“ใน่ปีแรกๆของการเป็เทพเ้า ส่วนที่ยากที่สุดคือการตามหาแพชชั่นในการทำงาน”
โอเทรอสอธิบายขณะที่เราบินสำรวจรอบเมืองจาลินก้า
อย่างที่เทพแห่งรุ่นพี่รุ่นน้องเคยบอก เมืองแห่งนี้เป็ที่อยู่อาศัยของชาวสมุทร เหล่าสิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างเป็ครึ่งคนครึ่งปลาจากหลากหลายสายพันธ์ บางคนก็เป็ปลาสีดำตัวล่ำบึ้กผิวมันวาวเหมือนปลาดุก บางคนก็เป็ปลาหลากสีที่มีความสูงไม่เกินหัวเข่าของผม บางคนมีหนามงอกตามหลัง บางคนมีลักษณะของปลาหมึกรวมอยู่ด้วย ผมกวาดสายตามองภาพรวม เหล่าชาวสมุทรใช้ชีวิตกันอย่างสงบสุข แต่ก็มีความกังวลแฝงอยู่ในแววตาเ่าั้ ผมมักรู้สึกได้เวลามีใครรู้สึกกังวล มันเหมือนกับเวลาที่มีเพื่อนร่วมงานซักคนอยากให้เราช่วยงาน แต่เขาก็เลือกที่จะอ้อมค้อมในการขอร้องให้เราช่วย ถึงอย่างนั้นผมก็ยังเห็นมันได้ชัดผ่านแววตาของพวกเขาอยู่ดี
อาคารส่วนใหญ่ดูเหมือนแกะสลักมาจากหินทรายในทะเล มันคงจะดูดีกว่านี้มากในตอนที่ทั้งเมืองจมอยู่ใต้ทะเล แม้แดดจะไม่ร้อนมากแต่ก็ทำให้มีบรรยากาศแห้งแล้งเหนอะหนะน่าหงุดหงิด โอเทรอสแอบบอกว่าสาเหตุที่พวกชาวสมุทรไม่ย้ายเมืองกลับลงไปในทะเลเป็เพราะพวกเขาไม่คิดจะทิ้งพระราชวังเก่าแก่ขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงใจกลางเมืองไป มันเป็พระราชวังสีเขียวมรกตที่น่าจะแกะสลักมาจากหินหากยากขนาใหญ่และประดับประดาไปด้วยสิ่งของมากมายจนมันดูเหมือนราชวังของเหล่าเงือกจากในหนัง
“จะทำอย่างไรให้เราอยู่กับตำแหน่งงานนี้ไปได้ตลอดการ นั่นคือโจทย์สำคัญ สำหรับฉันนะ ฉันสามารถตอบได้ภายในครึ่งปีแรกของการเป็เทพเ้าว่าฉันชอบที่จะได้เห็นผู้คนที่ไม่ได้สืบสายเืกันแท้ๆใส่ใจ ดูแล สนับสนุน และปกป้องกันเฉกเช่นพี่น้องจริงๆ นั่นจึงทำให้ข้าไม่เคยเบื่อเลยกับการเป็เทพเ้าผู้คอยดูแลเกี่ยวกับวัฒนธรรมรุ่นพี่รุ่นน้อง” โอเทรอสเล่าด้วยดวงตาเป็ประกาย เขาดูรักงานของตัวเองจริงๆ และใครก็ตามที่สามารถมีความสุขกับงานประจำของตัวเองมักเป็ผู้ที่น่าอิจฉา เพราะนั่นหมายความว่าคุณจะได้ตื่นขึ้นมาด้วยความตื่นเต้นในทุกๆเช้าเพื่อจะไปทำในสิ่งที่รักอย่างไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย
