ในวันงานพระราชทานเพลิงศพ ข้างโลงศพของพระมหาเถระคันฉ่อง ใครมางานนี้จะเห็นเด็กชายวัย 5 ขวบนั่งคุกเข่าสงบนิ่ง อยู่ข้างโลงศพ ไม่ขยับตัวไปไหนไม่มีน้ำตาจากเด็กคนนี้ เพราะมันร้องไห้จนมันไม่น้ำตาจะออกอีกแล้ว คนที่มาเคารพศพของพระมหาเถระคันฉ่องต่างก็ มองมาที่เด็กน้อยด้วยความเวทนายิ่งนัก
แท่นที่ประทับขององค์กษัตริย์แห่งกรุงศรี สมเด็จพระเอกาทศรถ ทรงนั่งมองไปที่เด็กน้อย วัย 5 ขวบด้วยความสนพระทัย
“ ท่านพระครูเพชร เด็กคนนั้นมันเป็ใคร เห็นมันนั่งคุกเข่าข้างโลงศพระมหาเถระคันฉ่องมานานแล้วไม่ขยับ มันไม่เมื่อยเลยหรือยังไง” าาเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ มันชื่อเทพ มันเป็เด็กกำพร้า พระอาจารย์ได้อุปการะมันั้แ่แรกเกิด มันมีเพียงพระอาจารย์เพียงคนเดียวเท่านั้นที่เป็ที่พึ่ง พอท่านจากไป มันร้องไห้เสียใจอยู่วันเดียว วันรุ่งขึ้นมาก็มานั่งข้างโลงศพของ พระอาจารย์ มา 6 วันไม่ไปไหนเลยยกเว้นเวลาไปกินข้าว มันกินเสร็จก็มานั่งคุกเข่าอยู่เช่นนี้ อาตมาเห็นว่ามันยังเด็ก เดี๋ยวก็คงไปวิ่งเล่นตามประสาเด็กเหมือนเดิม แต่มันกลับนั่งคุกเข่าแบบนี้ไม่ไปไหน” พระครูเพชร หรือ อดีตพระราชมนูเอ่ยตอบ
“ ไปเรียกมันมาที่นี่ “ าาสั่งองครักษ์ให้ไปตามเ้าเทพมาหาพระองค์ เ้าขรัวมณีจันทร์นั่งอยู่ในที่นี่ด้วย ใจเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว แต่ไม่ทรงพูดอะไรทั้งสิ้นยังสงบนิ่ง รอดูเหตุการณ์ไปก่อน เ้าเทพ พอได้ยินว่าองค์าาเรียกให้เข้าหา ก็รีบเข้าไปหาโดยทันที
พอมาถึงเ้าเทพก็ก้มลงกราบองค์าา เหมือนกับกราบหลวงปู่ทันที สร้างความรู้สึกดีให้กับองค์าายิ่งนัก
“ เ้าเทพ ทำไมเอ็งถึงต้องนั่งคุกเข่าข้างโลงศพของท่านมหาเถระ ไม่ยอมลุกไปไหน เอ็งไม่เมื่อยบ้างเลยหรือ” องค์าาเอกาทศรถ ถามเทพครั้งแรกที่ได้เจอ
เ้าเทพเงยหน้ามองพระองค์เป็ครั้งแรก ก็รู้สึกความผูกพันขึ้นมาทันที จึงได้กล่าวตอบออกไป
“ ิญญาหลวงปู่บอกว่าท่านอยู่ได้แค่อีก 7 วันข้าเลยทำความเคารพให้หลวงปู่ ให้ครบ 7 วัน ขอรับ” เทพบอกตามตรง
“ แล้วเอ็งเห็นหลวงปู่ของเอ็งด้วยหรือ” องค์าาถามต่อ
“ เห็นขอรับ” เทพบอกตามตรง ทุกคนได้ฟังก็รู้สึกใ เพราะเด็กแค่ 5 ขวบเอ่ยตรงๆไม่มีติดขัด กลับพูดคำพวกนี้ออกมาได้หน้าตาเฉย
