจิภาเดินลงบันไดจากชั้นสองมาพอเห็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนนอนเอกเขนกเล่นอยู่บนโซฟาในห้องรับแขก ท่านก็เดินเข้าไปหาแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานเหมือนเคย
“อ้าว...ตานพวันนี้ไม่ไปทำงานหรือลูก”
“ไม่ครับ” นพกรตอบเสียงขุ่นหน้าบึ้ง พลางลุกขึ้นนั่งเมื่อมารดาเดินมานั่งลงบนโซฟาตัวเดียวกัน
“ทำไมล่ะ เป็อะไรถึงไม่ไปทำงานหรือว่าไม่สบาย” ท่านถามอย่างเป็ห่วงพร้อมกับยกมือขึ้นอังหน้าผากของบุตรชายเพื่อดูว่าตัวร้อนหรือไม่แต่ชายหนุ่มหันหน้าหนีแล้วตอบเสียงห้วน
“ผมไม่ได้เจ็บป่วยอะไรแค่ี้เีและก็เบื่อมากๆ ด้วย”
“เอ...นี่เราไปหงุดหงิดอะไรมาหรือเปล่าฮึตานพบอกแม่มาซิว่าใครทำให้เราไม่พอใจกัน”
นพกรไม่ตอบและยังไม่ทันที่ผู้เป็มารดาจะซักไซ้ต่อเสียงโทรศัพท์มือถือของเขาก็ดังขึ้น ชายหนุ่มจึงล้วงออกจากกระเป๋ากางเกงขึ้นมาดูซึ่งทันทีที่เห็นรายชื่อคนโทรเข้ามาใบหน้าบูดบึ้งของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็ยิ้มสะใจอย่างฉับพลันจนรุจิภาต้องถาม
“ใครโทรมาเหรอลูก”
“เพื่อนน่ะครับ” เขาตอบก่อนจะกดตัดสายทิ้ง
“อ้าว...ทำไมไม่รับสายล่ะลูก” ท่านถามอย่างไม่เข้าใจ
“ผมยังไม่อยากรับน่ะครับ” นพกรตอบยิ้มๆ ก่อนจะลุกขึ้นเดินผิวปากจากไปอย่างอารมณ์ดี โดยมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกครั้งทิ้งให้มารดามองตามไปอย่างไม่เข้าใจ