แต่ผมก็คิดไม่ออกอยู่ดี แพชชั่นทำนองไหนที่มันเกี่ยวกับวัชพืช คือผมชอบต้นหญ้าก็จริง แต่คนที่ชอบอะไรแบบผมนี่นอกจากบริษัทรับเหมาปูสนามหญ้าให้สนามกีฬาใหญ่ๆแล้วก็คงจะไม่มีใครในโลกนี้หรอกที่เอ็นดูพฤติกรรมการปลูกต้นหญ้าน่ะ นี่ยังไม่รวมวัชพืชประเภทต่างๆอีกนะ บางทีต้นกัญชาจะถูกนับเป็วัชพืชด้วยหรือเปล่านะ ใช้ชื่อว่า Weed เหมือนกันซะด้วยสิ
ว่าแต่สาหร่ายนี่มันนับเป็วัชพืชไหมนะ
“เมื่อเราหาแพชชั่นเจอแล้ว คำถามต่อไปก็คือจะเริ่มต้นจากตรงไหนดี” โอเทรอสพาผมลงไปเดินเล่นบนพื้น ผมััได้ถึงพื้นแข็งๆเหมือนกับตอนยังเป็มนุษย์ แตกต่างกันตรงที่ตอนนี้ผมรู้สึกว่าตัวเองตัวเบาหวิวอย่างน่าประหลาดราวกับว่าสามารถเดินไปเรื่อยๆได้เป็เดือนโดยไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย นี่คงจะเป็ความสะดวกสะบายแบบเทพเ้าสินะ
ผมเดินผ่านชาวสมุทรคนแล้วคนเล่า ไม่มีใครสังเกตเห็นพวกเรา มีเด็กสูงเท่าหัวเข่าที่กำลังวิ่งลิ่นทะลุผ่านร่างของผมไป ผมรู้สึกหวิวๆแปลกๆแต่นั่นก็อาจจะเกิดจากความไม่คุ้นชิน
“แล้วคุณโอเทรอสเริ่มมาจากอะไรงั้นเหรอครับ” ผมเอ่ยถามเทพรุ่นพี่ของผม
“ถ้าเปลี่ยนจากคำว่าคุณเป็รุ่นพี่โอเทรอสฉันจะดีใจมากๆเลยล่ะน้องชาย” สายตาของโอเทรอสแสดงการตำหนิ เหมือนผมเพิ่งจะทำอะไรบางอย่างที่มันเป็การเสียมารยาทต่อเทพเ้าแห่งรุ่นพี่รุ่นน้องไป “เทพเ้าหน้าใหม่น่ะจะมีข้อจำกัดมากมายที่ทำให้เราทำอะไรที่มันยิ่งใหญ่มากไม่ได้ เพราะงั้นฉันจึงเริ่มจากอะไรเล็กๆอย่างเช่นการเข้าฝันชาวสมุทรซักคนที่มีแววว่าจะเป็ผู้ใกล้ชิดกับเทพเ้าหรือที่เรียกว่าคอนตัส จากนั้นก็ปรากฏตัวในฝันของคนๆ” เขาอธิบายคร่าวๆ ก่อนจะหันไปโบกมือมอบคำอวยพรให้แก่ชาวสมุทรสองคนที่เดินกอดคอกันอย่างสนิทสนม ผมเห็นร่างของพวกเขาเรืองแสงสีทองอ่อนๆออกมา แต่เหมือนพวกเขาจะไม่ได้สังเกตเห็นพรเทพเ้าที่ปกคลุมอยู่รอบตัว
“แล้วจากนั้นผมต้องทำยังไงต่อเหรอครับ” ผมถามต่อไปอีก ดูเหมือนมันจะไม่ใช่อะไรที่ยุ่งยากเท่าไหร่นัก
“ฉันอยากให้นายโฟกัสกับการตามหาสาวกกลุ่มแรกและแพชชั่นของนายให้เจอก่อนนะน้องชาย นั่นอาจจะใช้เวลาซักสามสี่ปีเป็อย่างต่ำ หรือถ้าฟลุ๊กๆก็แค่สองปี พอไปถึงจุดนั้นได้เดี๋ยวเราค่อยมาคุยกันเื่ขั้นต่อไป” โอเทรอสอุบรายละเอียดเอาไว้ ผมนึกขัดใจเล็กน้อย เหมือนเขาลืมว่าตอนนี้ผมเหลือเวลาไม่ถึงสามปีเต็มด้วยซ้ำ แล้วผมจะได้ฟังรายละเอียดเพิ่มตอนไหนล่ะเนี่ย