“ เ้าโกหก ไม่มีใครเห็นเหมือนเ้าแม้แต่คนเดียว” เสียงองค์ไลดังขึ้นทันที ทำให้ราชันหันไปมองด้วยสายตาตำหนิ องค์ไลเข้าไปเกาะแขนเ้าขรัวมณีจันทร์ทันที
“ ต้องขอพระราชทานอภัยโทษให้เ้าองค์ไลด้วย เขายังเด็กเลยพูดตามประสาเด็ก” เ้าขรัวมณีจันทร์เอ่ยขออภัยต่อองค์าาทันที ราชันไม่ใส่พระทัย เอ่ยถามเทพต่อทันที
“ เอ็งไม่ต้องทรมาณตัวเองขนาดนั้น หลวงปู่ของเอ็งไม่ว่าอะไรเ้าหรอก ต่อไปเอ็งก็เข้าวังไปอยู่กับข้า ดีไหม” พอสิ้นกระแสรับสั่งของาา เ้าขรัวมณีจันทร์มองไปที่พระอารย์เพชรทันที
“ อาตมาว่าให้โตกว่านี้อีกสักหน่อย แล้วอาตมาจะส่งมันเข้าวังไปคอยรับใช้พระองค์จะดีกว่า” อาจารย์เพชรรีบพูดอย่างเร็ว
“ ข้าถามเอ็งอยู่ เ้าเทพจะไปอยู่กับข้าที่วังไหม” ราชันไม่สนคำพูดพระอาจารย์เพชร แต่หันไปจ้องหน้าเทพ ที่มองหน้าพระองค์อย่างไม่หวาดกลัวเช่นกัน
“ หลวงปู่บอกว่า ต่อไปนี้ให้ข้าเชื่อฟังคำสั่งพระอาจารย์เพชร ท่านสั่งอย่างไร ก็ให้ทำตามนั้น” เทพตอบด้วยเสียงชัดเจน สร้างความพอใจให้กับองค์ราชันยิ่งนัก
“ ดี ท่านพระครูเพชร อีก สองปี ข้าจะให้คนมารับตัวมันเข้าวัง ให้ท่านอบรมสั่งสอนมัน่นี้ ” าามีคำสั่งออกมาทันที ทำให้เ้าขรัวมณีจันทร์ค่อยโล่งใจ
หากอยู่ด้วยกัน พระองค์ต้องจับได้เป็แน่ เพราะดวงตาของเทพนั้นช่างละม้ายคล้ายพระองค์ดำยิ่งนัก และยังคำพูดคำจา ที่กล้าหาญชัดถ้อยชัดคำเช่นนี้ ยิ่งเหมือนผู้เป็บิดาของเขายิ่ง ไม่แปลกอะไรขนาดเ้าขรัวมณีจันทร์ยังมองออก
พระองค์ขาว ทรงเติบโตมากับ พระองค์ดำ ทำไมถึงจะไม่รู้ได้ เทพออกไปนั่งคุกเข่าต่อไม่สนใจใคร
“ ไอ้เด็กคนนี้มันดื้อรั้นจริงๆ โตขึ้นมันต้องไม่ธรรมดา ท่านว่าไหม ท่านพระครูเพชร” าาหาหันไปถามพระครูเพชร
“ อาตมาก็คิดเช่นนั้น ศิษย์ของพระอาจารย์ จะธรรมดาที่ไหน” พระอาจารย์เพชรเอ่ยยิ้มๆ
หลังจากผ่านงานศพของพระมหาเถระคันฉ่องเสร็จสิ้น พระครูเพชรก็ได้ฝึกสอนศิษย์พร้อมกันทีเดียว 3 คน คือสามเณรพระศรีสิน วัย 13 ปี องค์ไลวัย 4 ปี และเทพ วัย 5 ปี
“ พวกเ้าต่อไปนี้คือศิษย์อาจารย์เดียวกัน ห้ามทะเลาะกัน สามัคคีกันไว้ ต่อไปภายภาคหน้าพวกเ้าทั้งสามจะได้เป็กำลังให้ซึ่งกันและกันต่อไป “สามเณณพระศรีสิน นั้นเป็ศิษย์พี่ใหญ่ เทพอายุมากกว่าเป็ศิษยพี่รอง ส่วนองค์ไลคือศิษย์น้องเล็ก แต่ถึงปากจะยอมเรียกเทพ ว่าศิษย์พี่ แต่ในใจไม่ยอมพร้อมที่จะหาทางแก้แค้น เทพให้ได้ตลอดเวลา แต่ว่าเทพนั้นไม่เคยใส่ใจแม้แต่น้อย ได้แต่ตั้งใจฝึกวิชาความรู้ตามที่ พระครูเพชรได้สอนสั่ง ความขัดแย้งเล็กๆน้อยๆ เหล่านี้ไม่หลุดรอดสายตาของ พระครูเพขรไปได้ จึงได้เรียก เทพเข้ามาสอนสั่ง
“ เ้าเทพ เ้าไม่กลัวเกรงอำนาจของเ้าองค์ไล บ้างเลยหรือไง ถึงไม่เคยอ่อนข้อให้กับองค์ไลเลยแม้แต่น้อย” พระครูเพขรลองถามเ้าเทพดู
“ ข้าไม่เคยกลัว หลวงปู่เคยบอกว่า คนเราเกิดมาทุกคนล้วนมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน ถึงแม้จะต่างกันที่ชาติกำเนิด ก็อย่าให้ใครมาดูิ่ศักดิ์ศรีของเราได้ ถ้ายอมแพ้ทั้งที่ยังไม่ได้สู้ ก็เสียแรงที่เกิดมาเป็มนุษย์ ” เ้าเทพท่องจำเป็นกแก้วนกขุนทอง ทำเอาพระครูเพชรอดขำไม่ได้
“ ข้าจะบอกให้เ้ารู้จักรักษา เอาตัวรอด อะไรยอมได้ ก็ยอม แต้ถ้ายอมไม่ได้ก็ต้องหาวิธีจัดการไม่ให้ตัวเองต้องมีภัย เพราะสิ่งที่หลวงปู่สอนเ้านั้น ยังมีต่อคือ ถ้ารู้ว่าสู้ไม่ได้ ก็ต้องรู้จักเอาตัวให้รอด วันข้างหน้ายังมีโอกาสอีก” พระครูเพชรสอน
เ้าเทพพอเข้าใจแล้ว จึงกราบลาไปฝึกวิชาดาบต่อ พระครูเพชรรำพึงขึ้นมาในใจว่า
” นี่ข้าได้เป็อาจารย์ของกษัตริย์พร้อมกันทั้งสามคนเชียวหรือนี่ ท่านอาจารย์ท่านดูผิดไปหรือไม่ เ้าเทพมันแค่เด็กวัดธรรมดา ต่อไปรับราชการ ได้โดนองค์ไลโขกสับเละแน่ แล้วจะ มีโอกาสไปเป็ กษัตริย์ไปได้อย่างไร แค่เอาตัวรอดก็ยากแล้ว หรือว่าท่านจะดูผิดไปจริงๆ “ เทพได้ฝึกวิชาต่างๆที่พระครูเพชรสอนแค่ปีกว่า ท่านก็ไม่มีอะไรจะสอนแล้ว
เ้าเทพก็อายุครบ 7 ปี ก็ถึงกำหนดที่ต้องเข้าเฝ้าไปเป็มหาดเล็ก ที่ตำหนักส่วนตัวของสามเณรศรีสิน
“ เ้าเทพ เวลาเ้าเข้าไปในวังเ้าต้องระมัดระวังตัวให้ดี อย่าทำอะไรตามใจ คนในวังไม่เหมือนข้าทั้งหมด นอกจากเสด็จพ่อแล้ว ท่านมีโอรสเกิดจากพระเมหสีอยู่อีก 2 องค์องค์แรกคือเ้าพี่สุทัศน์ กับ พระศรีเสาวภาคย์ เ้าพี่สุทัศน์นั้นเป็องค์รัชทายาท ทรงมีพระเมตตาต่อคนอื่นยิ่งนัก จนบางครั้งข้าอดคิดไม่ได้ ความมีเมตตาห่วงใยคนอื่น จะทำให้เ้าพี่ต้องเผชิญปัญหาในอนาคต ส่วนอีกคนที่เ้าต้องระวัง คือพระศรีเสวภาคย์ เป็น้องชายร่วมแม่เดียวกันกับเ้าพี่สุทัศน์ เกิดปีเดียวกับข้า และ