หลังจากนั้นโอเทรอสก็ไกด์ผมอีกหลายๆอย่าง ผมจึงได้รู้ว่าการปรากฏตัวในฝันแต่ละครั้งก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็เครดิต์เหมือนกัน เพราะงั้นจะทำมันแบบมั่วซั่วโดยไม่มีแผนการไม่ได้ โอเทรอสบอกกับผมว่าเขาใช้เวลาสามเดือนแรกบน์ไปกับการศึกษาเกี่ยวกับโลกเบื้องล่างและมองหาสถานที่ที่จะมีโอกาสมากที่สุด
“คุณอยู่แต่ในห้องสมุดตลอดสามปีเลยเหรอครับ” ผมเอ่ยถาม
“เปล่า ฉันเสิร์ชหาเอาในอินเตอร์เน็ตน่ะ” โอเทรอสตอบยิ้มๆ
“บน์มีอินเตอร์เน็ตด้วยเหรอครับ” ผมสงสัย
“มีสิ คิดว่ามนุษย์สามารถคิดค้นอะไรๆแบบนี้ได้ก่อนเทพเ้างั้นเหรอ” โอเทรอสทำสีหน้าเหมือนกำลังจะบอกผมว่า นายน่ะโดนประวัติศาสตร์ของมนุษย์ต้มแล้วน้องชาย “หลายๆครั้งที่เหล่าเทพเป็คนประทานเทคโนโลยีให้แก่พวกมนุษย์ อินเตอร์เน็ตเองก็ใช่”
“งี้นี่เอง” ผมทำเป็เออออไปด้วย ถึงจะไม่ค่อยปักใจเชื่อซักเท่าไหร่ก็เถอะ
“กลับมาเข้าเื่ของเทพแบบเราต่อดีกว่า” โอเทรอสดีดนิ้ว “ด้วยสถานการณ์ตอนนี้ที่ต่างกันจากตอนที่ฉันเริ่มอยู่เล็กน้อย เมื่อแปดร้อยปีที่แล้วน่ะ ตอนที่ฉันได้ขึ้นมาเป็เทพเ้าด้วยสิทธิพิเศษของวีรบุรุษที่ได้เสียชีวิตเพื่อรุ่นน้องที่น่ารักของฉัน โลกของฉันเล็กกว่าตอนนี้สี่สิบกว่าเท่าและมีความน่าสับสนน้อยกว่ามาก แต่ก็อย่างที่บอก โฟกัสจะทำให้นายมองเห็นโอกาสบางอย่างที่ในยุคสมัยของฉันจะไม่มีวันได้เห็น” โอเทรอสฉีกยิ้มให้กำลังใจ
พวกเราเดินมาถึงราชวังกลางเมืองจาลันก้า สีเขียวเป็สีที่ผมชอบ ผมก็เลยรู้สึกว่าราชวังของชาวสมุทรแห่งนี้ที่สร้างโดยหินสีเขียวตะไคร่ถูกโฉลกกับจริตผม ทุกๆส่วนถูกแกะสลักขึ้นอย่างวิจิตร โอเทรอสพาผมเดินผ่านเข้าไปในราชวังโดยไม่สนใจใยดีประตูั์ปิดสนิทและทหารยามซึ่งเป็ปลาหุ่นล่ำกล้ามโตที่ยืนแน่นขนัดกันอยู่ตรงด้านหน้า ก็นะ ร่างเทพเรามันทะลุได้ทุกอย่างที่อยากจะทะลุอยู่แล้วนี่นา
ภายในถูกประดับประดาไปด้วยของสะสมแปลกๆเต็มทั้งสองข้าง ผมััได้ถึงเวทมนตร์จากประการังสีรุ้งในตู้กระจกด้านขวา ตรีศูลเก่าๆขึ้นสนิมที่ตู้ตรงมุมนั้นแผ่ออร่าของความโบราณออกมา การเป็เทพเ้าทำให้ผมััได้ว่าของชิ้นไหนมีอายุพอๆกับอารยธรรมของเทพ และผมบอกได้ว่าของสะสมหลายๆชิ้นในที่แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นบน์