มีความขัดแย้งกับข้าอยู่เสมอ มันชอบดูถูกเสด็จแม่ที่เป็พระสนมของข้า ที่ข้าต้องมาบวชนี่ก็เพราะ มันเป็ตัวต้นเหตุ ยิ่งถ้ารู้ว่าข้ากับเ้าเป็ศิษย์พี่น้องกันด้วย เ้าต้องระวังตัวให้มาก ส่วนเ้าองค์ไลข้าไม่กลัวหรอก เพราะมันมีผู้หนุนหลังมันหลายคน ทั้งเสด็จอา ทั้งเ้าขรัวมณีจันทร์ และญาติฝ่ายแม่ข้าที่อยู่ตำแหน่งสำคัญ ในราชสำนักมากมาย ไม่มีใครกล้าทำร้ายมัน แต่ผิดกับเ้า ไม่มีใครหนุนหลังเลย เ้าเอาสาส์นนี้ไปให้เ้าพี่สุทัศน์ ท่านจะช่วยดูแลเ้าเอง” สามเณรพระศรีสินหยิบม้วนสาส์น ให้เ้าเทพนำติดตัวไป
รุ่งขึ้นทางวังหลวงก็ให้คนนำชุดมหาดเล็กในวัง ได้เป็ตำแหน่งเบื้องต้น คือรับใช้งานทั่วไปในพระราชวัง เ้าเทพถูกนำตัวเข้าไปในพระราชวัง ได้พักรวมอยูกับมหาดเล็กอีกเกือบสิบคน โดยพักรวมกัน
“ ข้าชื่อ เวช เป็มหาดเล็กมา 2 ปีแล้ว “ เด็กชายวัย 10 ปีแนะนำตัว
“ ข้าชื่อ ปาน เป็มหาเล็กมา 2 ปีแล้วเช่นกัน” เด็ยชายวัย 11 ปีแนะนำตัว
“ ข้าชื่อ เทพ เพิ่งเข้ามาวันนี้ ฝากตัวด้วย “ เทพแนะนำตัว กับสองคนนี้ที่ดูแล้วนิสัยดี ไม่คิดรังแกใคร ทำให้เทพสงสัยทำไมเขาสามารถรู้ใจใครที่ดีกับเขาได้แบบนี้เหมือนกับ องค์ไล ที่เจอหน้าแม้จะยิ้มให้ แต่ในใจอยากจะฆ่าฟัน เทพ ใจจะขาด
“ เ้ามาใหม่ต้องระวังมหาดเล็กเ้านาย พวกนี้มีเ้านายหนุนหลัง อย่าไปมีเื่กับพวกเขา ข้าเตือนให้รู้ เพราะเ้านั้นมาใหม่อาจไม่รู้ “ พี่เวชรีบเอ่ยเตือน เทพได้แต่พยักหน้า ไม่รู้พระอาจารย์เพชรให้เขาเข้ามาในวังเพื่ออะไร เทพได้แต่บ่นอาจารย์
“ เย็นนี้พวกเราต้องไปรายงานตัวให้พระนาย หัวหน้ามหาดเล็กของพวกเราเป็คนแจกหน้าที่ให้พวกเรา จะได้รู้ว่าเ้าจะได้ทำอะไรตรงไหนบ้าง” พี่ปานพูดจบ ให้เทพเก็บของเข้าที่ แล้วก็ออกไปรอพระนาย ที่ห้องทำงานทันที
ในขณะนั้น พระนายกับลูกน้องอีก สี่คนเดินเข้ามา เห็นเทพเด็กใหม่ ก็เลยหยุด
เ้าชื่อเทพใช่ไหม พรุ่งนี้เ้าไปอยู่แผนกเก็บถังอุจจาระ จนกว่าข้าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง เทพเห็นหน้า ก็รู้ไอ้หมอนี่ คิดชั่วกับเขาแน่ แต่ไม่ได้พูดอะไร เดินกลับไปที่ห้องพัก นั่งสมาธิตรวจสอบภายในพระราชวังแห่งนี้ ในพระราชวังแห่งนี้มีกษัตริย์คือพระเอกาทศรส ทรงอยู่ห้องอักษร ส่วนรัชทายาทอยู่ห้องบรรทมเทพสามารถตรวจสอบว่าใครทำอะไรอยู่ที่ไหนได้อย่างง่ายดาย ด้วยพลังจิตของ
เทพเวลานี้สามารถตรวจสอบความเคลื่อนไหวถึงสิ่งผิดปกติที่คิดร้ายกับตนเองได้แล้ว วันนี้พระนายได้ทำการกลั่นแกล้งให้ เทพไปแผนกเทถังอุจจาระ ซึ่ง เทพได้อ่านใจพระนายก็รู้ว่า หน้าที่นี้ไม่ใช่หน้าที่ของมหาดเล็ก เป็งานของพวกไพร่หลวงที่รับหน้าที่ทำอยู่แล้ว เทพตื่นแต่เช้าเดินออกไปเดินเล่นในสวน เพราะไม่รู้จะทำอะไร ขณะนั้นได้เห็นพระนาย เดินเข้ามาพร้อมกัน มหาดเล็กอีกนับสิบคนถือไม้พลองเข้ามาหาเทพ ใบหน้าถมึนตึง
“ เ้าเทพ ข้าสั่งให้เ้าไปทำงานแผนกเก็บถังอุจจาระ ทำไมถึงไม่ไปตามที่ข้าสั่ง” หัวหน้ามหาดเล็กเอ่ยเสียงแข็ง
“ ข้ามาเป็มหาดเล็กเ้านาย ไม่ใช้มาเป็เป็มหาดเล็กรับใช้คนทั่วไป เ้าบังอาจสั่งข้าผู้เป็มหาดเล็กของเ้านาย ไม่กลัวเกรงพระอาญาเลยหรือยังไง” เทพวัย 7 ขวบพูดจาฉะฉาน ไม่เกรงกลัวผู้คนที่ถือกระบองมาเกือบ สิบคน หัวหน้ามหาดเล็กเริ่มคิด ว่าถ้าขืนปล่อยให้มันแจ้งชื่อเ้านาย เงินที่รับมาให้จัดการกับมันคงไม่ได้อย่างแน่นอน
“ เ้ากล้าขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาอย่างนั้นหรือ” แล้วส่งสัญญาณให้จัดการกับเทพทันที เปรี้ยง ! เทพพุ่งเข้าเตะกลางเป้าหัวหน้ามหาดเล็ก ลงไปนอนคุกเข่ากับพื้น ส่วน มหาดเล็กที่เหลือ ก็ใช้ไม้ตีอาซันอย่างเร็ว แต่ทั้งสิบไม่สามารถถูกเทพได้แม้แต่ไม้เดียว แต่ทั้งหมดกลับโดนหมัดของเทพ เข้าทั้งปลายคาง หน้าท้อง ขมับ หน้าตา ปาก จนทั้งสิบคนลงไปนอนกองรวมกันกับพื้น ลุกไม่ขึ้น
แล้วเทพก็มายืนที่เบื้องหน้า หัวหน้ามหาดเล็กคนนี้ โดยเทพถือ ไม้พลองมาหนึ่งอันด้วย
“ ข้ามีจดหมายแนะนำให้มาเข้าเฝ้าองค์รัชทายาท ให้เป็มหาดเล็กรับใช้ พระองค์ แต่เ้ากลับบังอาจใช้ให้ข้าไปยกถังขึ้หรือ" เปรี้ยง ! ไม้พลองฟาดที่ใบหน้า ฟันร่วงหมดปาก
" เ้าดูิ่พระเกียรติองค์รัชทายาทมากไปแล้ว" เปรี้ยง ! เทพฟาดไปที่ขาข้างหนึ่งของหัวหน้ามหาดเล็กหัก จนมันส่งเสียงร้องไปทั่ววัง เทพฟาดอีกทีที่ก้านคอ จนหัวหน้ามหาดเล็กสลบคาไม้ จากนั้น ก็มีทหารองครักษ์กรูกันเข้ามา