“ฉันจะพานายไปเจอคอนตัสของข้าประจำเมืองแห่งนี้” โอเทรอสหันมาบอกผม
“ผู้ใกล้ชิดกับพระเ้าที่คุณบอกไว้ใช่ไหมครับ” ผมยังพอจำได้ โอเทรอสพยักหน้า
“นางเป็ชาวสมุทรที่มีแวว ไม่ใช่แค่สามารถติดต่อกับข้าได้ในนิมิตเท่านั้น แต่ยังสามารถเป็ร่างทรง และมองเห็นกายทิพย์ของเหล่าเทพได้อีกด้วย”
แล้วเราก็มาถึงห้องโถงใหญ่ มองผ่านประตูสีทองเข้าไป ด้านในนั้นเต็มไปด้วยชาวสมุทรชุดหรูหราที่วิ่งวุ่นเหมือนจัดเตรียมงานอะไรบางอย่างไม่ทันกาล พวกนั้นคงจะเป็ขุนนางประจำเมืองแห่งนี้อย่างไม่ต้องสงสัย บนบัลลังก์หินคือชายร่างใหญ่โตที่มีหัวเป็ปลาวาฬ ผมสีเขียวเปียกลื่นยาวสลวยประบ่า เขาดูเป็ชายหุ่นหมีที่กล้ามเนื้อไม่ได้ชัดมาก แต่ก็ดูออกว่ากำยำพอจะบี้กระดูกผมได้ด้วยการบีบเบาๆ
แต่คนที่ดึงดูดสายตาของผมมากที่สุดคือคนที่อยู่ข้างกายชาวสมุทรร่างั์คนนั้น ผมเคยหูหนังเกี่ยวกับเทพนิยายมาหลายเื่ ผมจึงเคยได้เห็นนางเงือกจากหลากหลายความเชื่อ แต่ไม่มีนางเงือกนางไหนจะทำให้ผมรู้สึกใจเต้นวูบวาบได้เท่ากับนางเงือกตรงหน้าของผมเลย
นางเป็ชาวสมุทรที่มี่ล่างเป็ปลาเกล็ดสีทับทิม ส่วนบนเป็ผู้หญิงร่างอ้อนแอ้นสีขาวซีดๆแต่ก็ดูมีเสน่ห์แปลกๆบางอย่าง ดวงตากลมโตสีดำขลับมีประกายสีรุ้งสาดเปรี๊ยะๆออกมาในบางครั้ง เรือนผมสีทอง ฟ้า ชมพูผสมผสานและดูเหมือนมันสามารถเรืองแสงได้ด้วย แม้นางจะไม่ได้เหมือนกับมนุษย์ผู้หญิงเหมือนนางเงือกในหนัง แต่ก็ทำให้ผมหน้าร้อนผ่านเวลามองนาง และเมื่อนางประสานสายตากับผม นางก็อมยิ้มให้อย่างดงาม ก่อนจะก้มหัวทักทายด้วยท่าทีอ่อนช้อย
นั่นเป็วินาทีที่ผมได้รู้สึกอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมานาน รวมทั้งตอนที่ยังเป็มนุษย์ด้วย ผมหลบตาเธอแบบเขินๆ เหมือนว่าเธอคนนี้จะเป็คอนตัสของท่านโอเทรอสนะ เธอหันไปพูดกับชาวสมุทรคนอื่น แล้วทุกคนก็หยุดวิ่งวุ่น ก่อนจะก้มลงคำนับพวกเราอย่างพร้อมเพรียง ผมอยากให้พวกคุณมาได้ยินเสียงของนางเมื่อกี้จัง โทนเสียงของนางไม่เหมือนมนุษย์คนใดๆ ฟังดูเหมือนเครื่องดนตรีใสๆก้องๆที่มักจะถูกเล่นในเพลงป๊อบน่ารักๆ
เหมือนว่านางเงือกคนนี้จะทำอะไรก็น่าเอ็นดูไปหมดเลยนะครับเนี่ย
โปรดติดตามตอนต่อไป