ด้านในล้อมรอบตัวเทพเอาไว้
“ หยุดได้แล้ว วางไม้เดี๋ยวนี้” หัวหน้าทหารองครักษ์สั่งให้เทพวางไม้ทันที เทพปักไม้ตรึงไว้ที่พื้นดังฉึก แล้วเดินมาประจันหน้า กับหัวหน้าทหารองครักษ์
“ มีเื่อะไรกัน ทำไมพวกเขาถึงถูกทำร้ายขนาดนี้” หัวหน้าทหารองครักษ์เอ่ยถามเทพ ทันที
“ พวกมันไม่เห็นรัชทายาทอยู่ในสายตา โดยการแกล้งข้าซึ่งเป็คนของรัชทายาท ข้าไม่ยอม เลยสั่งสอนมันเท่านั้น” จากนั้นเทพก็ยื่นจดหมายให้กับองครักษ์ เพื่อจะให้นำไปให้ รัชทายาททันที
“ ถ้าท่านเป็คนของรัชทายาท สั่งสอนพวกมันบ้างก็ดี เด็กๆ พากพวกมันไปทำแผลซะ” หัวหน้าองครักษ์ รีบพาเทพไปหารัชทายาททันที เพราะรู้มาว่า รัชทายาทนั้นไม่ได้รับมหาดเล็กมาเป็ผู้รับใช้มานานแล้ว ถ้าเป็จริง ท่านนี้ต่อไปจะต้องเป็มีตำแหน่งกว่าใครในวังหลวงนี้แน่
ณ วังหน้า ของเ้าฟ้าสุทัศน์
“ เ้าน่ะหรือ เ้าเทพ อืมได้ข่าวว่าเ้าอัดหัวหน้ามหาดเล็กกับลูกน้องซะหมดสภาพ จริงหรือไม่” รัชทายาทอ่านสาส์นเสร็จ ก็เอ่ยถามเทพ
“ จริงขอรับ”
“ เ้าช่างใจกล้าจริงๆ มาวันแรกก่อเื่เสียแล้ว แต่เ้าไม่ต้องห่วงพวกบ่าวไพร่พวกนี้สมควรโดนจริงๆ ต่อไปนี้เ้ามาเป็มหาดเล็กรับใช้ข้า ถ้าเสด็จพ่อไม่เรียกเ้าไป เ้าก็อยู่ในตำหนักกับข้าที่นี่” รัชทายาทตกลงให้เทพเป็มหาดเล็กรับใช้ แล้วให้คนพาเทพไปหาที่พัก
“ ท่านว่าอย่างไรเด็กคนนี้ “ รัชทายาทถามกุนซือของพระองค์
“ มีแต่เื่ดี เด็กคนนี้เป็คนที่พระศรีสินแนะนำ บอกว่าเป็ศิษย์น้อง นับว่ามันไม่ธรรมดา เพราะว่าคนอย่างพระศรีสิน เคยรับใครเป็พี่เป็น้องก็ไม่ และอีกข้อหนึ่งก็คือ มันเป็ศิษย์โดยตรงของท่ามหาเถระคันฉ่อง และยังเป็ศิษย์ของพระราชมนูอีกด้วย พวกกองกำลังสายดำต่างให้ความเคารพ ย่อมเผื่อแผ่ถึงตัวมันด้วยแง่นี้รัชทายาทได้ประโยชน์เต็ม ๆ ถึงแม้มันจะใจร้อนไปบ้าง แต่ไม่ใช่เื่ใหญ่”กุนซืออธิบายถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับที่ให้เทพมาเป็ มหาดเล็กส่วนพระองค์
“ ข้าก็คิดเช่นเดียวกัน “ รัชทายาทที่เทพและพระศรีสินคิดว่าเป็ใจอ่อน แต่ถ้ามาได้ยินคำเหล่านี้คงต้องเปลี่ยนใจแน่ พระองค์ไม่ใช่คนใจอ่อนแน่ๆ แต่ถึงกับคิดถึงผลประโยชน์ของตนเอง มาก่อนเสียด้วย